หน้าด้าน
หน้าด้าน
ระหว่างที่ซ่งหว่านอยู่ในห้องสอบปากคำ ฉินชางก็ได้อ่านความคิดเห็นของชาวเน็ตที่กำลังสาดโคลนใส่เขาและคนรักอย่างสนุกปาก
[ถือว่าเธอเก่งมากเลยนะ ถึงไม่ได้เป็นทายาทตระกูลซ่ง แต่สามารถเกาะคุณชายฉินได้ อนาคตก็ไม่ลำบากแล้ว]
[แต่เป็นแบบนี้ไม่ดีเลย เธออาศัยอำนาจตระกูลฉินมารังแกคุณหนูใหญ่ซ่ง ดูแล้วคุณชายรองฉินคงให้ท้ายเธอน่าดู]
[สงสารจัง น้องซ่งของฉันโดนตบแรงขนาดนั้นคงกินข้าวไม่ได้อีกหลายวันแน่ ๆ]
[ตอนแรกก็อยากจะด่าว่าพวกลูกเมียน้อยไม่เจียมตัว แต่ตอนนี้ต้องเรียกว่าลูกชู้ไม่เจียมตัวมากกว่า]
[ฉันเป็นห่วงพี่สาวเฟยจริง ๆ มีใครไม่รู้บ้างว่าพี่สาวแพ้สารแต่งกลิ่นในน้ำหอม ต่อให้เธอเพิ่งเข้ามาในวงการ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้]
[เมนต์บน หรือเธอโดนคนอื่นใส่ร้าย]
[นักแสดงไร้ชื่อแบบเธอ ใครจะอยากใส่ร้ายล่ะ หรืออยากสื่อว่าซ่งอวิ๋นใส่ร้ายเธองั้นเหรอ อย่าไร้สาระไปหน่อยเลย คุณหนูใหญ่ซ่งมีอำนาจ มีเส้นสายมากมายในมือ ถ้าเธอจัดการฮวาหว่านจริง คงทำไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ลอยหน้าลอยตาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันหรอก]
[จริงด้วย ฉันเป็นคนวงใน ห้องในหอพักของซ่งอวิ๋นกับฮวาหว่านใกล้กันมาก]
[น้องซ่งแจ้งความหรือยัง ดูจากในคลิป ฮวาหว่านอารมณ์รุนแรงมาก ถ้ายังปล่อยไว้ ไม่รู้ว่าเธอจะไปทำร้ายใครอีก]
[ฉันเชียร์ให้แจ้งความนะ แก้แค้นแทนพี่เฟยให้หน่อย ไม่งั้นคืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับแน่ ๆ]
ฉินชางกำสมาร์ทโฟนในมือแน่นจนขึ้นข้อขาว ใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้รอยยิ้ม
โทรศัพท์ในมือถูกเปิดค้างอยู่ ชื่อของคนรักปรากฏอยู่ท่ามกลางข้อความวิพากษ์วิจารณ์นับไม่ถ้วน
การด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง ถูกปลายนิ้วเขาเลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ ดวงตาของฉินชางไล่อ่านข้อความเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า
สีหน้าเขาสงบนิ่งเกินไปจนดูน่ากลัว ดวงตาคู่คมเหลือบมองประตูห้องสอบสวนที่ปิดสนิท
ซ่งหว่านอยู่ข้างในนั้น ส่วนซ่งอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลออกไป
“เยี่ยมมาก..” ฉินชางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดูจากคลิปแอบถ่ายในโรงจอดรถ เดาได้ว่าซ่งอวิ๋นคงวางแผนมาดีแล้วจริง ๆ
คิดได้ดังนั้นดวงตาคมกริบทอดมองไปยังซ่งอวิ๋นที่กำลังพูดคุยกับมารดา สีหน้าของเขาเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี
ครู่หนึ่ง ซ่งอวิ๋นหันมา สายตาของทั้งสองสบกันกลางอากาศ
“…” ซ่งอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนนี้เรียกได้ว่าดับเครื่องชนแล้ว เธอเล่นงานนางเอกขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องปิดบังความเป็นปรปักษ์
ในเมื่อเขาช่วยซ่งหว่านจัดการกับตระกูลซ่ง เขาก็ควรถูกลากลงโคลนตมไปพร้อมกัน
ฉินชางแค่นเสียงในลำคอ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วตรงเข้าไปหาซ่งอวิ๋น โดยที่เขาก็ยังไม่รู้ว่าคลิปจากกล้องวงจรปิดอยู่กับตำรวจเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนไม่ได้บอกว่าซ่งหว่านบริสุทธิ์ สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียว ใครกำลังผลักซ่งหว่านให้กลายเป็นคนผิดในสายตาของสังคม และใครกำลังฉวยโอกาสจากเรื่องนี้
“มีอะไรหรือเปล่า” โจวจิ่วยืดกายนั่งหลังตรง จดจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก
“ผมอยากคุยกับซ่งอวิ๋นเป็นการส่วนตัว” ใบหน้าเขาไร้รอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับฟังดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“คงไม่ได้ ตอนนี้ลูกสาวป้าขยับปากลำบาก ถ้ามีเรื่องอยากพูด ก็พูดเสียตรงนี้เลย”
“ใช่ค่ะ” ซ่งอวิ๋นพยักหน้าน้อย ๆ แสร้งสูดปากเล็กน้อย ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นว่าเธอกำลังเจ็บอยู่จริง ๆ แต่หญิงสาวยังไม่วายหันมองมารดาแวบหนึ่ง
เธอไม่ค่อยเห็นท่าทีแข็งกร้าวของแม่เท่าไหร่นัก ปกติแล้วท่านมักจะอ่อนโยน ขนาดเรื่องซ่งหว่านแดงขึ้นมา ท่านยังทำเพียงตบหน้าพ่อของเธอแค่ไม่กี่ครั้ง
ดังคำที่ว่า ยามที่ผู้หญิงต้องลุกขึ้นปกป้องลูก ก็น่ากลัวไม่ต่างจากแม่เสือ
“อาหว่านไม่ได้ตั้งใจ พี่อยากให้เธอถอนแจ้งความ อย่างน้อยก็เห็นแก่อนาคตอาหว่าน อีกอย่าง.. พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ไม่ใช่เหรอ?”
“คนกันเอง? พวกเราไปเป็นคนกันเองตั้งแต่เมื่อไหร่” โจวจิ่วกลั้วหัวเราะไร้อารมณ์
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับป้าจิ่ว แต่ตอนนี้รุ่นน้องซ่งกำลังสนิทสนมกับอาเล็ก วันข้างหน้าพวกเราอาจต้องเจอกัน ผมไม่อยากให้มีเรื่องหมางใจกัน”
ซ่งอวิ๋นเกือบหลุดด่าเขาว่าหน้าด้าน โชคดีที่ยั้งปากได้ทัน ดูเอาเถอะ เขากล้าเอาความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่หานมาอ้าง ทั้งที่ช่วยซ่งหว่านทำลายตระกูลซ่งทุกทาง นอกจากจิตไม่ปกติแล้วยังหน้าหนาหน้าทน
“ผิดคือผิด เธอควรได้รับบทเรียนทางกฎหมาย ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าเธอก็จะทำแบบนี้ แล้วยกความสัมพันธ์ส่วนตัวขึ้นมาอ้าง” โจวจิ่วปฏิเสธเสียงแข็ง ขณะที่ซ่งอวิ๋นเห็นพยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยกับมารดา
จังหวะเดียวกันนั้น ประตูห้องสอบสวนก็เปิดกว้าง ซ่งหว่านก้าวออกมาอย่างช้า ๆ
ดวงตาคู่สวยแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกับพยายามซ่อนความอ่อนแอจากสายตาของผู้คน
เจ้าหน้าที่เดินตามออกมา ก่อนแจ้งผลการดำเนินการด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“จากผลการพิจารณา คุณฮวาจะถูกฝ่ายปกครองกักขังเป็นเวลาสิบวัน”
ร่างของซ่งหว่านชะงักไปเล็กน้อย เธอกัดริมฝีปาก กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ก่อนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ค่ะ…เข้าใจแล้ว” เสียงนั้นเบาจนแทบขาดหายไปในลำคอ
ไม่มีใครรู้ว่าใต้ขนตาที่สั่นไหว ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัว
ซ่งอวิ๋น ชื่อของอีกฝ่ายผุดขึ้นมาในความคิด ทุกคำพูด ทุกสีหน้า และทุกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอจดจำมันเอาไว้ทั้งหมด
สิบวัน…
ซ่งหว่านกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัว ก่อนคลายออกอย่างรวดเร็ว
ภายนอกเธอยังคงเป็นหญิงสาวน่าสงสารคนหนึ่ง ที่ปล่อยให้ความโมโหอยู่เหนือเหตุผล และสุดท้ายต้องรับโทษทั้งน้ำตายังไม่ทันแห้ง
แต่ลึกลงไปในใจ ความคับแค้นกลับค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น เธอจะไม่ลืมเรื่องนี้ และจะไม่ลืมว่าใครเป็นคนทำให้เธอต้องมายืนอยู่ตรงนี้
สายตาของซ่งหว่านเหลือบไปเห็นฉินชางที่ยืนรออยู่ไม่ไกล
ทันทีที่สบตากัน น้ำตาก็ไหลลงมาอีกครั้ง
“พี่ชาง…”
เพียงเรียกชื่อเขาเบา ๆ ความอดกลั้นทั้งหมดก็เหมือนพังลง
ฉินชางเดินเข้ามาหา เขามองใบหน้าที่เปียกชื้นของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “ไม่ต้องกลัว”
ซ่งหว่านพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
เธอไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่ถามเรื่องกล้องวงจรปิด เพราะเดาได้แล้วว่าทุกอย่างเป็นแผนของซ่งอวิ๋น เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างอ่อนแอราวกับต้องการใครสักคนคอยปกป้อง
สิบวันไม่ใช่จุดจบ สำหรับซ่งหว่าน มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเอาคืนเท่านั้น
โจวจิ่วประคองลูกสาวให้ลุกขึ้นยืน เธอไม่แปลกใจกับบทลงโทษของซ่งหว่าน เพราะตอนที่เจียงเซินทำร้ายร่างกายเจียงกวน เขาก็ถูกกักขังโดยฝ่ายปกครอง ไม่หนักหนาสาหัสถึงขั้นเข้าไปรับโทษในตะราง
แน่นอนว่าสำหรับซ่งอวิ๋น เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เวลาสิบวัน เธอสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง อย่างน้อยในตอนนี้ประวัติแม่นางเอกก็ด่างพร้อยไปแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกสังคมก่นด่าไม่เหลือชิ้นดี และมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ในเมื่ออยู่กันดี ๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องอยู่ ดูสิว่าสกิลนางเอกจะช่วยให้อีกฝ่ายไปได้ไกลขนาดไหน
เหตุผลที่ซ่งอวิ๋นโกรธขนาดนี้ อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายเริ่มแตะต้องคนที่เธอรัก ที่ผ่านมาต่อให้เธอเองโดนยั่วยุหรือหาเรื่องยังไง เธอก็ยังอดทนได้
ทว่าหลังจากซ่งเหวินเสียชีวิต ก็คล้ายว่าซ่งอวิ๋นเองก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน
…
ซ่งหว่านถูกคุมตัวไปกักกันไว้โดยฝ่ายปกครอง ขณะที่ชื่อเสียงของเธอบนโลกอินเทอร์เน็ตเละเทะไม่มีชิ้นดี ส่วนหนึ่งเพราะแฟนคลับของเฟยหยาโกรธเคือง จึงจุดไฟให้โหมกระพือ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ซ่งหว่ทนทำในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็ขุดออกมาด่ากันแบบไม่ปรานี ชนิดที่ว่าฉินชางก็ยังช่วยอะไรไม่ได้
ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าซ่งเดินทางมาเยี่ยมอดีตสหายรักที่โรงพยาบาล หลังจากบังเอิญรู้มาว่ามีใครบางคนในตระกูลฉินกำลังจะก่อเรื่องวุ่นวาย ซึ่งมันดันเกี่ยวพันมาถึงตระกูลของเขา และจนป่านนี้ฉินไห่เทาก็ยังแสร้งป่วยหนัก ตบตาลูกหลานในตระกูล
“แสดงได้แนบเนียนจริงนะ” ผู้เฒ่าซ่งหยุดยืนข้างเตียง พลางเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นว่าร่างกายสหายเต็มไปด้วยสายระโยงรยางค์
“ลำบากมาหาฉันแบบนี้ เป็นห่วงกันหรือไง”
“ฮึ แกยังไม่ตายเร็ว ๆ นี้หรอกตาเฒ่า”
“ก็จริง” ฉินไห่เทากลั้วหัวเราะ ทว่ารอยยิ้มนั้นก็หายไปเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของซ่งเต๋อ “แกป่วยหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไร ช่วงนี้มีเรื่องให้ปวดหัวนิดหน่อย” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือบอกปัด
“เอาเถอะ ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ฉันยังอยู่ได้อีกนาน แกก็ควรอายุยืนยาว” ชายชราทอดถอนใจ รู้ว่าคาดคั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงเลี่ยงไปถามเรื่องอื่น “แล้วลมอะไรหอบมา หรือมีเรื่องอยากเตือนฉัน”
“ลูกชายแกกำลังทำให้ตระกูลฉินเดือดร้อน แถมยังเกี่ยวพันมาถึงตระกูลซ่ง ไม่รู้ว่าแกเจอเรื่องนี้หรือยัง” ผู้เฒ่าซ่งยื่นข้อมูลที่บังเอิญได้มาตอนที่ให้ลูกน้องสืบเส้นสายของเสวี่ยงา
ลูกชายคนโตของอีกฝ่ายมีส่วนเข้าไปพัวพันกับมาเฟียฝั่งฮ่องกง เมื่อสืบลึกลงไปแล้วพบเรื่องราวดำมืดมากมาย
ฉินไห่เทาดวงตาสั่นไหว ถ้าหากซ่งเต๋อถึงขั้นมาตักเตือน แสดงว่าร้ายแรงถึงขั้นล้มล้างตระกูลได้เลย
“อาเต๋อ แกคิดว่าถ้าฉันมอบตระกูลให้เสี่ยวหานดูแล เขาจะยอมรับไว้หรือเปล่า”
ผู้เฒ่าซ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนส่ายศีรษะตัดความหวังสหาย “อย่าคาดหวังเลย เสี่ยวหานเจอเรื่องแย่ ๆ เพราะลูก ๆ แกมาเยอะ ถึงไม่โกรธ แต่คงไม่ญาติดีกับแกง่าย ๆ หรอก”