ห้วงฝันบอกเหตุ
ห้วงฝันบอกเหตุ
ร่างอ้อนแอ้นนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เม็ดเหงื่อผุดซึมตามหน้าผาก ในห้วงความฝัน ซ่งอวิ๋นกำลังวิ่ง เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องไปตามโถงทางเดินอันยาวเหยียด ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด ข้อความที่เด้งเข้ามารัว ๆ จนแทบกลบเสียงหายใจหอบกระชั้นของเธอ
บนหน้าจอเต็มไปด้วยพาดหัวข่าว
‘ภาพหลุด ซ่งจื้อถูกแฉ! ดาราหนุ่มชื่อดังมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย? ที่แท้ดาราเด็กที่ทุกคนเคยเอ็นดูเป็นต้วนซิ่ว’
‘ภาพหลุดสะเทือนวงการ ตัวตนที่แท้จริงของซ่งจื้อถูกเปิดเผย’
‘ต้นสังกัดเตรียมออกแถลงการณ์?’
“ไม่จริง..” ซ่งอวิ๋นตัวชา รีบเลื่อนหน้าจอลง แต่ข่าวกลับยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นสิบ เป็นร้อย แม้แต่คนที่เดินผ่านไปมาก็ยังถือโทรศัพท์พลางสนทนากันเรื่องของน้องชายเธออย่างออกรส
“นั่นซ่งจื้อไม่ใช่เหรอ?”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง…”
“อนาคตในวงการบันเทิงคงจบแล้วล่ะ”
ซ่งอวิ๋นพยายามตะโกนบอกให้ทุกคนหยุด แต่ไม่มีใครได้ยิน
ทันใดนั้น โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นสายจากซ่งจื้อ เธอรีบกดรับ “อาจื้อ นายอยู่ที่ไหน?”
ปลายสายเงียบไปนาน นานเสียจนซ่งอวิ๋นได้ยินเพียงเสียงหายใจสั่น ๆ ของอีกฝ่าย ก่อนเสียงของน้องชายจะดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“พี่สาม…ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
หัวใจของซ่งอวิ๋นหล่นวูบ “นายอยู่ที่ไหน บอกพี่มา เดี๋ยวพี่ไปรับ”
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงหัวเราะเย็นชาจากที่ไหนสักแห่งดังแทรกเข้ามาในสาย จากนั้นสายก็ตัดไป
“อาจื้อ!” ซ่งอวิ๋นสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียง เธอหอบหายใจแรง หัวใจเต้นกระหน่ำจนเจ็บหน้าอก เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ห้องนอนยังมืดสนิท โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ไม่มีสายเรียกเข้า ไม่มีข้อความแจ้งเตือน ทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน
แต่ซ่งอวิ๋นยังคงนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือสั่น ๆ
หน้าจอปรากฏชื่อน้องชาย เธอจ้องชื่อนั้นอยู่นาน นิ้วค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออก
สุดท้ายจึงกดโทร เสียงรอสายดังขึ้นเพียงครั้งเดียว
“พี่สาม ทำไมนอนดึกจังเลยล่ะครับ” เสียงสดใสของน้องชายดังมาจากปลายสาย
ซ่งอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ เพิ่งรู้ตัวว่าเธอกลั้นหายใจมาตลอด
“ไม่มีอะไร พี่แค่ฝันร้าย”
“รีบโทรหาผมแบบนี้ แสดงว่าฝันเกี่ยวกับผมเหรอครับ”
“อาจื้อ ช่วงนี้มีแฟนหรือคุย ๆ กับใครอยู่หรือเปล่า” ซ่งอวิ๋นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เกรงว่าฝันร้ายนั้นจะเป็นลางบอกเหตุ
แต่นิยายที่เธอเห็นในความฝัน กว่าซ่งจื้อจะมีข่าวนี้ ก็อีกปีสองปีข้างหน้า
“ไม่มีครับ แค่เรียนกับทำงานก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นเลย”
“แล้วมีใครเข้าหานายแปลก ๆ บ้างหรือเปล่า”
“จะว่าไปแล้วก็มีอยู่คนนึงครับพี่สาม เป็นรุ่นพี่ที่เพิ่งเข้าวงการ อายุมากกว่าผมสองปี แต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรนะ”
“ส่งรูปเขาให้พี่ดูหน่อยได้ไหม”
“ได้ครับ” ชายหนุ่มส่งภาพเข้าไปในวีแชทพี่สาว “เขาชื่อกงจวิ้น กำลังจะได้แสดงซีรีส์เรื่องเดียวกัน พี่เขาเลยเข้ามาทำความรู้จัก”
ซ่งอวิ๋นกัดริมฝีปากตัวเองจนขึ้นสีซีด ภาพของผู้ชายในรูป เหมือนคนที่เธอเห็นในฝันไม่มีผิดเพี้ยน
ซ่งจื้อเห็นพี่สาวเงียบไป เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ “พี่สาม..มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“อาจื้อ ซีรีส์เรื่องนี้จะเปิดกล้องเมื่อไหร่”
“เปิดกล้องอาทิตย์หน้าครับ”
“พี่ว่างอยู่พอดี เดี๋ยวไปช่วยพี่ผู้จัดการดูแลนายดีกว่า ถือว่าหาอะไรทำช่วงปิดเทอม”
ซ่งจื้อรู้แล้วว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาก็ไม่อยากให้พี่สาวมาอยู่ในกองถ่าย “ในกองค่อนข้างลำบากนะครับ ช่วงนี้อากาศเย็นจัด ผมกลัวพี่จะป่วย”
“ไม่เป็นไร พี่แข็งแรงมาก อากาศหนาวทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก”
“ครับ ๆ ถ้าพี่ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ”
“ดึกป่านนี้แล้ว นายกลับบ้านหรือยัง” หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ตีสองครึ่งแล้ว ตอนรับสาย เสียงของเขายังสดใสอยู่เลย
“กำลังกลับบ้านครับ เพิ่งเลิกกอง”
“รีบพักผ่อนนะ พรุ่งนี้ให้คนขับรถแวะมารับพี่ด้วย”
“ครับพี่สาม” ทันทีที่สายตัดไป ซ่งจื้อพลันมีสีหน้าตึงเครียด หวนนึกถึงกงจวิ้น นักแสดงหน้าใหม่ในวงการ ตอนพูดคุยกัน อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีน่าสงสัยเท่าไหร่ แต่พี่สามเป็นคนเดียวที่มีความสามารถเหมือนผู้เป็นย่า เขาจะละเลยฝันร้ายของพี่สามไม่ได้
…
บริษัทเจียงกรุ๊ปตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี เขาถูกโจมตีจากหลายฝ่าย ชุดเครื่องนอนที่เคยได้รับคำชื่นชมว่ามีคุณภาพดี กลับมีผู้บริโภคออกมาร้องเรียนว่าเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป นอนแล้วทำให้รู้สึกคันคะเยอ เมื่อตัดออกมาดูก็พบว่าใยสังเคราะห์ด้านในไม่ได้มาตรฐาน
มันไม่ใช่เส้นใยสีขาวละเอียด นุ่มฟู และเรียงตัวสม่ำเสมออย่างที่ควรเป็น หากแต่เป็นเส้นใยสั้น ๆ สีหม่นที่พันกันยุ่งเหยิง จับตัวเป็นกระจุกแข็งสลับกับบริเวณที่บางจนแทบไม่มีไส้ด้านใน บางส่วนยังมีเศษเส้นใยเล็กละเอียดหลุดติดอยู่กับผิวผ้า เพียงใช้นิ้วแตะเบา ๆ ก็มีเส้นใยบางเส้นร่วงออกมา
เมื่อเทียบกับตัวอย่างชุดเครื่องนอนรุ่นเก่าของเจียงกรุ๊ป ความแตกต่างยิ่งเห็นได้ชัด
“แม่งเอ๊ย!!” เจียงกั๋วปาแฟ้มรายงานปัญหาต่าง ๆ ภายในบริษัทลงบนพื้น
บริษัทที่เขาทุ่มเทตลอดหลายปีพบว่ามีคนทรยศและโกงกินหลายส่วน สิ่งนี้ทำให้เจียงกั๋วหัวหมุน กินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำหนักลดฮวบฮาบ
เขาไม่รู้เลยว่ามีปัญหามากมายซุกอยู่ใต้พรม และที่เขารอดพ้นจากปัญหามาตลอดเป็นเพราะมีซ่งเซียงคอยตรวจสอบทุกอย่างให้เขาอย่างเข้มงวด
ตอนนี้สิ่งยากที่สุดคือการเรียกคืนความมั่นใจจากผู้บริโภค เมื่อความน่าเชื่อถือถูกทำลายไปแล้ว ก็เหมือนกับแก้วที่แตกร้าว
“ตรวจสอบได้ไหมว่าใครเป็นคนว่าจ้างบัญชีการตลาดพวกนั้น” เขาหอบหายใจหนัก พลางถามเลขาคนสนิท
แม้จะมีการโกงกินในบริษัท จนก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา แต่เขาไม่มีทางเชื่อว่าบัญชีการตลาดจะออกมาโจมตีเจียงกรุ๊ปพร้อมกันแบบนี้ หากไม่มีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง
“พวกเรากำลังตรวจสอบอยู่ครับ” เลขาหนุ่มไม่กล้าพูดว่าเขาสงสัยซ่งเซียง
“ฉันต้องการความชัดเจนภายในสามวัน” เจียงกั๋วไม่ได้คิดถึงซ่งเซียง เพราะไม่รู้ว่าเธอทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับฮวาผิง
“เอ่อ.. เรื่องนั้น” เลขาหนุ่มยิ้มแห้ง ๆ ไม่กล้ารับปากเรื่องนี้ เพราะถ้าสามารถตรวจสอบได้จริง เขาคงเจอไปนานแล้ว แต่นี่จับมือใครดมไม่ได้ ต่อให้เพิ่มเวลาให้เขาเป็นเดือน ก็ยังไม่เจออยู่ดี
…
“พี่สาม ลืมของไว้เหรอครับ” ซ่งจื้อถามพี่สาวเมื่อเธอขอให้เขาพามายังบ้านพักตากอากาศของคุณปู่ ก่อนจะเดินทางไปที่กองถ่าย
“ใช่ นายรออยู่ที่รถก่อนนะ พี่ทำธุระแป๊บเดียว”
“ได้ครับพี่สาม”
ซ่งอวิ๋นกระชับเสื้อคลุม แล้ววิ่งฝ่าหิมะเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ เธอมีบางอย่างคาใจ อยากถามตันหยางให้รู้เรื่อง
ตันหยางยังคงใช้ชีวิตอยู่ในห้องขนาดกลางภายในบ้านพักตากอากาศ ผู้เฒ่าซ่งบอกเธอว่า ตราบใดที่ยังจัดการกับคนเบื้องหลังเธอไม่ได้ เธอก็จะต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ
ทันทีที่ประตูเปิดออก ตันหยางที่นั่งพิงกำแพงก็เงยหน้าขึ้นสบตาผู้มาใหม่ ดวงตาไร้ความรู้สึกปรากฏระลอกคลื่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เธอกำลังตื่นเต้นกับความฉลาดเฉลียวของซ่งอวิ๋น เดาว่าเด็กคนนี้น่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้แล้ว
“คุณป้าดูตื่นเต้นนะคะ หรือเดาได้แล้วว่าฉันมาที่นี่เพราะอะไร”
“น่าตื่นเต้นจริง ๆ นั่นแหละ เธอลองพูดมาสิ ฉันก็อยากรู้ว่าตัวเองเดาถูกหรือเปล่า”
“เจียงกั๋ว… เกี่ยวข้องกับเสวี่ยหลานหรือเปล่าคะ”
“โอ้ ถือว่าสืบได้เร็วนะ แปปเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้านายฉันชื่อเสวี่ยหลาน” แววตาตันหยางเผยความชื่นชมจากใจจริง “ทำไมถึงสงสัยเรื่องเจียงกั๋วขึ้นมาล่ะ”
“เพราะพวกเรารู้แล้วว่าซ่งหว่านเป็นลูกของเจียงกั๋ว ส่วนคุณป้าเป็นลูกน้องของเสวี่ยหลาน ความสัมพันธ์ของคุณกับพ่อของหนูก็ดูยุ่งเหยิง หนูเลยอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ”
เดิมทีเธอมองข้ามข้อนี้ไป แต่ดูจากที่ตันหยางร้องขอความตาย ไม่สนใจเลยว่าลูกสาวตัวเองจะอยู่ต่อไปอย่างไร บางทีคงเป็นลูกสาวที่เธอไม่ได้เต็มใจจะมี แค่จำเป็นต้องมีเท่านั้น
“ถ้าฉันบอก จะยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระหรือเปล่า ยังไงตอนนี้ฉันก็หมดประโยชน์แล้ว และถ้าให้เดา ตัวตนแท้จริงของฉันคงถูกระบุว่าตายไปแล้ว ทำไมเธอกับปู่ของเธอไม่ปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ”
ซ่งอวิ๋นเลื่อนสายตาไปมองทางอื่น พลางทอดถอนใจ “คงเพราะพวกเราต่างกันมั้งคะ”
“ยังไง?”
“คุณป้าอาจปล่อยให้มือตัวเองเปื้อนเลือดได้ง่าย ๆ ตัดสินชีวิตคนอื่นให้อยู่หรือตายได้ไม่ต่างจากผักปลา แต่หนูทำแบบนั้นไม่ได้”
“ฉันไม่ได้ให้เธอลงมือโดยตรงสักหน่อย ขอแค่ให้พวกที่อยู่ข้างนอกนั่นไม่เข้ามากวนฉันก็พอ” ตันหยางกลั้วหัวเราะขบขัน เทียบกันแล้ว หากคนที่อยู่ตรงหน้าคือซ่งหว่าน คงไม่ลังเลเลยที่จะมอบความตายที่ทรมานที่สุดให้เธอ
คนเราต่างกันอย่างที่ซ่งอวิ๋นว่าไว้จริง ๆ
“เอาเถอะ ไหนเมื่อสืบจนรู้แล้วว่าเจ้านายของฉันคือเสวี่ยหลาน ฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังก็ได้” สุดท้ายแล้วตันหยางก็ต้องยอมรับว่า เด็กตรงหน้าทำให้เธอใจอ่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ่งจื้อรอพี่สาวอยู่เกือบยี่สิบนาที เมื่อเธอวิ่งฝ่าหิมะกลับมาที่รถ เขาก็พบว่าสีหน้าเธอดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ดูโล่งใจในเวลาเดียวกัน
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับพี่สาม”
“นิดหน่อยน่ะ พวกเราไปกองถ่ายกันเถอะ” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อธิบายไม่ถูกว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร
แน่นอนว่าเธอเห็นใจยายเฒ่าเสวี่ยหลาน แต่ตระกูลซ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความแค้นเคืองในอดีตจริง ๆ