LNCrawler

ไม่เหลือที่พึ่งพา

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ไม่เหลือที่พึ่งพา

ประตูสถานที่กักกันของฝ่ายปกครองเปิดออกตรงหน้า ซ่งหว่านก้าวออกมาพร้อมกระเป๋าใบเล็กในมือ แสงแดดยามเช้าสาดลงบนใบหน้าซีดเซียวจนเธอต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

แม้มีหิมะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าอากาศข้างนอกสดชื่นกว่าที่คิด เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ในที่สุดก็ได้ออกมาแล้ว ทว่าความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่

ความทรงจำตลอดสิบวันที่ผ่านมาผุดขึ้นมาในหัวทีละเรื่อง ทั้งสายตาของเจ้าหน้าที่ ห้องพักที่คับแคบ และคำพูดของผู้คนบนโลกออนไลน์ที่เธอได้อ่านก่อนถูกกักตัว

ดวงตาของซ่งหว่านค่อย ๆ เย็นลง เธอไม่มีวันลืม โดยเฉพาะการกระทำของซ่งอวิ๋น

ซ่งหว่านหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งได้รับคืนขึ้นมาเปิดเครื่อง หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมการแจ้งเตือนจำนวนมาก

เธอกวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่หัวข้อข่าวหนึ่งจะสะดุดสายตา

“คุณชายรองฉินกับความจริงเบื้องหลังเรื่องอื้อฉาวกำลังถูกเปิดเผย?” ปลายนิ้วของเธอหยุดนิ่ง หัวใจที่สงบมาตลอดกระตุกอย่างรุนแรง ยิ่งอ่าน สีหน้าของเธอก็ยิ่งเปลี่ยนไป

ข่าวนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องเล็กน้อย ชื่อของฉินชางปรากฏอยู่บนหน้าจอท่ามกลางข้อมูลที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน

เธอเลื่อนหน้าจอลงช้า ๆ หนึ่งย่อหน้า สองย่อหน้า จากนั้นมือที่ถือโทรศัพท์ก็เริ่มสั่น

ฉินชางตกเป็นผู้ต้องหาในหลายคดี รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่พบหลักฐานการถือหุ้นทางอ้อมในโรงพนันผิดกฎหมายหลายแห่ง แม้ชื่อของฉินชางจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในเอกสารผู้ถือหุ้นโดยตรง แต่เส้นทางการเงินกลับเชื่อมโยงไปยังบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา

หัวใจของซ่งหว่านวูบโหวง เธอเลื่อนหน้าจอลง ตำรวจพบธุรกรรมจำนวนมากระหว่างบริษัทหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว โดยบางส่วนถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

เธอเลื่อนต่อ ข่าวใหม่เพิ่งถูกเผยแพร่เมื่อไม่กี่นาทีก่อน

มีการตรวจพบเอกสารทางการเงินบางส่วนที่อาจเชื่อมโยงคนใกล้ชิดของฉินชางกับการจ่ายผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่บางราย เพื่อช่วยปกปิดกิจการสีเทา

สีหน้าของซ่งหว่านค่อย ๆ ซีดลง จากกาสิโนผิดกฎหมาย กลายเป็นเส้นทางเงิน จากเส้นทางเงิน กลายเป็นข้อสงสัยเรื่องฟอกเงิน และตอนนี้ยังมีเรื่องเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีก

ไม่ใช่ข่าวฉาวธรรมดาแล้ว มันกำลังกลายเป็นคดีใหญ่

“เป็นไปไม่ได้…” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน

เมื่อครู่เธอยังคิดว่าจะกลับไปสะสางทุกอย่างกับคนที่ทำให้ตัวเองต้องถูกกักกัน

แต่เพียงไม่กี่นาทีหลังได้รับอิสรภาพ โลกที่เธอคิดว่าตัวเองรู้จักกลับเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นพลิกคว่ำคะมำหงาย

และคนที่ยืนอยู่ตรงใจกลางของเรื่องทั้งหมดคือฉินชาง

ซ่งหว่านจ้องหน้าจออยู่นาน ความโกรธที่มีต่อซ่งอวิ๋นยังคงอยู่ แต่ในเวลานี้ มันถูกหวาดหวั่นกลบจนแทบหมดสิ้น

เธอไม่รู้ว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉินชางไปอย่างไร

สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ สิบวันที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองกำลังรอวันออกไปเอาคืนคนอื่น แต่กลับพบว่าตอนนี้เธอแทบจะเหลือตัวคนเดียว ไม่มีคนสนับสนุน ก็เหมือนเธอถูกตัดแขนตัดขา

กว่าจะตั้งสติได้ หญิงสาวต้องสูดลมหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง แต่ยังไม่ทันก้าวขาออกไปไหน เธอก็เห็นใครบางคนอยู่ไกล ๆ และร่างกายเธอขยับไปเร็วกว่าสมอง รีบควานหาขอนไม้ใหม่เพื่อเป็นหลักยึดให้ตนเอง

“พี่รอง..” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ ยามเอ่ยเรียกซ่งเซินที่ยังคงนั่งอยู่บนรถเข็น “พี่มารับฉันเหรอคะ”

ซ่งเซินหันกลับไปตามเสียงเรียก หัวคิ้วเขาขมวดมุ่นเล็กน้อย ขณะที่พ่อบ้านซ่งซึ่งด้วยกันยังยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

“เธอออกจากสถานกักกันวันนี้เหรอ” ท่าทางของชายหนุ่มดูห่างเหินอย่างชัดเจน

เขาทราบสิ่งที่ซ่งหว่านทำทั้งหมดแล้ว และมันยิ่งตอกย้ำว่าที่ผ่านมาเขาโง่งมขนาดไหน ดังนั้นในตอนนี้ คนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดก็คือซ่งหว่าน

สิ้นเสียงชายหนุ่ม บรรยากาศรอบด้านพลันตกสู่ความเงียบ ซ่งหว่านหน้าร้อนผะผ่าว ใช่ว่าเธอมองไม่ออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับซ่งเซินไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทว่าในตอนนี้ เธอไม่เหลือใครให้พึ่งพา จึงอยากลองเสี่ยงดู

“พี่ก็คิดเหมือนคนอื่นใช่ไหมคะ แค่เพราะฉันไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของคุณพ่อ พี่ก็เลยรังเกียจฉัน”

ซ่งเซินส่ายศีรษะ แววตาหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “เปล่าเลย ต่อให้เธอเป็นลูกชู้ แต่ถ้าข้างในเธอไม่ได้บิดเบี้ยว บางทีฉันคงอาจยังคิดว่าเป็นความผิดของผู้ใหญ่”

“พี่รอง..” ซ่งหว่านชะงัก ดวงตาไหววูบ จดจ้องเขาผ่านม่านน้ำตา ตกใจอยู่ไม่น้อยที่อีกฝ่ายดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

“อย่าให้ฉันสาธยายเลยว่าตัวเองอับอาย รู้สึกผิด และละอายใจแค่ไหนที่ต้องมารู้ธาตุแท้ของเธอ ฉันตาบอดไปจริง ๆ” ซ่งเซินหัวเราะขื่นขม

ที่ผ่านมาเขาทำลายความสัมพันธ์ตลอดสิบแปดปีระหว่างเขากับซ่งอวิ๋น เพราะคิดว่าซ่งหว่านน่าสงสาร สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรเล่า แม้แต่วันรวมญาติ เขายังไม่กล้ามองหน้าซ่งอวิ๋นตรง ๆ เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ซ่งหว่านกำลังจะแก้ต่างให้ตนเอง เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังจากทางด้านหลัง

“อาเซิน”

ผู้มาใหม่คือเพื่อนร่วมวงของซ่งเซิน เขาใจร้อนจึงมีเรื่องชกต่อยกับลูกค้าที่อยู่ในสภาพมึนเมา เนื่องด้วยหลังจากวงแตก เขาก็ไปเล่นดนตรีในร้านอาหาร แต่ถูกคนเมาพูดจาดูถูก จึงเผลอลงไม้ลงมือ สุดท้ายก็ถูกส่งตัวมากักกัน

ซึ่งวันนี้เป็นวันที่เขาได้รับอิสรภาพ

“ไง? ดูแย่เหมือนกันนะ”

“อืม ฉันอึดอัดจะตายอยู่แล้ว สัญญาเลยว่าชีวิตนี้จะไม่ทำเรื่องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางอีกเด็ดขาด” ชายหนุ่มมีสีหน้าเหยเก แต่เมื่อหันไปเห็นซ่งหว่าน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป จากที่เคยมองเธอเป็นน้องสาวคนหนึ่ง ตอนนี้แววตากลับเต็มไปด้วยความห่างเหิน และไม่อยากเสวนาด้วยอย่างชัดเจน

“พวกเรากลับกันเถอะ” ซ่งเซินไม่อยากอยู่ตรงนี้นานเกินไปนัก เพราะยิ่งเห็นหน้าซ่งหว่าน ก็ยิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกผิดกับซ่งอวิ๋นมากขึ้น

“อืม ฉันหิวมาก อาหารในสถานกักกันไม่อร่อยเลยสักนิด”

“เดี๋ยวฉันพาไปร้านฟู่ฉาง ตอนนี้มีเมนูใหม่ออกมาด้วย บางทีนายน่าจะชอบ”

“พี่รอง” ซ่งหว่านทำหน้าหนา เอ่ยรั้งเขาไว้ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ทว่าเสียงของเธอกลับไม่สามารถรั้งซ่งเซินไว้ได้ เขากับเพื่อนหันหลังจากไปราวกับว่าเธอไร้ตัวตน

ฝ่ามือข้างลำตัวซ่งหว่านสั่นระริก ความอ้างว้างเข้ามาปกคลุมจนเธอแทบก้าวขาไม่ออก แต่พอรู้สึกตัวอีกที เธอก็เดินออกมาจากสถานกักกันแล้ว

ซ่งหว่านเพิ่งรู้ว่าอิสระไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจอย่างที่คิด ถนนเบื้องหน้ายังคงพลุกพล่าน ผู้คนเดินสวนกัน รถยนต์เคลื่อนผ่านไม่ขาดสาย ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติราวกับสิบวันที่หายไปจากชีวิตของเธอไม่เคยเกิดขึ้น

มีเพียงเธอที่รู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

ซ่งหว่านยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง โทรศัพท์ในมือเต็มไปด้วยข่าวและข้อความที่เธอยังไม่พร้อมเปิดอ่าน

เมื่อก่อน หากเกิดเรื่องขึ้น อย่างน้อยเธอยังมีฉินชาง เพียงคิดถึงชื่อของเขา เธอก็เคยรู้สึกว่าต่อให้เรื่องยุ่งยากเพียงใด สุดท้ายก็ยังมีคนช่วยจัดการให้

แต่ตอนนี้ฉินชางกำลังถูกปัญหามากมายรุมล้อม ความคิดที่จะกลับไปสะสางเรื่องกับซ่งอวิ๋นจึงพลันหนักอึ้งขึ้นมา

เธอยังแค้น ยังต้องการเอาคืน แต่ครั้งนี้ไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังให้เธอพึ่งพาอีกแล้ว

ความรู้สึกบางอย่างกดทับอยู่กลางอก ไม่ใช่ความกลัว หากเป็นความว่างเปล่าที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งไว้กลางโลกกว้าง

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “สุดท้ายก็เหลือแค่ฉันคนเดียวสินะ”

...

ภายในห้องสอบสวนมีเพียงความอึดอัด ชวนให้หายใจหายคอลำบาก ฉินชางดวงตาแดงก่ำราวสัตว์ป่าบาดเจ็บ หลักฐานในมือเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้เขาไม่อาจแก้ต่าง แม้จะบอกว่าขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก็ไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย

ต้องกล่าวว่าคนอยู่เบื้องหลังวางแผนมาอย่างแยบยล ไม่เหลือช่องว่างให้เขาเอาตัวรอด

“ผู้ต้องหาฉิน มีอะไรอยากสารภาพเพิ่มเติมหรือเปล่า”

“ผมต้องการพบซ่งอวิ๋น” ฝ่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเดี๋ยวกำเดี๋ยวคลาย

ชายหนุ่มไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าคราวนี้ต้องเป็นฝีมือคนตระกูลซ่ง เพราะจำได้ดีว่าสายตาของซ่งอวิ๋นในวันนั้นพร้อมดับเครื่องชนขนาดไหน และไม่น่าเชื่อว่าเธอจะจัดการเขาได้อยู่หมัดขนาดนี้

“แฟนของคุณคือฮวาหว่านไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องอยากเจอคุณซ่งอวิ๋น” เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้นี้ติดตามเรื่องอื้อฉาวบนโลกอินเทอร์เน็ตมาตลอด จึงพอจะทราบถึงความขัดแย้งอยู่บ้าง

“เป็นเหตุผลส่วนตัว ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมถูกคุมตัวอยู่แบบนี้ ทำร้ายเธอไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มหัวเราะเชิงขบขัน แต่นัยน์ตาคมอันแดงช้ำของเขา ส่งให้เขาดูน่ากลัวมากขึ้นทวีคูณ

“ได้ ผมจะแจ้งให้ แต่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะยอมมาหรือเปล่า”

 

สองชั่วโมงต่อมา

ซ่งอวิ๋นยืนอยู่หน้าลูกกรง ดวงตาคู่สวยจับจ้องฉินชางอย่างเย็นชา ข้างกายเธอคือเฟิงมู่หาน เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับกดดัน แต่คนถูกขังกลับหัวเราะออกมา

“ที่ตระกูลฉินตกต่ำ คนอยู่เบื้องหลังคือแกเองสินะ” สมองฉินชางแล่นเร็วจี๋ ตอนนี้พ่อกับลุงใหญ่โดนดำเนินคดีแล้ว ร้ายแรงถึงขนาดที่ตระกูลฉินอาจล่มจมลงในไม่ช้า

เดาได้ไม่ยากว่านอกจากเป็นฝีมือตระกูลซ่งแล้ว ยังมีตระกูลเฟิงยื่นมือเข้าช่วย

“เปล่า” เฟิงมู่หานปฏิเสธเรียบ ๆ

“กล้าทำไม่กล้ารับ? หรือกลัวดูแย่ในสายตายัยนี่” สายตาอำมหิตจับจ้องซ่งอวิ๋น แต่ชั่วเสี้ยววินาที แววตานั้นก็กลับเป็นปกติ เพราะเขารู้ตัวว่าตนเองอยู่ในสถานะที่ต้องขอร้องซ่งอวิ๋น


ช่วงนี้ไรท์มาช้าหน่อยนะคะ น้ำเพิ่งลด ต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่เลย