LNCrawler

เรื่องเดียวที่เสี่ยวอวิ๋นไม่รู้

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

เรื่องเดียวที่เสี่ยวอวิ๋นไม่รู้

ซ่งอวิ๋นส่งคลิปเสียงที่อัดไว้ระหว่างที่ได้พูดคุยกับตันหยางให้ผู้เฒ่าซ่ง แต่เธอไม่รู้ว่าคนข้างกายเจียงกั๋วหางโผล่ออกมาเสียก่อน

สืบเนื่องมาจากบริษัทของเจียงกั๋วเสียชื่อเสียง รุ่ยถิงจึงนั่งไม่ติดเก้าอี้ เดินทางไปหาเสวี่ยหลาน

ซ่งเซียงที่ช่วงหลังมานี้ติดตามข่าวทางฝั่งอดีตสามีอย่างใกล้ชิดจึงพบความผิดปกติ เธอรีบโทรซ่งเต๋อ แล้วบอกเล่าความคิดเห็นของตนเองให้พ่อฟัง

“แน่ใจใช่ไหมว่ารถของรุ่ยถิงจอดอยู่ใกล้บ้านเก่าตระกูลเสวี่ยจริง ๆ” ผู้เฒ่าซ่งกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

“ค่ะพ่อ หนูมั่นใจ” ซ่งเซียงยืนยันหนักแน่น

“เข้าใจแล้ว” ชายชรากดวางสาย ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ก่อนจะเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบยาออกมาใส่ปาก แล้วดื่มน้ำตาม

สิ่งนี้ทำให้พ่อบ้านซ่งใจคอไม่ดีนัก เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นใจถามเจ้านายเสียงสั่นพร่า “นายท่านจะไม่บอกคุณหนูใหญ่จริง ๆ เหรอครับ”

ผู้เฒ่าซ่งชะงัก นัยน์ตาฝ้าฟางจับจ้องภาพถ่ายหลานสาวยามเยาว์บนโต๊ะทำงานอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็ส่ายหน้าเรียบ ๆ “เอาไว้เรื่องวุ่นวายจบลงค่อยบอกแล้วกัน มีปัญหามากมายเข้ามาพร้อมกัน อวิ๋นเอ๋อร์คงรับไม่ไหวหรอก”

เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานนัก แย่หน่อยก็หนึ่งปี โชคดีหน่อยก็สองปี ดังนั้นเขาจึงพยายามจัดการภัยเงียบทุกอย่าง เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตที่ดีในอนาคต

ในฐานะของคนเป็นปู่และย่า เขากับจ้าวอิ๋นทำได้เพียงเท่านี้จริง ๆ

“แต่ผมกลัวว่าถ้าคุณหนูเธอรู้ทีหลัง เธอจะเสียใจกว่าเดิมที่ไม่ได้ดูแลนายท่านผู้เฒ่า” พ่อบ้านชราลอบปาดน้ำตา เขาเห็นมาตลอดว่านายท่านพยายามต่อสู้กับอาการปวดหัวต่อหน้าลูกหลาน ซึ่งมันก็ทรมานไม่น้อยเลย

“เด็กคนหนึ่งจะทนรับเรื่องสะเทือนใจได้มากแค่ไหนกันเชียว เสี่ยวอวิ๋นเพิ่งสดใสขึ้น หลังจากเจ้าใหญ่ตายไป ให้เวลาเสี่ยวอวิ๋นสักพักเถอะ” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือปัด

จากวันที่จ้าวอิ๋นหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม เขาก็รู้อยู่แล้วว่าตนเองมีชีวิตต่อจากนั้นได้อีกไม่เกิน 15 ปี ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงพยายามปูทางให้ลูกหลานอย่างสุดความสามารถ

ซึ่งตอนที่จ้าวอิ๋นละทางโลก เขาตรวจเจอเนื้องอกในสมอง ซึ่งมันอยู่ในจุดที่ไม่สามารถผ่าตัดออกไปได้ และมันโตขึ้นทุกปี แต่โชคดีที่มันไม่ได้ส่งผลกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่อย่างนั้นด้วยขนาดที่ใหญ่โตเพียงนี้ เขาคงต้องนอนติดเตียงไปแล้ว

ก็อย่างที่บอก เขารู้หลายสิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นไม่รู้ หากขอได้ เขาก็อยากให้เบื้องบนเมตตาเขาสักหน่อย อย่างน้อยก็ได้เห็นหลานสาวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่

“กำลังพูดถึงเสี่ยวอวิ๋นพอดี ดูสิว่าเสี่ยวอวิ๋นส่งอะไรมาให้” ชายชราแตะคลิปเสียงที่หลานสาวส่งมาให้ในโทรศัพท์ สีหน้าเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของตันหยาง

…

ซ่งอวิ๋นเดินทางมาถึงกองถ่ายซีรีส์ เสียงเรียกคิวดังสลับกับเสียงเดินขวักไขว่ไปทั่วกองถ่าย ทีมงานแต่ละฝ่ายต่างเร่งมือกับหน้าที่ของตัวเอง ช่างไฟกำลังปรับองศาไฟขนาดใหญ่เหนือฉาก นักแสดงสมทบทยอยเข้าประจำตำแหน่ง ขณะที่ช่างแต่งหน้าถือพัฟกับแปรงวิ่งตามนักแสดงหลักที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเสร็จ

ด้านหน้าเซต ผู้กำกับนั่งอยู่ตรงจอมอนิเตอร์ ดวงตาจับจ้องภาพจากกล้อง ข้างกายมีผู้ช่วยผู้กำกับถือสคริปต์ที่เต็มไปด้วยกระดาษโน้ตและรอยขีดเขียน

“ทุกคนเตรียมเข้าฉาก!”

เสียงนั้นทำให้ความวุ่นวายรอบด้านเงียบลงในพริบตา

เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง ทีมงานถอยออกจากเฟรม นักแสดงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเปลี่ยนสีหน้าและอารมณ์ในชั่วขณะ จากคนที่เมื่อครู่ยังยืนคุยเล่นกับทีมงาน กลายเป็นตัวละครในเรื่องราวอย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้กำกับยกมือขึ้นเล็กน้อย “แอ็กชัน!”

บรรยากาศทั้งกองพลันเปลี่ยนไป เหลือเพียงเสียงบทสนทนาของนักแสดงและการเคลื่อนกล้อง ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ฉากตรงหน้า

“ทางนี้ครับพี่สาม” ซ่งจื้อกระซิบบอกพี่สาว ขณะจับจูงมือเธอไปยังห้องแต่งตัว

“อาจื้อมีถ่ายกี่ฉาก” ซ่งอวิ๋นกระซิบถามน้องชาย แค่เห็นความวุ่นวายตรงหน้า เธอก็เหนื่อยแทนแล้ว

“วันนี้มาถ่าย 4 ซีนครับ มีเข้าฉากกับพี่กงจวิ้นด้วย” ซ่งจื้อหันกลับไปตอบเสียงอ่อน ก่อนจะเดินพาพี่สาวตรงไปยังห้องแต่งตัว

“กว่าจะถ่ายจบแต่ละซีน เหนื่อยแย่เลยสินะ”

“เหนื่อยนิดหน่อยครับ แต่ไม่มากขนาดนั้นหรอก” ซ่งจื้อส่ายศีรษะยิ้ม ๆ ตราบใดที่ได้ทำงานที่ตนเองชอบ ก็คงไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด

ห้องแต่งตัวของนักแสดงตั้งอยู่ด้านหลังฉากถ่ายทำ ประตูห้องถูกเปิดทิ้งไว้เกือบตลอดเวลา ด้านในมีราวแขวนเสื้อผ้าเรียงรายอยู่เต็มผนัง ชุดแต่ละชุดถูกคลุมด้วยถุงพลาสติกใสและติดป้ายชื่อตัวละครเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

กระจกบานใหญ่เรียงต่อกันเป็นแถวยาว แต่ละโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องสำอาง แปรงแต่งหน้า สเปรย์จัดแต่งทรงผม และขวดน้ำหอม ข้างกระจกมีหลอดไฟสีขาวสว่างไสว ช่วยให้ช่างแต่งหน้ามองเห็นรายละเอียดบนใบหน้านักแสดงได้ชัดเจน

ซ่งอวิ๋นเห็นแล้วก็เข้าใจว่าน้องชายของเธอไม่ใช่นักแสดงนำ จึงยังไม่มีห้องแต่งตัวของตนเอง แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้จับสังเกตกงจวิ้นได้ง่ายดายกว่าเดิม

“รุ่นน้องซ่งมาถึงเร็วจังเลย” กงจวิ้นไม่ปล่อยให้ซงอวิ๋นรอนานเกินไป เขาเข้ามาในห้องแต่งตัว ท่าทางดูเป็นกันเองและเข้ากับคนง่าย

“ครับ วันนี้ถ่ายหลายซีน เลยต้องมาเร็วหน่อย อ้อ นี่พี่สาวผมเองครับ ชื่อซ่งอวิ๋น” ซ่งจื้อไม่แสดงพิรุธใด ๆ ออกไปแม้แต่น้อย แนะนำให้อีกฝ่ายรู้จักกับพี่สาวเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

“สวัสดีค่ะคุณกง ฉันซ่งอวิ๋นนะคะ “ร่างอ้อนแอ้นค้อมศีรษะทักทายอีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีครับพี่ซ่ง ผมเคยได้ยินเรื่องของพี่มานิดหน่อย”

“หืม?” ซ่งอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นสูง

“ก็อาจื้อชอบเล่าเรื่องพี่สาวให้ฟังบ่อย ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกนะครับ พี่สบายใจได้” กงจวิ้นเรียกซ่งอวิ๋นว่าพี่อย่างไม่กระดากปาก เพราะอีกฝ่ายเป็นพี่เขาหนึ่งปี

สำหรับกงจวิ้นแล้ว ซ่งอวิ๋นถือเป็นคนที่มีชื่อเสียง ตอนเขายังเป็นเด็ก ก็เห็นพี่ซ่งในทีวีแล้ว ดังนั้นพอรู้ว่าซ่งจื้อเป็นน้องชายของซ่งอวิ๋น เขาก็นึกชื่นชมอยู่ในใจ

เดาว่าบ้านซ่งคงมีพรสวรรค์ ถึงได้สามารถทำงานในวงการบันเทิงกันตั้งแต่อายุยังน้อย ดูซ่งจื้อเป็นตัวอย่าง เขาก็เป็นนักแสดงเด็กที่มีแฟนคลับทั่วประเทศ

“ไปเล่าเรื่องน่าอายให้เขาฟังหรือเปล่า” ซ่งอวิ๋นแสร้งหยิกแขนน้องชายเบา ๆ

“โอ๊ย! ผมไม่กล้าหรอกครับพี่สาม” เด็กหนุ่มร้องโอดโอยเกินจริง

“ไม่ใช่เรื่องน่าอายจริง ๆ ครับพี่ซ่งอวิ๋น เขาแค่พูดถึงพี่สาวไม่ขาดปากเท่านั้นเอง” กงจวิ้นกลั้วหัวเราะ “ส่วนมากก็จะชมว่าพี่สามของเขาเก่งมาก สอบได้อันดับหนึ่งเกาเข่า ร้องเพลงเพราะมาก ใจดีมาก อะไรแบบนั้นน่ะครับ”

“ฉันเป็นพยานได้นะคะ น้องซ่งจื้อชอบชมพี่สาวให้พวกเราฟัง ทำเอาอยากเจอพี่สาวของเขาสักครั้ง” ช่างแต่งหน้าพยักหน้ายืนยันอีกเสียง

“แล้วไป พี่นึกว่านายเผาพี่ให้คนอื่นฟังซะอีก” ขณะที่แสร้งสวมบทพี่สาวผู้ดุดัน เธอก็ลอบจับสังเกตกงจวิ้นไปด้วย

แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายดูไร้ซึ่งพิษภัย แววตาที่มองเธอกับน้องชายก็มีเพียงความชื่นชมเท่านั้น

เช่นนี้แล้วหญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่เธอเห็นในความฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ไม่กล้าครับ ไม่กล้าเลยสักนิด” ซ่งจื้อยกมือขนานหน้าอก เป็นจังหวะเดียวกับที่มีใครบางคนเดินผ่านห้องแต่งตัวไปอย่างรีบร้อน

“ซ่งหว่าน..” ซ่งอวิ๋นพึมพำเบา ๆ เธอมั่นใจ แม้จะเห็นเพียงแค่แวบเดียว ก็ยังจำได้ว่าอีกฝ่ายคือซ่งหว่านจริง ๆ

ซ่งจื้อหุบยิ้มฉับ เข้าไปกระซิบถามพี่สาวเสียงเบา “พี่มองผิดหรือเปล่าครับ”

“เกิดอะไรขึ้นครับ” กงจวิ้นงุนงง จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวสองพี่น้องก็เปลี่ยนไปกะทันหัน แต่ยังไม่ได้คำตอบ เขาก็ได้ยินพี่ช่างแต่งหน้าเรียกเขาเสียก่อน

“คุณกงจวิ้นมาแต่งหน้าได้แล้วค่ะ”

“เข้าใจแล้วครับ” ชายหนุ่มหันไปตอบรับ ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้สองพี่น้อง “ผมไปก่อนนะครับ”

“ค่ะ” ซ่งอวิ๋นตอบไปตามมารยาท ทว่าสมองเธอแล่นเร็วจี๋ คิดถึงความเป็นไปได้

บางทีภาพหลุดที่เธอเห็นในความฝัน อาจเกิดจากการใส่ร้ายของซ่งหว่าน คิดแล้วก็ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้น้องชายของเธอยังเด็กเกินไป เขาแค่รู้ตัวว่าตนเองมีความชอบแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ยังไม่เคยคบหากับใคร จู่ ๆ จะมีภาพหลุดในลักษณะล่อแหลมกับกงจวิ้นออกไปง่าย ๆ ได้อย่างไร

ถ้าหากวันนี้เธอลงมือกับซ่งหว่าน ผลที่ตามมาจะร้ายแรงหรือไม่ แต่ครั้งก่อนที่เธอแฉไปว่านางเอกไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่ง ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

หรือมีเรื่องเกิดขึ้น แต่เธอไม่รู้? ข้อนี้เธอตอบไม่ได้จริง ๆ ทุกอย่างรอบตัวเธอปกติดี คุณปู่คุณย่ายังแข็งแรง ไม่มีเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้น คงไม่เป็นไรกระมัง

“พี่สาม..” ซ่งจื้อกระตุกแขนเสื้อพี่สาวเบา ๆ เมื่อเธอตกอยู่ในภวังค์ความคิดนานเกินไป

“นายแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวพี่มา” ซ่งอวิ๋นเรียกสติตัวเองกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนดันน้องชายนั่งลงหน้ากระจก

“พี่จะไปไหน?” ซ่งจื้อเริ่มเป็นกังวล กลัวพี่สาวจะหุนหันพลันแล่น

“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่อยากเข้าห้องน้ำ” เธอตบบ่าน้องชายเบา ๆ จากนั้นก็เดินออกจากห้องแต่งตัว

เมื่อมาถึงหน้าเซต เธอก็เห็นซ่งหว่านกำลังยืนรอเข้าฉาก ชุดและการแต่งหน้าทำให้ซ่งหว่านดูแตกต่างไปจากทุกวัน ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายหน้าตาดีมากจริง ๆ

หากหันมาเอาดีในวงการบันเทิง อนาคตคงรุ่งโรจน์ไม่น้อยทีเดียว