อ่วม
อ่วม
“คุณซ่งลุกไหวไหมคะ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวพวกเราพาไปโรงพยาบาล” สต๊าฟสาวไม่สนใจคำพูดแก้ต่างของซ่งหว่าน ช่วยกันพยุงซ่งอวิ๋นขึ้นจากพื้น
ใช่ว่าพวกเธอไม่ทราบถึงความขัดแย้งระหว่างซ่งหว่านและซ่งอวิ๋น เพราะข่าวเกี่ยวกับตระกูลซ่งมักเป็นที่สนใจอยู่เสมอ และเพราะรู้จึงคอยเฝ้าดูอยู่หลายวัน ว่าทั้งสองจะมีเรื่องวิวาทกันหรือไม่
ทว่าก็สบายใจขึ้นเมื่อเห็นซ่งอวิ๋นไม่ก่อเรื่อง ปฏิบัติต่อผู้คนในกองถ่ายอย่างเป็นกันเอง ไม่มีนิสัยเอาแต่ใจเหมือนพวกคนรวยรุ่นสอง เธอเพียงแค่มาดูแลน้องชายอย่างเงียบ ๆ ระหว่างถ่ายทำ ทีมงานหลายคนจึงมีความประทับใจที่ดีต่อซ่งอวิ๋นอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนซ่งหว่าน ต้องกล่าวว่าเรื่องที่เธอเป็นลูกนอกสมรส มิหนำซ้ำเรื่องมาแดงภายหลังว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่ลูกสาวของประธานซ่ง แม่เธอแอบเล่นชู้ จนคลอดเธอออกมา สายตาที่ทุกคนมองซ่งหว่านย่อมไม่ประทับใจเป็นธรรมดา แต่เพราะที่ผ่านมาหญิงสาวไม่ได้สร้างปัญหา จึงไม่มีใครยุ่มย่ามหรือนินทาเรื่องส่วนตัวของเธอ
กระทั่งเธอก่อเรื่องใหญ่ ทำให้เฟยหยาเกิดอาการแพ้ระหว่างซ้อมบท ความรู้สึกที่ทุกคนมีต่อเธอจึงติดลบกว่าเดิม
“ฉันลุกไหวค่ะ เดี๋ยวฉันไปโรงพยาบาลเองดีกว่า พวกคุณยังมีงานต้องทำ ถ้าสัยเวลาพาฉันไปโรงพยาบาล ผู้กำกับอาจจะตำหนิเอาได้” ซ่งอวิ๋นปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม และเกรงอกเกรงใจ
“เจ็บตัวขนาดนี้ยังมาเป็นห่วงพวกเราอีก น้องซ่งของเราเติบโตขึ้นมาได้ดีจริง ๆ” หนึ่งในทีมงานที่เฝ้าดูสถานการณ์เงียบ ๆ มาตลอดพึมพำเสียงเบา อยากหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหัวตา เธอเป็นแฟนคลับ และแอบกรี๊ดเงียบ ๆ ตั้งแต่ซ่งอวิ๋นมาดูแลน้องชายที่กองถ่าย
“ไม่เป็นอะไรแน่นะคะ ยังมึนอยู่หรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวให้คนขับรถมารับ”
“แต่พวกเราอยากให้คุณซ่งแจ้งความจริง ๆ นะคะ อารมณ์ของคุณฮวาค่อนข้างรุนแรง เธอควรได้รับบทลงโทษทางกฎหมายบ้าง”
“…” ซ่งหว่านกัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือด ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เธอได้แก้ต่างเลยแม้แต่น้อย ยิ่งยืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของเธอถูกเหยียบขยี้จมดิน ในอกเดือดพล่านไร้ที่ระบาย
จังหวะเดียวกันนั้น รถสปอร์ตสัญชาติจีนพลันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ฉินชางเห็นเหตุการณ์วุ่นวายตั้งแต่เลี้ยวรถขึ้นมายังลานจอดรถ
ในสายตาของเขา เห็นชัดเจนว่าซ่งหว่านกำลังถูกรังแกและถูกประณามจากทีมงานกลุ่มใหญ่ เขาจึงรีบจอดรถแล้วเร่งฝีเท้าฝ่าเข้าไปกลางวง
“อาหว่าน เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มคว้าตัวคนรักมาหลบด้านหลัง ให้พ้นจากสายตาตำหนิแกมรังเกียจจากผู้คนรอบด้าน
สาเหตุที่เขารีบมาที่นี่ เพราะรู้ว่าเธอถูกใส่ร้าย และเธอกำลังรู้สึกแย่อย่างหนัก
ซ่งอวิ๋น “…”
ใครปล่อยคิวพระเอก จังหวะช่างเหมาะเจาะเหลือเกิน เรียกได้ว่าเข้าทางเธอเต็ม ๆ
คิดแล้วเธอก็แสร้งถอยหลังสองก้าวอย่างหวาดหวั่น แล้วคว้าชายเสื้อของทีมงานสาวราวกับต้องการการปกป้อง
เพียงแค่นั้นเหล่าทีมงานต่างเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุที่ซ่งหว่านกล้าทำตัวกร่าง ทำร้ายร่างกายคนอื่น เป็นเพราะมีคุณชายรองฉินให้ท้ายอยู่เบื้องหลัง
“ฉัน.. ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่าค่ะ” ซ่งอวิ๋นเช็ดคราบเลือดออกจากมุมปากลวก ๆ ก่อนจะหมุนกายเดินดุ่ม ๆ ออกไป ราวกับกำลังหลบหนีบางอย่าง
“พวกเราไปหยิบของแล้วกลับเข้าสตูดิโอกันเถอะ”
“จริงด้วย รีบไปดีกว่า ใครทำอะไรก็ได้แบบนั้น สักวันผลการกระทำก็จะย้อนกลับมาเล่นงานเอง”
“ไป ๆ รีบไป”
ทีมงานกลุ่มใหญ่พูดจาส่อเสียดซ่งหว่าน พวกเธอไม่รู้ว่าซ่งอวิ๋นจะแจ้งความหรือไม่ แต่เรื่องที่เกิดในวันนี้ติดอยู่ในใจทุกคนแล้ว อีกไม่นานคงเกิดกระทู้ใหม่ให้คนกินแตงได้อ่านกันอย่างสนุกสนาน
ฉินชางขมวดคิ้ว ดวงตาคู่คมขุ่นมัวขณะจับจ้องแผ่นหลังทีมงานที่เห็นได้ชัดว่าพวกหล่อนจงใจค่อนแคะคนรักของเขา
“หว่านเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น”
“พี่ชาง.. ฉันตกหลุมพรางแล้ว” ซ่งหว่านกำหมัดแน่น ริมฝีปากสวยถูกเจ้าตัวกัดจนได้เลือด
“อย่ากัดปาก เลือดออกหมดแล้ว” ชายหนุ่มร้อนใจ คว้าผ้าออกมาซับโลหิตสีแดงสด ก่อนจูงมือเธอขึ้นรถพลางไต่ถามเสียงเครียด “มีอะไรบอกพี่เร็วเข้า จะได้แก้ไขทัน”
เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าซ่งอวิ๋นรีบเดินหนีออกไป ต้องมีประเด็นบางอย่าง แต่อาหว่านจะถูกยั่วยุกระทั่งตกหลุมพรางง่าย ๆ ได้ยังไง
…
สถานีตำรวจ
ซ่งอวิ๋นนั่งให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมหลักฐานการตรวจร่างกาย และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถ ขณะเดียวกันโจวจิ่วก็นั่งรออยู่ด้านนอก
ก่อนมาสถานีตำรวจ เธอถูกมารดาตีแขนไปหนึ่งหน โทษฐานที่ปล่อยให้ตนเองเจ็บตัว หญิงสาวให้ปากคำอย่างละเอียด แววตามองตรง ทุกคำหนักแน่น ขณะที่แอบบ่นในใจว่าซ่งหว่านมือหนักมาก เธอขยับปากลำบาก และอาจกินข้าวไม่อร่อยไปอีกหลายวัน
ไม่นานนัก ซ่งหว่านก็ถูกเรียกตัวมาสอบปากคำ เมื่อมาถึง บรรยากาศภายในสถานีตำรวจเงียบกว่าที่ซ่งหว่านคาดคิด
เสียงโทรศัพท์จากโต๊ะทำงานด้านหน้า เสียงแป้นพิมพ์ และเสียงกระดาษถูกพลิกไปมาเป็นระยะ ๆ กลับยิ่งขับให้ความเงียบรอบตัวหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด
ซ่งหว่านนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็งตรงทางเดิน มือทั้งสองประสานกันแน่นบนหน้าตัก แม้สีหน้าจะยังคงสงบนิ่ง แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบ โดยที่ฉินชางก็นั่งอยู่เคียงข้าง เพราะรู้ดีว่าตนนี้ซ่งหว่านไม่เหลือใครแล้วนอกจากตน
อีกฝั่งของทางเดิน ซ่งอวิ๋นนั่งอยู่กับโจวจิ่ว สีหน้าซีดเซียว มุมปากและแก้มข้างซ้ายบวมและมีรอยช้ำม่วงปนเขียว ราวกับต้องการตอกย้ำให้ทุกคนที่เดินผ่านเห็นว่าเธอคือฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บ
ทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่เดินผ่าน ซ่งหว่านจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่เหลือบมองมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครพูดอะไร แต่ความเงียบเหล่านั้นกลับสร้างแรงกดดันได้มากกว่าคำพูดเสียอีก ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่นายหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องด้านใน
“คุณฮวาหว่านใช่ไหมครับ”
เธอเงยหน้าขึ้น “ค่ะ”
“เชิญทางนี้ครับ มารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำเบื้องต้น”
“ไม่ต้องกลัว พี่รออยู่ตรงนี้” ฉินชางบีบมือเธอเบา ๆ ว่าเขาจะอยู่ข้างเธอไม่ไปไหน
ซ่งอวิ๋นเลือนสายตาไปทางอื่น แค่เห็นพระเอกนางเอกจิตไม่ปกติแสดงความรักต่อกัน เธอก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาแล้ว
ซ่งหว่านลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้องสอบสวน ประตูปิดลงด้านหลัง เสียงของกลอนประตูทำให้เธอรู้สึกราวกับโลกภายนอกถูกตัดขาดในชั่วขณะ
บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารวางอยู่หนึ่งชุด เธอมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้า
“ผมจะอ่านรายละเอียดข้อกล่าวหาให้ฟังก่อนนะครับ จากคำร้องของผู้แจ้ง มีการกล่าวหาว่าคุณทำร้ายร่างกายคุณซ่งอวิ๋น…” น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่ราบเรียบ เป็นกลาง และเป็นทางการ
แต่ทุกคำที่ได้ยินกลับเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางอกทีละก้อน
ซ่งหว่านกำมือใต้โต๊ะ เธอไม่หลบสายตา ไม่โต้เถียง และไม่แสดงความตื่นตระหนกออกมา เพียงนั่งฟังจนจบด้วยใบหน้าที่เย็นเยียบลงเรื่อย ๆ
เมื่อเจ้าหน้าที่อ่านจบ เขาจึงเงยหน้าขึ้น “คุณมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ”
ซ่งหว่านเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “มีค่ะ ทุกอย่างที่อยู่ในคำร้องนั้น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด”
“พูดได้เลยครับ” เจ้าหน้าที่รับฟัง
“ฉันโมโหเพราะถูกเธอยั่วยุเรื่องพ่อ ก็เลยพลั้งมือตบ ไม่ได้ทำไปเพราะเป็นพวกหัวรุนแรง” เธอเล่าต่อไปอีกว่าเธอกับซ่งอวิ๋นมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน และเพราะถูกจี้ใจดำว่าเป็นลูกชู้ เธอจึงระงับอารมณ์ไม่อยู่
มาถึงจุดนี้เธอเข้าใจสิ่งที่ซ่งอวิ๋นต้องการจะทำแล้ว ดังนั้นเธอปล่อยให้อีกฝ่ายสมหวังไม่ได้
“แต่ภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิด คุณเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปหาเรื่องเธอก่อน” เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้หญิงสาวดู
“!!” ใบหน้าซ่งหว่านเผือดสีลงไปอย่างเห็นได้ชัด ไหนฉินชางบอกว่าจัดการกับภาพในกล้องวงจรปิดแล้ว เธอสามารถกลับดำเป็นขาวได้ ทำไมซ่งอวิ๋นถึงมีสิ่งนี้อยู่ในมือ ยิ่งคิดใบหน้าเธอยิ่งไร้สีเลือด แต่สมองเธอยังใช้งานได้ดี จึงเฉไฉพร้อมน้ำตา
“ซ่งอวิ๋นไม่ได้เพิ่งพูดค่ะ ฉันไปได้ยินจากทีมงาน เลยออกมาตามหาซ่งอวิ๋นเพราะความโกรธ”
“แต่ทุกอย่างต้องอาศัยหลักฐานนะครับคุณฮวา ตอนนี้คุณซ่งมาแจ้งความ เธอนำหลักฐานทุกอย่างมามอบให้ตำรวจ ยังไงเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”
“ฮึก ฉันเข้าใจค่ะ แต่ฉันแค่อยากอธิบายความจริงในมุมของฉัน” ซ่งหว่านปาดน้ำตาออกจากใบหน้าราวกับยอมจำนน ทว่าในใจก่นด่าสาปแช่งซ่งอวิ๋นไปแล้วร้อยตลบ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น บนโลกอินเทอร์เน็ตกำลังเกิดกระแสข่าวที่กระพือออกไปเป็นวงกว้าง เมื่อมีแอคหลุมไม่ระบุตัวตนรายหนึ่งออกมาแฉว่า นักแสดงเบอร์หนึ่ง ‘เฟยหยา’ เกิดอาการแพ้ ระหว่างซ้อมบทกับนักแสดงหน้าใหม่
โดยที่แอคหลุมดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อซ่งหว่านตรง ๆ แต่ใบ้ให้ว่าเป็นอดีตลูกสาวนอกสมรสของตระกูลใหญ่ และภายหลังความจริงเปิดเผยว่าเป็นเพียงลูกชู้
เพียงเท่านั้นชาวเน็ตที่ชอบดูเรื่องซุบซิบของตระกูลมั่งคั่งต่างทราบทันทีว่าคนก่อเรื่องเป็นใคร และในเวลาต่อมาก็มีคลิปแอบถ่ายจากลานจอดรถว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต
กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนกินแตงออกมาก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก มิหนำซ้ำฉินชางที่เพิ่งมาถึงในภายหลังยังตกเป็นเป้าโจมตีด้วยอีกคน
ซ่งอวิ๋นและเฟยหยากลายเป็นคนที่ชาวเน็ตสงสารเห็นใจ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ซ่งอวิ๋นวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนภายในเวลาอันสั้น
และหากถามว่าฉินชางกำจัดภาพจากกล้องวงจรปิดไปแล้ว เหตุใดซ่งอวิ๋นถึงยังมีหลักฐานอยู่ในมือ ก็ต้องขอบคุณเฟิงมู่หาน เพราะทันทีที่รู้ว่าซ่งอวิ๋นจะทำอะไร เขาก็รีบชิงตัดหน้า ขอคลิปจากกล้องนั้นมา โดยไม่ทำลายมัน เพื่อให้ฉินชางย่ามใจ