LNCrawler

จับได้ ไล่ทัน

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

จับได้ ไล่ทัน

“แซ่เสวี่ยเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นย่นหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เธอเคยเรียนรู้เกี่ยวกับตระกูลผู้มั่งคั่งหลายตระกูล ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในนั้นมีตระกูลเสวี่ยอยู่ด้วย

แต่ช่วงหลังมานี้ตระกูลเสวี่ยตกต่ำลงมาก เพราะสายหลักแทบไม่เหลือลูกหลานสืบทอด สายรองก็ไม่ได้เรื่อง แต่เธอไม่เคยได้ยินชื่อเสวี่ยหลานมาก่อน บางทีอาจไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเสวี่ยผู้รุ่งโรจน์ในอดีต

“นี่เป็นข้อมูลของเสวี่ยหลานครับ” ลูกน้องมือฉมังของผู้เฒ่าซ่ง ไม่ปล่อยให้เจ้านายสงสัยนานนัก นำข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเสวี่ยหลานมอบให้เจ้านายทั้งหมด

ชายชราอ่านข้อมูลบนกระดาษหลาย ๆ แผ่นอย่างละเอียด ขณะที่ซ่งอวิ๋นก็ชะโงกหน้าเข้าไปอ่านด้วยอีกคน

“ที่แท้ก็เป็นลูกสาวที่หายสาบสูญไปของตระกูลเสวี่ย” ผู้เฒ่าซ่งพึมพำกับตนเอง

อุบัติเหตุในปีนั้นเป็นข่าวดังกระฉ่อน เพราะรถของเสวี่ยหลานพุ่งตกจากเขา แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามปูพรมค้นหาตลอดหลายวันก็ยังไม่เจอ ยืนยันไม่ได้ว่าตายหรือยังมีชีวิตรอด จึงกลายเป็นผู้หายสาบสูญ

“ทำไมตระกูลเสวี่ยต้องพยายามปิดข่าว” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นหลังจากอ่านข้อมูลจบ

ขนาดงานแต่งงานยังจัดแบบเงียบ ๆ และแทบไม่มีใครรู้เลยว่าลูกสาวที่หายตัวไปของตระกูลเสวี่ยกลับมาแล้ว

“ไม่รู้ว่าตอนเธอกลับมา อยู่ในสภาพไหน พวกเขาคงคิดว่าปิดข่าวไว้แบบนี้ ส่งผลดีกับตัวเสวี่ยหลานมากกว่า แล้วหล่อนก็ไม่ค่อยออกงานสังคมเท่าไหร่ คนก็เลยค่อย ๆ หลงลืมการมีตัวตนของหล่อนไป”

“แล้วตอนที่นักการเมืองเติ้งโดนจับและถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต เธอรอดมาได้ยังไง”

กฎหมายประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด หากสามีทำผิด ภรรยาก็อาจโดนร่างแหไปด้วย ยิ่งเป็นคดีร้ายแรงมากเท่าไหร่ ก็แทบไม่เหลือทางรอดเลย

“ปู่เดาว่าตระกูลเสวี่ยเองก็ยังเหลือเส้นสายอยู่บ้าง ถึงแม้ไม่มากมายอะไร แต่มันก็ช่วยให้เธอรอดพ้นมาได้”

“แบบนี้นี่เอง” ซ่งอวิ๋นพรูลมหายใจยาว “ตันหยางคงหมายถึงอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนี้ ไม่รู้ว่าระหว่างที่เสวี่ยหลานหายตัวไป ต้องเจออะไรมาบ้าง ถึงแค้นขนาดนั้น อีกอย่างคุณปู่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วใครขับรถชนคะ”

เสวี่ยหลานอายุมากแล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ แต่กลับอยากจะล้างผลาญตระกูลซ่งให้ย่อยยับ ถ้าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด อีกฝ่ายจะรู้สึกเสียใจบ้างหรือไม่ หรือคิดเพียงว่าตนเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ผู้เฒ่าซ่งส่ายศีรษะ “เห็นข้อมูลพวกนี้ปู่ก็เพิ่งนึกออก รถคันนั้นเป็นของปู่จริง แต่ปู่ขายไปก่อนจะเกิดเหตุไม่กี่เดือน ตอนเห็นข่าวว่ารถเหลือแต่ซากเหล็ก คนขับเสียชีวิตคาที่ ปู่ยังใจหายอยู่ช่วงหนึ่ง”

“หนูเดาว่าตอนแรกเสวี่ยหลานไม่ได้คิดจะแก้แค้นปู่ เพราะตามข้อมูล หลังจากกลับตระกูลเสวี่ย เธอก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย แต่งงานและใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่หลายปี แต่พอนักการเมืองเติ้งเสียชีวิต เธอเลยยิ่งแค้น เพราะคิดว่าปู่เคยทำให้เธอเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังพรากสามีไปจากเธออีก”

บอกตามตรง มุมหนึ่งเธอก็เห็นใจเสวี่ยหลาน เพราะจินตนาการว่าช่วงเวลาที่กลายเป็นบุคคลสาบสูญ เธอคงพบเจอเรื่องราวหนักหน่วงมาไม่น้อย จะแค้นก็ไม่ว่าหรอก แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าแค้นถูกคนหรือไม่

ส่วนเรื่องนักการเมืองเติ้ง เขามีความผิดจริง ไม่ใช่การใส่ร้าย หากจะแค้นก็ควรแค้นสามีตัวเองที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่ซื่อตรง

“หล่อนคงถูกสามีปิดหูปิดตา กระทั่งเชื่อว่าคนแซ่เติ้งใจซื่อมือสะอาด” ผู้เฒ่าซ่งเลื่อนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดโฟกัส ก่อนจะถามลูกน้องคนสนิท “ตอนนี้ตระกูลเสวี่ยยังหลงเหลือเส้นสายกับพวกคนใหญ่คนโตอยู่บ้างไหม”

“ยังมีอยู่ไม่น้อยเลยครับ”

“อืม ออกไปก่อนเถอะ” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้ารับรู้

“มีอีกเรื่องที่ผมต้องรายงานครับท่านผู้เฒ่า คนของเราที่คอยดูแลนายหญิงผู้เฒ่าอยู่ที่อารามบอกว่าในคืนส่งท้ายปีเก่า เสวี่ยหลานไปปรากฏตัวที่อารามด้วยนะครับ”

ตอนที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเสวี่ยหลาน เพื่อนของเขาเห็นรูปภาพ จึงนึกขึ้นได้และโทรมาเล่าให้ฟัง

ผู้เฒ่าซ่งคิ้วกระตุก ใจคอไม่ดีเท่าไหร่ จึงออกคำสั่งเข้มงวด “สั่งคนของเราว่าอย่าประมาท ดูแลอาอิ๋นให้ดีกว่าเดิม”

“รับทราบครับนายท่าน”

เมื่อห้องทำงานเหลือกันเพียงสองคน ผู้เฒ่าซ่งก็หันไปหาหลานสาว วางมือบนศีรษะเธอเบา ๆ “ไม่เป็นไรนะเสี่ยวอวิ๋น ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายแล้ว อย่างน้อยเราก็รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร ไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทร”

“คุณย่า.. จะเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซ่งอวิ๋นเสยผมขึ้นลวก ๆ เธอไม่กังวลความปลอดภัยของตัวเอง แต่เป็นห่วงคุณย่ามากกว่า อารามนั้นตั้งอยู่บนเขา อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ

“หลานวางใจเถอะ อาอิ๋นจะปลอดภัย” ผู้เฒ่าซ่งยืนยันหนักแน่นให้หลานสบายใจขึ้น

เขาไม่มีทางยอมให้จ้าวอิ๋นเป็นอะไรไปแน่ และนักทำนายอย่างจ้าวอิ๋นที่ได้รับโอกาสพลิกฟ้าพลิกดินก็คงรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอเพียงบอกใครตรง ๆ ไม่ได้ก็เท่านั้น

“ค่ะคุณปู่ แล้วหลังจากนี้เราจะทำยังไงต่อไปดีคะ ตัดรากถอนโคนเสวี่ยหลานได้เลยหรือเปล่า”

“ปู่จะดูว่าหล่อนได้รับความช่วยเหลือจากคนใหญ่คนโตอีกบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็จัดการง่ายแล้ว”

เสวี่ยหลานยังไม่รู้ตัวว่าข้อมูลของเธอถูกเปิดเผยแล้ว เธอจึงย่ามใจกับแผนการกำจัดศัตรู สั่งให้ลูกน้องฝีมือดีแฝงเข้าไปในอาราม และคอยหาโอกาสเหมาะ ๆ จัดการกับจ้าวอิ๋น

ทว่าคำรายงานของลูกน้องมือดีทำให้เธอหงุดหงิด

“นายหญิงคะ บริษัทของท่านเจียงโดนโจมตีหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะคะ หุ้นร่วงดิ่ง ความน่าเชื่อตกฮวบเลยค่ะ”

“รู้หรือยังว่าเป็นฝีมือใคร” เสวี่ยหลานบีบพนักพิงแขนโซฟาแน่น

“ยังเลยค่ะนายหญิง จับมือใครดมไม่ได้ ถูกบัญชีการตลาดโจมตีพร้อมกัน ระบุไม่ได้ว่าถูกใครว่าจ้าง”

“นอกจากซ่งเซียงแล้ว อากั๋วมีศัตรูที่ไหนอีกหรือเปล่า”

“มีคู่แข่งทางธุรกิจบ้าง แต่ไม่ได้บาดหมางรุนแรงนะคะ”

“งั้นต้องเป็นซ่งเซียงแน่!” เสวี่ยหลานร้อนใจ นั่งไม่ติดเก้าอี้ ครุ่นคิดหาทางช่วยลูกชายจนหัวหมุน

...

หลังจากรู้ตัวคนบงการเบื้องหลังตันหยาง ทำให้ซ่งอวิ๋นสบายใจขึ้นกว่าเดิม ระหว่างรอให้ผู้เป็นปู่สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสวี่ยหลาน เธอก็ใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปกับงานอดิเรกของตัวเอง และนัดทานข้าวกับเฟิงหรงเป็นครั้งคราว

ครั้งนี้สองสาวนัดกันที่คาเฟ่สัตว์เลี้ยงย่านใจกลางเมือง

“ที่นี่แหละ ฉันอ่านรีวิวมา มีแต่คนบอกว่าอาหารอร่อย สัตว์น่ารัก เธอน่าจะได้รูปภาพไปลงในเว่ยป๋อส่วนตัวเยอะเลย” เฟิงหรงยืดอกท่าทางภูมิใจนำเสนอ

เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ เหนือประตูดังกรุ๊งกริ๊งทันทีที่เฟิงหรงผลักประตูเข้าไป

กลิ่นกาแฟคั่วผสมกับกลิ่นขนมอบลอยอวลอยู่ในอากาศ ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและโซฟาผ้าสีครีม

แสงสีส้มอุ่นจากโคมไฟเหนือศีรษะทอดลงบนพื้นไม้ ตามมุมต่าง ๆ ของร้านมีชั้นวางหนังสือ กระถางต้นไม้ และเบาะนอนสำหรับเหล่าสัตว์เลี้ยง

ซ่งอวิ๋นเดินตามเพื่อนสนิทเข้าไปในร้านพลางมองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะเลือกที่นั่ง แมวสีส้มตัวหนึ่งก็เดินเชิดหางเข้ามาคลอเคลียข้อเท้าของซ่งอวิ๋นเสียก่อน

“เจ้าตัวนี้ชอบคนแปลกหน้าหรือไงนะ” เธอก้มลงอุ้มมันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างเป็นธรรมชาติ

แมวสีส้มตอบด้วยเสียงครางเบา ๆ ก่อนจะซุกหน้าลงกับแขนของเธอ

เฟิงหรงหัวเราะ “ดูท่าจะชอบเธอมากกว่าอาหารของร้านเสียอีก”

“อ้วนตุ้บขนาดนี้ กินจนพุงกางแล้วมากกว่ามั้ง” ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ เจ้าแมวส้มตัวนี้นุ่มนิ่มมาก แค่กอดมันไว้ก็ช่วยคลายหนาวได้แล้ว

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ถูกเหล่าสัตว์ในร้านรุมล้อม

กระต่ายหูตกสีขาวตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากคอกเตี้ย ๆ เฟิงหรงจึงนั่งยอง ๆ ลงบนพื้น ยื่นใบผักเล็ก ๆ ให้มันอย่างระมัดระวัง เจ้ากระต่ายขยับจมูกฟุดฟิด ก่อนจะค่อย ๆ กินอาหารจากมือเธอ

“ฮื่อ เชื่องจังเลย”

อีกมุมหนึ่งมีสุนัขพันธุ์เล็กขนฟูนอนกลิ้งอยู่บนพรม เมื่อซ่งอวิ๋นเดินผ่าน มันกลับรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามมาติด ๆ

“ดูเหมือนวันนี้เธอจะมีแฟนคลับเพิ่มอีกตัวแล้วนะ” เฟิงหรงแซว

“เจ้าตัวเล็กพวกนี้ไม่กลัวคนเลยจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นหัวเราะ ก่อนย่อตัวลงลูบหัวสุนัขตัวน้อย ขณะที่เจ้าแมวส้มก็ยังนอนอยู่ในอ้อมแขน

ข้างหน้าต่างยังมีเม่นแคระตัวหนึ่งกำลังเดินสำรวจพื้นอย่างเชื่องช้า พนักงานจึงยกมันขึ้นมาให้ทั้งคู่ได้สัมผัสอย่างระมัดระวัง ซ่งอวิ๋นยื่นนิ้วไปใกล้จมูกเล็ก ๆ ของมัน แล้วรีบชักมือกลับเมื่อมันขยับตัว

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นเป็นระยะ ซ่งอวิ๋นกดชัตเตอร์ถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอย่างเพลิดเพลิน ไม่ลืมถ่ายวิดีโอส่งไปให้ฟ่านเยว่ ด้วยนึกเสียดายที่เพื่อนอีกคนบ้านไกล ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันในช่วงปิดเทอม

ในที่สุดซ่งอวิ๋นก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างหน้าต่าง โดยมีแมวสีส้มขดตัวอยู่บนตัก ส่วนเฟิงหรงนั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมแก้วโกโก้ร้อนในมือ

ด้านนอกหน้าต่าง ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ ขณะที่หิมะโปรยปรายลงมา แต่ภายในร้านกลับเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยแกมหัวเราะ และเสียงสัตว์เล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว

ซ่งอวิ๋นลูบขนแมวบนตักช้า ๆ ก่อนจะเอนหลังพิงโซฟา

“ถ้ามีเวลาว่างทุกวันแล้วมานั่งแบบนี้ก็คงดี”

เฟิงหรงยกแก้วขึ้นจิบ พลางมองเธอด้วยรอยยิ้ม “งั้นคราวหน้ามาอีกสิ ชวนอาเยว่มาด้วย”

“อื้ม ฉันชอบที่นี่มาก ขอบใจนะอาหรง”

“ฉันดีใจนะที่เธอกลับมายิ้มกว้างได้อีกครั้ง”

ต้องกล่าวว่าตอนเธอไปร่วมงานศพของลุงซ่ง สภาพซ่งอวิ๋นแย่กว่านี้หลายเท่า เธอเลยพยายามชวนเพื่อนออกมาเที่ยวบ่อย ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนคลายจากสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ และเธอดีใจมากที่มันได้ผล