สิบวัน
สิบวัน
ผู้เฒ่าฉินยันกายลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าชายชราทั้งเหนื่อยล้าและปลงตก ในฐานะพ่อ เขาไม่เคยดูแลปกป้องมู่หาน เขาเพียงอยากชดเชย มอบสิ่งที่มู่หานควรได้รับ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขารู้สึกผิดต่อเฟิงเหมียน และเขาก็ยอมรับว่าตอนนั้น ทางเลือกของตนเห็นแก่ตัว สุดท้ายแล้วลูกชายที่เขาเฝ้ารอมานานก็เกิดมา แทนที่มู่หานจะได้เป็นลูกภรรยาหลวง กลับต้องเป็นลูกนอกกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงปล่อยเฟิงเหมียนหันหลังหนีจากความวุ่นวาย
คิดเพียงว่าการทำเช่นนั้นเป็นการปกป้องเธอกับลูก หารู้ไม่ สองแม่ลูกกลับถูกปองร้ายไม่เว้นแต่ละวัน กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีคนจ้องจะเล่นงานมู่หานอยู่เสมอ
“ช่างเถอะ หลังจากจัดการเจ้าใหญ่กับเจ้ารองแล้ว ฉันจะมอบทรัพย์สินที่เหลืออยู่ให้มู่หาน อย่างไรก็เป็นสิ่งที่เสี่ยวหานควรได้”
“จะเริ่มเมื่อไหร่ล่ะ ฉันก็ต้องจัดการคนบางคนเหมือนกัน”
เนื่องจากสืบค้นไปแล้วพบว่าเสวี่ยหลานเกี่ยวข้องกับกลุ่มมาเฟียฮ่องกง ฝ่ายนั้นมีอำนาจ และมีธุรกิจดำมืดมากมาย รวมถึงมีเส้นสายกับตลาดมืดที่ไม่อาจจัดการให้หมดไปได้ในจีน เขาจึงต้องวางแผนอย่างใจเย็น กระทั่งสืบไปสืบมาจึงพบว่าลูกชายคนโตตระกูลฉินเองก็เกี่ยวพันด้วยเช่นเดียวกัน
“อีกไม่นานหรอก เจ้าลูกทรพีสองคนนั้นก็แทบรอให้ฉันตายไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ขนาดฉันยังมีลมหายใจ ยังดึงเอาผลประโยชน์เข้าตัวไม่หยุดหย่อน”
“จะส่งพวกนั้นเข้าคุกสินะ” ผู้เฒ่าซ่งครุ่นคิดชั่วครู่ก็เข้าใจได้ว่าสหายสนิทกำลังปล่อยให้ลูก ๆ ย่ามใจ กินกันจนอิ่มหนำสำราญ และปล่อยให้พวกเขาท้องแตกในท้ายที่สุด
“อืม” ฉินไห่เทาพยักหน้าเรียบ ๆ ก่อนจะยิ้มสมเพชตัวเอง “ดูสิอาเต๋อ ฉันเคยอยากมีลูกมาก และเห็นแก่อำนาจ รับผู้หญิงสองคนนั้นเข้ามาในบ้าน สุดท้ายลูก ๆ ที่ฉันได้มาก็สร้างความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ถ้าตอนนั้นฉันเชื่อแกกับอาอิ๋นก็คงดี”
“…”
“ตอนนั้นอาอิ๋นบอกฉันว่า ทางที่ฉันเลือก ไม่ต่างจากการเดินลงเหวลึก และฉันจะต้องเสียใจภายหลัง แต่ฉันกลับทะนงตน รู้สึกว่าทุกอย่างควบคุมได้ ตอนนี้ฉันเสียใจภายหลังแบบที่อาอิ๋นว่าแล้วจริง ๆ”
ใบหน้าชายชราฉาบไปด้วยความหม่นหมองหดหู่ ผู้เฒ่าซ่งเบือนหน้าหนีออกทางหน้าต่าง ไม่อยากมองมันเท่าไหร่นัก
“เสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ผลไม้พิษพวกนี้แกปลูกมันขึ้นมา แกก็ต้องตัดรากถอนโคน ถึงจะน่าปวดใจ แต่ดีกว่าปล่อยให้ผลไม้พิษย้อนกลับมาทำร้ายแกเอง”
“ปลอบใจฉันหน่อยเป็นไร ยังพูดตรงไปตรงมาไม่เปลี่ยนจริง ๆ” ผู้เฒ่าฉินไม่ถือสาสหาย สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมา ถูกต้องหมดทุกอย่าง
จะมีสักกี่คนในชีวิตที่กล้าเตือนตรง ๆ เมื่อเราทำผิดพลาด เขาเคยไม่ยอมฟังคำเตือนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แค่เพียงครั้งเดียวนั่นก็มากเกินพอแล้ว
“ฮึ! ไม่ซ้ำเติมก็ดีเท่าไหร่แล้ว อีกอย่าง..” หัวคิ้วชายชราขมวดมุ่น “ตอนนี้เบื้องบนกำลังจ้องลูก ๆ แกอยู่ ถึงเวลานั้นแกจะถอนตัวออกมาจากแวดวงการเมืองอย่างใสสะอาด แต่ศัตรูเก่าแกก็มีอยู่ไม่น้อยนะ”
“ไปรู้อะไรมาใช่ไหม”
“นิดหน่อย แกก็รีบหน่อยแล้วกัน ถ้าไม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ตระกูลฉินคงเหลือแต่ชื่อ”
“ขอบใจนะอาเต๋อ”
“ฉันกลับก่อน ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าพลาดพลั้งเสียเล่า” ผู้เฒ่าซ่งเยื้องย่างออกจากห้องผู้ป่วย สีหน้าเขาดูเคร่งเครียด แสร้งคุยกับบอดี้การ์ดหน้าประตูสองสามคำ เพื่อตบตาคนที่จับจ้องเขาอยู่ในความมืด ให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกตว่าฉินไห่เทาไม่ได้ป่วยจริง
คล้อยหลังสหายสนิท ผู้เฒ่าฉินก็หลับตาลงอย่างขมขื่น ก่อนส่งข้อความนัดแนะกับลูกน้องคนสนิท
‘ถึงเวลาแล้ว’
นี่คงเป็นจุดจบที่ดีที่สุดสำหรับเขา อาเต๋อพูดถูกต้อง เขาปลูกผลไม้พิษขึ้นมาเอง หากจะจัดการก็ต้องถอนรากกระชากโคนขึ้นมาให้หมด
…
ไม่กี่วันต่อมา มีข่าวออกมาว่า ฉินไห่เทา อดีตนักการเมืองเก่าขวัญใจประชาชนอยู่ในอาการโคม่า จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ชาวเน็ตที่เพิ่งหยุดก่นด่าฉินชางก็เริ่มหันกลับมาต่อว่าเขาอีกครั้ง
ทำนองว่าปู่ของตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล แต่เขากลับมีเวลาว่างออกมาตามก้นผู้หญิงต้อย ๆ กระแสบนโลกโซเชียลค่อนข้างรุนแรง กระทั่งมีบัญชีโซเชียลไม่ระบุตัวตนออกมาแฉเพิ่มอีกว่า ผู้เฒ่าฉินน่าสงสาร เพราะกำลังถูกลูกหลานฮุบสมบัติ มิหนำซ้ำยังเกิดการทุจริตระหว่างที่ผู้เฒ่าฉินกำลังรักษาตัว
เมื่อเกิดข่าวลือหนาหูกระพือเป็นวงกว้าง ฝ่ายกฎหมายที่ดีที่สุดของผู้เฒ่าฉินก็เข้ามารับช่วงต่อทันที และเริ่มตรวจสอบทุกอย่างโดยละเอียด
ซึ่งระหว่างที่ฉินไห่เทาแสร้งโคม่า ลูก ๆ ของเขาได้เข้าไปที่โรงพยาบาล จับมือเขาประทับลายนิ้วมือ และสิ่งนี้ยังถูกกล้องในห้องพักผู้ป่วยถ่ายเก็บไว้ทั้งหมด
ขณะที่บ้านตระกูลฉินกำลังวุ่นวาย และมีหลักฐานการฉ้อโกงมากมายออกไปสู่สายตาชาวเน็ต
สีหน้าที่เดิมสงบนิ่งของฉินชาง ค่อย ๆ เย็นลงทีละน้อย เขาอ่านจนจบ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เพียงกำโทรศัพท์แน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อนิ้วยาวดุจลำเทียนขึ้นข้อขาว
ความเงียบกินเวลาอยู่หลายวินาทีก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าไร้ซึ่งความขบขัน
“ดี…”
เสียงทุ้มต่ำลอดผ่านริมฝีปาก วินาทีต่อมา โทรศัพท์ในมือถูกเหวี่ยงออกไปอย่างแรง
เพล้ง!
สมาร์ทโฟนกระแทกกำแพงเต็มแรง ก่อนร่วงลงพื้นจนชิ้นส่วนแตกกระจาย
ฉินชางยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเดือดดาลที่ยากจะปิดบัง
เขายกมือขึ้นลูบใบหน้า ก่อนกำหมัดแน่น ชายหนุ่มไม่ใช่คนที่แสดงอารมณ์ออกมาง่าย ๆ ยิ่งโกรธ เขายิ่งเงียบ แต่ครั้งนี้ความอดทนของเขาถูกใช้จนหมดแล้ว
สายตาของฉินชางเหลือบลงไปยังโทรศัพท์ที่แตกอยู่บนพื้น..
…
“ผู้เฒ่าฉินทำแบบนี้ ไม่ดูเป็นการทุ่มหินทับเท้าตัวเองเหรอคะคุณปู่ ชื่อเสียงตระกูลเสียหายไปหมดแล้ว”
“ไม่หรอก ทำแบบนี้ถูกต้องที่สุดแล้วต่างหาก” ผู้เฒ่าซ่งมีแววตาสงบนิ่ง แล้วอธิบายเพิ่มเติม “เขากำลังทำให้เบื้องบนเห็นต่างหาก ว่าถ้าลูกทำผิด เขาก็จะไม่ปรานี และต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย”
“แต่ทุกคนเข้าใจว่าเขากำลังโคม่าอยู่ในโรงพยาบาล” ซ่งอวิ๋นเอียงคอน้อย ๆ สมองครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ “หรือที่จริงนอกจากคนวงนอก ก็มีแค่ลูกหลานของท่านเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าท่านยังแข็งแรงดี”
“ถูกต้อง คนที่ถูกปิดหูปิดตามีเพียงตระกูลฉิน เบื้องบนรู้ถึงการเคลื่อนไหวของไห่เทาดี เพราะจับจ้องตระกูลฉินมาพักใหญ่”
“แล้วพวกเขาจะไม่รู้ในสิ่งที่เราทำเหรอคะ” หญิงสาวชี้นิ้วขึ้นฟ้า พลางยิ้มแหย
“ตราบใดที่เราทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง และไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ เรื่องความขัดแย้งของเรากับเสวี่ยหลานก็เป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋วในสายตาพวกเขา อีกอย่างเสวี่ยหลานก็ดันพัวพันกับมาเฟียฮ่องกง พวกเขาคงสบายใจถ้าหากเธอถูกกำจัด”
“อ่า แบบนี้นี่เอง” ซ่งอวิ๋นเบาใจลง
“แล้วทางหลานล่ะ เป็นยังไง เจ็บตัวครั้งนี้คุ้มหรือเปล่า” ผู้เฒ่าซ่งถามกลับ
“คุ้มค่ะปู่ เวลาสิบวัน หนูทำอะไรได้เยอะเลย แต่คงต้องขอให้คุณปู่กับพี่หานช่วยอีกแรง” นัยน์ตาดอกท้อค่อย ๆ เยียบเย็น นอกจากตระกูลฉินกำลังวุ่นวาย เธอก็เตรียมหลุมพรางขนาดใหญ่ให้พระเอกแล้ว
ในความฝัน เขายืนอยู่ปากหลุม มองเธอที่กำลังดิ้นรนหลีกหนีความตายด้วยแววตาอำมหิต คราวนี้เธอก็จะทำให้เขาตกต่ำประหนึ่งหนูข้างถนน อยากตายก็ไม่ได้ตาย
และพอซ่งหว่านออกมาจากสถานกักกันของฝ่ายปกครอง คงรู้สึกไม่ต่างกับท้องฟ้าพลิกคว่ำหลายตลบ ตัวช่วยใด ๆ ก็ไม่เหลืออีกแล้ว
“เรากับเสี่ยวหานนี่มันยังไง ช่วงนี้ดูตัวติดกันยิ่งกว่าเดิมอีกนะ มีอะไรอยากบอกปู่หรือเปล่า”
“หนู…”
…
สิบวันในสถานที่กักกันยาวนานกว่าที่ซ่งหว่านเคยคิด วันแรกเธอยังร้องไห้อยู่หลายครั้ง ความรู้สึกอับอายและคับแค้นถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ในสถานีตำรวจ น้ำตาก็เอ่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จากหญิงสาวที่เคยใช้ชีวิตอย่างอิสระ กลับต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบทุกอย่าง ถูกกำหนดเวลาในการกิน การพัก และการดำเนินชีวิต แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็ไม่สามารถใช้ได้ตามใจ
สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกกักกัน คือเมื่อนึกถึงกระแสในโลกออนไลน์
ผู้คนกำลังด่าว่าเธอ คนที่ไม่รู้จักเธอแม้แต่น้อยกลับตัดสินว่าเธอเป็นคนผิดจากเรื่องราวเพียงด้านเดียว
ซ่งหว่านกำผ้าห่มแน่นในยามค่ำคืน น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลเงียบ ๆ ลงบนหมอน
แต่เมื่อร้องไห้จนเหนื่อย ความเสียใจก็ค่อย ๆ จางลง สิ่งที่เหลืออยู่กลับเป็นความแค้น
เธอหลับตาลง ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่ได้คิดถึงตัวเองในฐานะผู้ถูกกระทำอีกแล้ว
เธอกำลังคิดว่า หลังจากออกไปแล้วควรทำอะไรต่อ สิบวันไม่ได้เปลี่ยนให้ซ่งหว่านยอมแพ้ มันกลับทำให้เธอมีเวลามากพอที่จะคิดอย่างรอบคอบ
ต่อหน้าคนอื่น เธออาจร้องไห้ อาจพูดว่าตัวเองเสียใจ และอาจทำเหมือนหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ไม่มีใครรู้ว่าในความเงียบตลอดสิบวันนั้น ความคิดของเธอกลับแจ่มชัดขึ้นทุกวัน
ในที่สุด ซ่งหว่านก็ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยแดงจากน้ำตานิ่งสงบลง
สิ่งที่เธอต้องการตอนนี้ไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นวันที่เธอเดินออกจากสถานที่แห่งนี้ และทำให้ทุกคนที่เคยผลักเธอลงเหวต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้
ทว่าหญิงสาวไม่ทราบเลยว่า เวลาสิบวันนี้ ด้านตระกูลฉินเกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ฉินชางที่เธอคิดว่าเป็นประหนึ่งของไม้ลอยน้ำ ก็กำลังลำบากอยู่เช่นเดียวกัน