หลุมพราง
หลุมพราง
“พี่เล่าให้ผมฟังได้หรือยังครับว่าพี่ฝันเห็นอะไร” ซ่งจื้อถามเสียงเบา หลังจากรอให้พี่สาวตอบข้อความอยู่พักใหญ่
หากความลับของเขาทำให้พี่สาวต้องเป็นกังวลขนาดนี้ เขายินดีออกจากวงการบันเทิง
อย่างน้อยการไม่ต้องเป็นคนของประชาชน ก็คงทำให้เขาผ่อนคลายมากกว่านี้
“คือว่า..” ซ่งอวิ๋นเงยหน้าจากสมาร์ทโฟนในมือ ครุ่นคิดชั่วครู่แล้วดึงน้องชายไปยังห้องพักนักแสดง ก่อนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้น้องชายฟัง
ซ่งจื้อฟังแล้วพลันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วดึงพี่สาวเข้ามากอดแน่น
“ขอโทษนะครับพี่สาม ถ้าผมไม่เป็นแบบนี้ พี่คงไม่ต้องเสียเวลาคิดแผนการมากมายเพื่อปกป้องผม”
“ผิดแล้ว รสนิยมของนายไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในประเทศที่เปิดกว้าง พวกเขาต่างมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจเลยสักนิด นายห้ามมองว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดเด็ดขาด”
“แต่ว่า..”
“โลกนี้กว้างใหญ่มากนะน้องสี่ ตราบใดที่นายไม่ได้ทำผิดกฎหมาย หรือฆ่าใครตาย อย่าได้ปล่อยให้ตัวเองถูกกรอบของสังคมขีดเส้นว่านายควรเป็นอะไร หรือใช้ชีวิตแบบไหน”
“ถ้าพ่อกับแม่รู้เรื่องนี้ พวกเขาจะผิดหวังหรือเปล่า บางทีคุณปู่อาจจะโกรธถึงขั้นตัดขาดผมไปเลยก็ได้”
“พี่ไม่คิดแบบนั้นนะ อาสามกับอาสะใภ้สามเลี้ยงนายมาแบบไหน นายน่าจะรู้ดีกว่าพี่ ส่วนคุณปู่..” ซ่งอวิ๋นหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนส่ายศีรษะ “ท่านไม่เคยคาดหวังว่าเราจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตราบใดที่เราไม่ล้ำเส้น หรือทำเรื่องผิดศีลธรรม ท่านก็คงไม่มานั่งกะเกณฑ์ชีวิตพวกเราหรอก”
เท่าที่เธอเห็น คุณปู่ไม่มีทัศนคติด้านลบต่อเพศที่สาม ท่านคงเห็นโลกมามาก จนไม่สนใจรสนิยมส่วนตัวแล้ว
“…” ซ่งจื้อก้มหน้าลง เขายังอายุน้อยเกินไป ไม่กล้าบอกกับครอบครัวตรง ๆ กลัวจะเห็นใบหน้าผิดหวังของคนในครอบครัว
“อย่างน้อย ๆ ถ้าใครไม่ยอมรับ พี่ก็เป็นคนนึงที่ยอมรับในตัวนาย”
“พี่สาม..”
ซ่งอวิ๋นเงยหน้าสบตาซ่งจื้อ พบว่านัยน์ตาคมเอ่อคลอด้วยน้ำตา “อย่าร้องไห้ อย่าโทษตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดของนาย”
“ขอบคุณครับพี่สาม” ซ่งจื้อกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก
ตั้งแต่ต้นจนจบ พี่สาวไม่เคยรังเกียจเขา ไม่มองว่าเขาเป็นตัวประหลาด ทั้งยังยอมคิดแผนการมากมายเพื่อปกป้องเขา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควรทำยังไงต่อไป
…
ประตูห้องพักนักแสดงปิดลงอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เสียงฝีเท้าของผู้คนด้านนอกค่อย ๆ ห่างออกไป ซ่งหว่านก็ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเพียงลำพัง
ความเงียบภายในห้องกลับทำให้ทุกสิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
เธอก้มหน้าลง สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามระงับอารมณ์เดือดดาลที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ทว่าทันทีที่นึกถึงสายตาของคนในกองถ่ายเมื่อครู่ คิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากันแน่น
“เป็นฝีมือใครกันแน่” เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูป
ซ่งหว่านเดินไปหยุดหน้ากระจก เธอจ้องเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนยกมือขึ้นดึงเสื้อคลุมที่สวมอยู่แรง ๆ ราวกับเพียงมองมันก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์น่าขุ่นเคืองขึ้นมาอีกครั้ง
ปลายนิ้วของหญิงสาวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะกำแน่น ความอัดอั้นที่ต้องกล้ำกลืนมาตลอด ในที่สุดก็ระเบิดออกมาเป็นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
“ซ่งอวิ๋น.. ต้องเป็นมันแน่” เธอหัวเราะออกมา แต่แววตากลับไม่มีร่องรอยของความขบขัน
ในที่นี้มีเพียงซ่งอวิ๋นที่สามารถลงมือได้โดยไม่มีใครรู้เห็น และนังนั่นเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นศัตรูของเธอ
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะเบา ๆ หน้าประตูห้องพัก พาให้เธอสะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิด เมื่อประตูเปิดออก เธอก็เห็นเลขาคนสนิทของผู้กำกับยืนอยู่ สีหน้าอีกฝ่ายเคร่งเครียด
“คุณฮวา เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกเราคงต้องขอให้คุณถอนตัวออกจากซีรีส์”
“ทั้งที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเนี่ยนะคะ นี่คือการจัดการปัญหาของผู้กำกับที่ได้รางวัลจากเวทีอินทรีทองคำเหรอคะ?”
ใบหน้าหญิงสาวดำเป็นก้นหม้อ เธอเคยชินกับการถูกเรียกด้วยแซ่ของมารดาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอโกรธจัดก็คือ ตอนนี้เธอถูกใส่ร้ายชัด ๆ อีกฝ่ายไม่สืบสาวราวเรื่อง แต่กลับเขี่ยเธอกระเด็นออกจากกองถ่าย มันจะง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร
“ผมตอบอะไรคุณฮวาไม่ได้หรอกครับ มันเป็นการตัดสินใจของผู้กำกับ” เขาไม่สนใจว่านักแสดงไร้ชื่ออย่างอีกฝ่ายจะโดนใส่ร้ายหรือไม่
อย่างไรเธอก็เพิ่งเข้ามาในวงการ โลกความจริงก็โหดร้ายเช่นนี้ เธอควรเรียนรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ง่ายดีนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับที่ได้รับคำยกย่อง ก็จะใช้ความเป็นผู้อาวุโสรังแกผู้น้อย”
“ไม่มีใครรังแกใครทั้งนั้นครับ ถ้าคุณฮวาไม่พอใจ ลองไปคุยกับผู้กำกับดูก็ได้” เลขาหนุ่มไม่อยากพูดอะไรมากนัก
ตอนนี้พวกเขาต้องทำให้นักแสดงเบอร์หนึ่งอย่างเฟยหยาพอใจ ไม่อย่างนั้นเธออาจใช้อิทธิพลและสื่อในมือโจมตีกองถ่าย
ซ่งหว่านกลั้วหัวเราะเย็นเยียบ ก่อนพยักหน้ารับ “ได้ ฉันจะเก็บของเดี๋ยวนี้”
เลขาหนุ่มโล่งใจ จึงจากไปหลังจากกำชับเธอไม่กี่ประโยค
“อย่าเก็บไปแค้นเคืองเลยนะ ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สถานการณ์แบบนี้ถือเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อย หากคุณยังอยากอยู่ในวงการบันเทิง ก็ต้องปรับตัว”
คำพูดทิ้งท้ายนั้นก้องอยู่ในโสตประสาท ซ่งหว่านหย่อนกายไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ดวงตาจับจ้องกระจก จึงเห็นชัดเจนว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอน่าเกลียดขนาดไหน
ทว่ายิ่งมอง ความโกรธก็ยิ่งทวีขึ้น
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะ นั้นดังสะท้อนอยู่ในห้อง ริมฝีปากของเธอเม้มเป็นเส้นตรง
เธอถูกผลักให้กลายเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเธอ
และความรู้สึกนั้น น่าอึดอัดยิ่งกว่าการถูกด่ากราดด้วยคำหยาบคายเสียอีก
…
ความวุ่นวายในกองถ่ายจบสิ้นลง หลังจากผู้กำกับเห็นแล้วว่าอาการแพ้ของเฟยหยาไม่รุนแรง การถ่ายทำจึงดำเนินต่อไป
ซ่งหว่านเก็บข้าวของ วันนี้เธอพ่ายแพ้ อยู่ต่อไปก็พบเจอแต่สายตารังเกียจเดียดฉันท์ เธอต้องกลับไปตั้งหลัก
ทว่าเมื่อออกมาถึงลานจอดรถ เธอก็พบว่าซ่งอวิ๋นกำลังหอบกระเป๋าใบใหญ่เดินสวนมาพอดี
“เป็นแกสินะ”
“เธอพูดถึงอะไร” ซ่งอวิ๋นเอียงคอน้อย ๆ คล้ายไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดถึง
“อย่ามาทำไขสือ ถ้าไม่ใช่ฝีมือแกแล้วจะเป็นใคร” ซ่งหว่านลอบกดอัดเสียงไว้ คิดว่าจะได้นำไปใช้ในการแก้ต่างให้ตนเอง
ทว่าซ่งอวิ๋นกลับทำหน้าเหลอหลา “ถ้าหงุดหงิดก็อย่าพาลได้ไหม ฉันไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของเธอนะ”
“เหอะ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ ไม่น่าเชื่อว่าคุณหนูใหญ่ซ่งจะเป็นแบบนี้” ซ่งหว่านพยายามยั่วยุให้ซ่งอวิ๋นเผยไต๋ออกมา แต่อีกฝ่ายกลับออกอาการหงุดหงิด
“ให้ตายเหอะ ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังหมายถึงอะไรจริง ๆ ถ้ามีเรื่องจะพูดแค่นี้ก็หลบไป หนักจะแย่แล้วเห็นไหม” ไม่ว่าเปล่า ซ่งอวิ๋นชูกระเป๋าใบใหญ่ไปตรงหน้าซ่งหว่าน
ซ่งหว่านได้ยินเสียงเส้นความอดทนขาดผึง เธอคว้าคอเสื้อซ่งอวิ๋นโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว แล้วตวัดฝ่ามือตบใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลาฉาดใหญ่
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังสะท้อนอยู่ในลานจอดรถ ครั้งที่สองและสามตามมาติด ๆ เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ชนะ จนกระทั่งเห็นว่าซ่งอวิ๋นไม่ขัดขืนและใช้ศิลปะป้องกันตัวต่อสู้เหมือนอย่างที่เคย
แต่เธอฉุกคิดได้ก็สายเกินไป เพราะมีคนกลุ่มใหญ่พุ่งมาจากทางด้านหลัง คว้าตัวเธอแยกออกจากซ่งอวิ๋น
“ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย ทำไมต้องเอาความโกรธมาลงกับคุณซ่งด้วย” ผู้พูดคือทีมงานในกองถ่าย พวกเขามาหยิบของ แต่ได้ยินเสียงเอะอะ จึงรีบวิ่งมา
ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้
“คุณซ่งเป็นยังไงบ้างครับ เลือดไหลแล้ว” สต๊าฟสาวสีหน้าย่ำแย่เมื่อเห็นว่ามุมปากซ่งอวิ๋นมีเลือดไหลซึม
“ฉัน..มึนหัวค่ะ” เรือนร่างอ่อนแอ้นทรุดลงไปนั่งกับพื้น ท่ามกลางความตกอกตกใจของเหล่าทีมงานรอบด้าน
ซ่งอวิ๋นมีแผนการในใจ ตั้งแต่ซ่งหว่านปรากฏตัวต่อหน้าด้วยท่าทางที่ใกล้หมดความอดทน
สมองเธอแล่นเร็วจี๋ คิดว่าทำให้เสียชื่อเสียงในกองถ่ายคงไม่เพียงพอ ต้องทำให้ประวัติของอีกฝ่ายด่างพร้อยด้วย ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้ซ่งหว่านทำร้ายร่างกาย เพื่อให้เรื่องราวถึงโรงพัก
และการเจ็บตัวครั้งนี้คุ้มค่า เพราะเธอได้ทำให้ซ่งหว่านกลายเป็นคนหัวรุนแรง บวกกับเรื่องที่เกิดกับเฟยหยา เมื่อชาวเน็ตรู้เข้า อีกฝ่ายคงไม่อาจเงยหน้ามองฟ้าได้อีก
“เจ็บมากใช่ไหมคะ ฉันว่าไปตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่า”
ซ่งหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตั้งใจจะบอกว่าตนถูกยั่วยุ แต่คำพูดของเธอถูกเนื้อเสียงไม่พอใจของทีมงานเอ่ยขัดขึ้น
“ต้องแจ้งตำรวจด้วย นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ทำร้ายร่างกายกันขนาดนี้ จะปล่อยให้ลอยนวลไปได้ยังไง”
“ใช่ ๆ คุณซ่งไปโรงพยาบาลแล้วแจ้งความเถอะ ปล่อยไว้แบบนี้ เธอคงไม่ได้รับบทเรียน”
“ตะ แต่ว่า..” ซ่งอวิ๋นยกมือกุมริมฝีปากน้ำตาคลอหน่วย สวมบทดอกบัวขาวที่นางเอกชอบใช้ “มันเป็นเรื่องเล็กน้อยนะคะ”
คำพูดของเธอมีนัยแอบแฝง ผู้คนในเหตุการณ์ตีความไปได้ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย จนซ่งอวิ๋นมองมันเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว
“ตบตีกันจนเลือดตกยางออกแบบนี้ มันจะเล็กน้อยได้ยังไง!!”
“ฉันไม่ได้” ซ่งหว่านหน้าชา เธอไม่รู้ว่าบทบาทของเธอถูกสลับสับเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหน
ทำไมคนที่ถูกประณามถึงกลายเป็นเธอ มันควรเป็นคนตระกูลซ่งถึงจะถูก