เล่นงาน
เล่นงาน
ซ่งหว่านที่กำลังทำสมาธิอยู่หน้าเซต สัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคน เมื่อหันกลับไปก็พบว่าซ่งอวิ๋นยืนอยู่ไกล ๆ หัวคิ้วเธอพลันกระตุกเบา ๆ แต่เธอกลับส่งยิ้มหวานหยดย้อยไปให้อีกฝ่าย
ซ่งอวิ๋นพยักหน้าตอบรับรอยยิ้มนั้น ราวกับว่าเธอและอีกฝ่ายไม่เคยมีเรื่องราวบาดหมางใด ๆ ต่อกันมาก่อน ทว่าเธอมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นในฝันเกิดจากซ่งหว่าน
อีกฝ่ายคงแอบถ่ายภาพในมุมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าซ่งจื้อกับกงจวิ้นกำลังจูบกัน ทั้งที่น้องชายของเธอกับกงจวิ้นเป็นเพียงพี่น้องกันเท่านั้น
ซึ่งเรื่องทำนองนี้ ต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เพราะภาพที่หลุดออกไปกลายเป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดแล้ว ดังนั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะเล่นงานน้องชายเธอ เธอควรเป็นฝ่ายเล่นงานซ่งหว่านก่อน
คิดได้ดังนั้นซ่งอวิ๋นก็กลับเข้าไปในห้องแต่งตัว และอยู่ข้างกายน้องชาย คอยช่วยผู้จัดการส่วนตัวของซ่งจื้อจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว
ไม่มีใครมองออกว่าเธอคิดแผนการใดในสมอง มีเพียงซ่งจื้อเท่านั้นที่รู้ทันว่าอารมณ์ของพี่สาวไม่ปกตินัก และเมื่อใดที่เธอนิ่งเงียบ แสดงอารมณ์ราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับมุมปาก สิ่งที่ตามมาคือหายนะ
“พี่สาม เที่ยงนี้อยากกินอะไรครับ เดี๋ยวผมบอกให้พี่ผู้จัดการซื้อมาเผื่อ” ซ่งจื้อถามพี่สาวทั้งที่ยังหลับตาและปล่อยให้ช่างหน้าและช่างผมทำหน้าที่ของตนเอง
“พี่ขอเป็นอะไรที่กินง่าย ๆ ไม่เสียเวลามากก็พอแล้วล่ะ” ซ่งอวิ๋นไม่เรื่องเยอะ รู้ว่าในกองถ่ายมีข้อจำกัด ตอนนี้น้องชายเธอยังไม่ใช่นักแสดงหลัก หากทำตัวมีปัญหาหรือเรื่องมากเกินไป คงส่งผลให้น้องชายต้องลำบาก และคงดูแย่ในสายตาคนอื่น
กว่าซ่งจื้อจะมีชื่อเสียงมาถึงทุกวันนี้ เขาต้องแลกกับความเหนื่อยยากไปตั้งเท่าไหร่ เธอจะไม่เป็นตัวถ่วงเขาเด็ดขาด
“งั้นเอาเป็นสปาเกตตีไหมครับ แถวนี้มีร้านอร่อยอยู่ร้านหนึ่ง พี่สามต้องชอบแน่”
“อื้ม เอาแบบนั้นก็ได้” หญิงสาวพยักหน้ารับยิ้ม ๆ “รบกวนด้วยนะคะพี่”
“สบายมากค่ะน้องซ่ง”
ด้านซ่งหว่านไม่ทันได้ใส่ใจซ่งอวิ๋นเท่าไหร่นัก เธอตั้งใจทำงาน แม้การเข้ามาในกองถ่ายครั้งนี้มีเจตนาแอบแฝง แต่เธอก็ทุ่มเทกับบทบาทที่ได้รับอย่างเต็มที่
เดิมทีซ่งหว่านไม่คิดจะก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงเต็มตัว เนื่องจากสถานะลูกชู้ของเธอเปรียบเสมือนชนักปักหลัง แต่เพราะเธอยังไม่ปล่อยวางการแก้แค้น ประจวบเหมาะกับนึกขึ้นได้ว่าชาติก่อน เธอมองเห็นจุดอ่อนของซ่งจื้อ
เรื่องที่เขามีรสนิยมทางเพศแตกต่างจากคนทั่วไป แม้แต่คนในครอบครัวยังไม่รู้ แต่เธอบังเอิญไปค้นพบความลับนั้น ไม่กี่เดือนก่อนเสียชีวิตเพราะอาการป่วย
ตอนนี้ถือเป็นจังหวะเหมาะ เธอจะจัดการกับซ่งจื้อก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนคนอื่น ๆ เธอค่อยวางแผนใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เธอปรึกษาฉินชางมาแล้ว เขาตกลงจะช่วยเหลือโดยไม่อิดออด
ในทางกลับกัน แม้เธอจะเจอว่าซ่งอวิ๋นมาที่กองถ่าย แต่เธอไม่กลัวว่าซ่งอวิ๋นจะปกป้องน้องชายได้ทันท่วงที เนื่องจากอีกฝ่ายก็คงยังไม่รู้รสนิยมของน้องชายตัวเอง
อนิจจา หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองย่ามใจจนเกินไป กว่าจะสำนึกได้อีกครั้ง เรื่องราวก็สายเกินกว่าจะย้อนกลับไปแก้ไขแล้ว
สามวันต่อมา
เสียงโกลาหลดังขึ้นกลางกองถ่ายในช่วงบ่าย เมื่อจู่ ๆ นักแสดงนำหญิงแซ่เฟยที่กำลังซ้อมบทอยู่ก็กับซ่งหว่านยกมือขึ้นเกาแขนอย่างกระสับกระส่าย ก่อนที่สีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“คัน…คันมาก” เสียงของเธอสั่นเครือ
เพียงไม่กี่อึดใจ ผิวหนังบริเวณลำคอและแขนก็ปรากฏผื่นแดงเป็นปื้น ไล่ลามขึ้นตามแนวกรามและแผ่นอก ราวกับมีเปลวไฟที่มองไม่เห็นกำลังเผาไหม้อยู่ใต้ผิวหนัง ความผิดปกตินั้นยิ่งเด่นชัดเมื่ออยู่ใต้แสงไฟสีขาวของกองถ่าย จนผู้คนโดยรอบต่างพากันหน้าถอดสี
ผู้ช่วยผู้กำกับรีบสั่งหยุดถ่ายทันที
“เรียกทีมแพทย์เร็ว!”
ท่ามกลางความวุ่นวาย ไม่มีใครทันสังเกตว่า กลิ่นหอมจาง ๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
มันเป็นกลิ่นดอกไม้หวานละมุน เจือกลิ่นอบอุ่นของเครื่องเทศและไม้หอม ไม่ได้ฉุนจนชวนให้เวียนศีรษะ หากกลับติดทนนานอย่างน่าประหลาด
ซึ่งกลิ่นนั้นมาจากเสื้อผ้าของซ่งหว่าน เมื่อครู่เธอซักซ้อมเพื่อเตรียมถ่ายฉากถัดไปกับนักแสดงนำหญิงในระยะประชิด และน้ำหอมบนเสื้อคลุมของเธอก็ทิ้งกลิ่นไว้บนอากาศรอบตัวอย่างชัดเจน
ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงน้ำหอมธรรมดา กระทั่งผู้ช่วยของนักแสดงนำสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่หญิงสาวเข้าใกล้ซ่งหว่าน อาการคันและผื่นแดงกลับยิ่งรุนแรงขึ้น
“เดี๋ยวก่อน…” สต๊าฟสาวหันกลับไปมองซ่งหว่าน ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าของอีกฝ่าย
“น้ำหอมของคุณ…ใช้ยี่ห้ออะไร?”
ซ่งหว่านชะงัก คิ้วสวยได้รูปย่นเข้าหากัน “ทำไมเหรอ?”
สต๊าฟสาวไม่ได้ตอบในทันที เพียงถอยห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเคร่ง
“กลิ่นนี้ติดอยู่บนตัวคุณแรงมาก มันมีสารแต่งกลิ่นบางตัวที่นักแสดงเฟยแพ้”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบลงในพริบตา
ซ่งหว่านก้มมองเสื้อผ้าของตนเอง ราวกับเพิ่งตระหนักว่า กลิ่นหอมที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงกลิ่นหอมจาง ๆ กลับกลายเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายครั้งใหญ่
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เธอจำได้ว่า ก่อนเข้ากองถ่ายในวันนั้น เธอไม่ได้เป็นคนพรมน้ำหอมกลิ่นนี้ลงบนชุด
“ฉันไม่ได้..” ซ่งหว่านอยากจะปฏิเสธ แต่เธอก็พูดอะไรไม่ออกราวกับลำคอมีบางอย่างตีบตันอยู่
เรื่องที่นักแสดงเฟยแพ้สารบางตัวในน้ำหอม เป็นที่รู้กันในหมู่นักแสดง รวมถึงทีมงานทุกฝ่าย ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครพรมน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า และหลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
ไม่มีใครรู้ว่าเธอตั้งใจหรือไม่ แต่ในวินาทีนั้น สายตาที่ผู้คนทั้งกองถ่ายมองมายังซ่งหว่าน ก็ไม่เหลือความเป็นมิตรดังเดิมอีกต่อไป
…
หลังจากทีมแพทย์ประจำกองถ่ายมาถึง พวกเขารีบเข้าตรวจอาการนักแสดงสาวแซ่เฟยทันที
แพทย์หญิงสวมถุงมือ ตรวจดูผื่นแดงบริเวณลำคอ แขน และช่วงไหล่อย่างละเอียด ก่อนสอบถามถึงสิ่งที่เธอสัมผัสและรับประทานในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ก่อนหน้านี้ได้กินอะไรผิดปกติไหม ยาตัวใหม่ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอะไรบ้าง?”
นักแสดงเฟยส่ายศีรษะ สีหน้าเธอยังไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก “ไม่มีค่ะ ทุกอย่างใช้เหมือนเดิม ฉันแค่แพ้สารแต่งกลิ่นในน้ำหอม แค่สัมผัสร่างกายนิดหน่อยก็เกิดผื่นแล้ว”
ว่าแล้วเธอก็เหลือบสายตาไปมองนักแสดงหน้าใหม่ ทุกคนในกองถ่ายต่างทราบอาการแพ้ของเธอดี อีกฝ่ายย่อมต้องทราบอยู่แล้ว
“ฉัน..ฉันไม่ได้ฉีดน้ำหอมนะคะ” ซ่งหว่านถูกสายตาคาดโทษจากผู้คนรอบด้าน ใบหน้าของเธอพลันเห่อร้อนอย่างอับอาย
แพทย์สาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้คนรอบข้าง แล้วก้าวเข้าไปใกล้ร่างบอบบางเพียงเล็กน้อย ก่อนสังเกตว่ากลิ่นน้ำหอมยังคงติดอยู่บนเสื้อผ้าของเธออย่างชัดเจน
“คุณถอยออกไปก่อนเถอะ” แพทย์สาวเอ่ยเสียงเครียด ก่อนจะพานักแสดงเฟยไปยังห้องพักที่อากาศถ่ายเท
ผ่านไปไม่นาน อาการคันของผู้ป่วยก็ค่อย ๆ ทุเลาลงเล็กน้อย เธอจึงเดินกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จากลักษณะผื่นและช่วงเวลาที่เกิดอาการ มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นปฏิกิริยาจากการสัมผัสหรือการสูดดมสารแต่งกลิ่นในน้ำหอม” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนเสริม “โดยเฉพาะเมื่ออาการเริ่มขึ้นหลังจากอยู่ใกล้เสื้อผ้าที่มีน้ำหอม และดีขึ้นหลังแยกตัวออกมา”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนโดยรอบเริ่มมองหน้ากัน
แพทย์มองขวดน้ำหอมที่ทีมงานนำมาให้ตรวจฉลาก แล้วกล่าวต่อ “เราไม่สามารถยืนยันจากภายนอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสารตัวไหนเป็นตัวกระตุ้นโดยไม่ตรวจเพิ่มเติม แต่ในสถานการณ์นี้ น้ำหอมบนเสื้อผ้าของคุณเป็นสิ่งที่ควรสงสัยมากที่สุด”
ซ่งหว่านขบกรามแน่น อดทนต่อสายตากล่าวโทษจากหลาย ๆ ฝ่าย สุดท้ายก็ก้าวขึ้นหน้า แล้วยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองเสียงดังฟังชัด
“ฉันไม่ได้ฉีดน้ำหอมมาเลยจริง ๆ นะคะ ตอนหยิบชุดนี้มาใส่ กลิ่นนี้ก็มีอยู่ก่อนแล้ว อีกอย่างฉันรู้อยู่แล้วว่ารุ่นพี่เฟยไม่ถูกกับสารแต่งกลิ่น และฉันก็ชื่นชมพี่เฟยมาก แล้วฉันจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน”
“เกิดจากตอนส่งชุดไปซักหรือเปล่า” ผู้กำกับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ที่ผ่านมาเขาเข้มงวดกับทีมงานเสมอ นักแสดงเบอร์หนึ่งอย่างเฟยหยา ย่อมได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทีมงานไม่มีทางละเลยแน่
“ไม่นะคะ ตอนฉันรับชุดกลับมา ยังไม่มีกลิ่นน้ำหอมนี้อยู่เลย”
ได้ยินดังนั้น สายตาเคลือบแคลงกึ่งตำหนิก็พุ่งมาหาซ่งหว่านอีกครั้ง
แพทย์ถอดถุงมือออก พลางกำชับทีมงาน
“ให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ ส่วนคนไข้ เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด หากผื่นลุกลามหรือมีอาการหายใจลำบาก ต้องส่งโรงพยาบาลทันที”
ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทว่าในความเงียบงันนั้น ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันแล้วว่า ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในอาหารหรือเครื่องสำอางของนักแสดงนำ
แต่อยู่บนเสื้อผ้าของซ่งหว่านเอง และไม่ว่าเธอมีเหตุผลใด ตอนนี้ภาพลักษณ์ของซ่งหว่านในสายตาทุกคนก็ติดลบขั้นสุด
“…” ซ่งอวิ๋นยืนดูสถาการณ์ทุกอย่างอยู่ในมุมลับสายตา เธอไหวไหล่เล็กน้อย ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายเล่นงานซ่งหว่านก่อนที่อีกฝ่ายจะมายุ่มย่ามกับน้องชายเธอ
นอกจากจะทำให้ซ่งหว่านกระเด็นออกจากกองถ่ายแล้ว เธอยังสามารถปล่อยข่าวออกไปได้ด้วยว่าซ่งหว่านอิจฉานักแสดงเบอร์หนึ่ง ด้วยความอยากชิงดีชิงเด่น หล่อนจึงไม่สนใจอาการแพ้ และพรมน้ำหอมบนชุด
“พี่สาม..”
“อาจื้อ มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ซ่งอวิ๋นสะดุ้งน้อย ๆ หันไปมองน้องชาย เขายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
“เล่นแรงเหมือนกันนะครับ”
“ก็..” หญิงสาวหันกลับไปเผชิญหน้าน้องชายตรง ๆ ก่อนเขย่งปลายเท้าลูบศีรษะเขาเบา ๆ “ความลับของนายจะยังคงเป็นความลับ ตราบใดที่นายไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ พี่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนรังแกนายแน่”
จังหวะเดียวกันนั้น โทรศัพท์ของซ่งอวิ๋นมีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา
เฟยหยา : อวิ๋นเอ๋อร์ อย่าลืมนะสัญญานะ เธอต้องมาร้องเพลงในวันเกิดของพี่ด้วย
ซ่งอวิ๋น : ขอบคุณนะคะพี่สาว พี่ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม
เฟยหยา : ไม่ค่ะ ทายาแป๊บเดียวก็ดีขึ้นแล้ว พี่ไม่ได้แพ้รุนแรงขนาดนั้น
ซ่งอวิ๋นโล่งใจ เธอรู้จักพี่เฟยมาตั้งแต่ประกวดร้องเพลงเมื่อหลายปีก่อน เป็นพี่น้องที่ดีต่อกันเสมอมา วันนี้เธอเพียงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ อีกฝ่ายก็ไม่อิดออด แถมช่วยคิดแผนให้เสร็จสรรพ แบบนี้เธอจึงสบายใจขึ้นหน่อย
ตอนนี้สถานการณ์น้ำที่บ้านคุณรี้ดเป็นยังไงบ้างคะ บ้านไรท์ท่วมแล้ว ดูแลตัวเองกันดี ๆ นะคะ เป็นห่วงค่ะ