LNCrawler

ลอบสังหาร

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ลอบสังหาร

เฟิงมู่หานได้ยินดังนั้นเขาก็ไหวไหล่อย่างไม่แยแส “จะว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยก็คงถูกทั้งหมด เพราะข้อมูลหลักฐานหลายอย่างก็มาจากฉันจริง ๆ”

สิ้นเสียงเฟิงมู่หาน ฝ่ามือข้างลำตัวฉินชางพลันกระตุกเกร็งขึ้นมาน้อย เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ช่วงขายาวภายใต้กางเกงก้าวไปหยุดเบื้องหน้าคนทั้งสอง

ซ่งอวิ๋นเชื่อเหลือเกินว่า หากไม่มีลูกกรงเหล็กคั่นไว้ เขาคงอยากพุ่งเข้ามาขย้ำคอเธอกับพี่หานอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะเดียวกัน เฟิงมู่หานเบี่ยงกายเล็กน้อย กันซ่งอวิ๋นไว้ครึ่งตัว แม้อีกฝ่ายจะอยู่ห่างจนไม่อาจยื่นมือมาถึงพวกเขา แต่คล้ายว่าการปกป้องซ่งอวิ๋นกลายเป็นสัญชาตญาณของเขาไปแล้ว

“ไม่ว่าตระกูลฉินตกต่ำลง หรือนายตกอยู่ในสภาพนี้เพราะใคร บทสรุปก็คือนายแพ้แล้ว ที่ฉันอยากรู้ก็คือ นายเรียกฉันมาที่นี่ทำไม”

หญิงสาวไม่ชอบเยิ่นเย้อ จึงถามตรง ๆ เพราะการมองหน้าอีกฝ่ายนานกว่านี้ เธอยิ่งรู้สึกอยากตะบันหน้าเขาสักหมัดสองหมัดให้หายหงุดหงิดใจ

ฉินชางจดจ้องใบหน้าซ่งอวิ๋น คล้ายจะมองให้ทะลุไปถึงจิตวิญญาณ “นั่นสินะ ฟื้นฝอยหาตะเข็บไปก็ไม่มีประโยชน์”

ซ่งอวิ๋นไม่ได้ตอบ ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นฝ่ายยืนอยู่ปากหลุม มองความพังพินาศย่อยยับของตระกูลซ่งเป็นเรื่องตลก แต่คราวนี้เธอเป็นผู้กุมชัยชนะ นอกจากสะใจแล้ว เธอก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าเขาหลงรักซ่งหว่านที่ตรงไหน

ฉินชางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาสัมผัสได้ว่าแววตาของอีกฝ่ายเจืออารมณ์สมเพชอยู่จาง ๆ แต่เขาไม่สนใจ

เขามีเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ซ่งอวิ๋นช่วย และนั่นทำให้เขาต้องกลืนความรู้สึกชิงชังคั่งแค้นลงอกไปให้หมด

“ฉันมีเรื่องอยากให้เธอช่วย”

“โอ้ ประหลาดใจจังเลย” ซ่งอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย

ฉินชางเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดต่อไปเหมือนติดอยู่ในลำคอ คนอย่างเขาไม่เคยขอร้องใคร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมลดสายตาลงเล็กน้อย

“ถ้าเธอช่วยฉันเรื่องนี้ได้..” เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม “ฉันจะไม่ลืมบุญคุณ”

ซ่งอวิ๋นมองเขานิ่ง ๆ เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นฉินชางดูจริงใจขนาดนี้ และเธอเดาได้ว่ามันเป็นเรื่องซ่งหว่าน แต่ถึงอย่างนั้น แววตาของชายหนุ่มก็ยังคงเย็นชา เขาไม่ได้ยอมรับความพ่ายแพ้

“ขอร้องจากคนที่นายอยากทำลายให้สิ้นซากเนี่ยนะ หน้าด้านเกินไปหรือเปล่า”

“เธอเข้าใจอะไรผิดไปไหม ฉันคิดทำลายเธอตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉินชางแทบจะลดศักดิ์ศรีของตัวเอง พลิกลิ้นและกลับกลอกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เขาเพียงแค่รู้ดีว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ อาจทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่ต้องการมากกว่าเดิม

“ว้าว พี่หานดูสิ การแสดงของเขาสุดยอดมากเลยว่าไหมคะ สมแล้วที่เป็นแฟนของฮว่าหว่าน” ซ่งอวิ๋นปรบมือชื่นชม ทว่านัยน์ตาดอกท้อเยียบเย็นและคมกริบไม่ต่างจากใบมีด

“เก่งจริง ๆ นั่นแหละ” เฟิงมู่หานไม่ปกปิดสีหน้าเหยียดหยาม รอยยิ้มอบอุ่นที่มักติดอยู่ที่มุมปากค่อย ๆ คลายลง “อยากขอร้องให้อวิ๋นเอ๋อร์ปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปสินะ”

“แล้วได้หรือเปล่า?” ฝ่ามือข้างลำตัวฉินชางกำแน่นจนเส้นเลือดปรากฏเด่นชัด เขาข่มอารมณ์แม้จะถูกถากถาง รู้ตัวว่าวันนี้เขาพ่ายแพ้แล้ว ดังนั้นอย่างน้อยหากอาหว่านรอดพ้นไปได้ เขาคงหมดห่วง

ซ่งอวิ๋นเงียบไปชั่วขณะ แม้อีกฝ่ายจะดำมืดและโรคจิต แต่ความรักที่เขามีต่อซ่งหว่านเป็นของจริง รักถึงขั้นตาบอด ยอมช่วยซ่งหว่านในทุกเรื่องที่หล่อนขอ

“เห็นทีคงไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นชอบเตะแผ่นเหล็ก ไม่รู้แค้นอะไรนักหนา ต่อให้อวิ๋นเอ๋อร์ละเว้นครั้งนี้ หล่อนก็คงรนหาที่ตายอยู่ดี”

“…” ฉินชางเถียงไม่ออก เพราะเขาก็รู้อยู่แก่ใจ อาหว่านไม่มีทางรามือแน่

“เอาแบบนี้ดีไหม ฉันจะส่งเธอเข้าไปอยู่ในคุก ให้นายกับเธอคุยกันผ่านจดหมาย”

“ซ่งอวิ๋น!!” ชายหนุ่มคำรามในลำคอ

“อย่าเพิ่งโกรธสิ ฟังฉันอธิบายก่อน” ซ่งอวิ๋นยกมือสองข้างขนานหน้าอก ใบหน้าสวยประดับรอยยิ้มสดใส “ถ้าหล่อนตามนายเข้าไปในคุก หล่อนก็จะเป็นคนรักของนายคนเดียว แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือไง”

“…” คราวนี้ฉินชางเป็นฝ่ายเงียบไป

ซ่งอวิ๋นยิ้มกว้างกว่าเดิม โดยพื้นฐานแล้ว พระเอกเป็นคนยึดติด ผู้หญิงที่เขารักต้องเป็นของเขาเท่านั้น ในนิยายที่เธอเห็นในความฝัน ฉินชางถึงขั้นกำจัดผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้ซ่งหว่าน

ด้านซ่งหว่านเองก็แอบพอใจอยู่ลึก ๆ เลยยั่วให้เขาหึงบ่อย ๆ สมชื่อพระเอกโรคจิต นางเอกวิปลาส

“เอาตามนี้แล้วกัน สบายใจกันทุกฝ่าย” เฟิงมู่หานไม่เข้าใจความบิดเบี้ยวในจิตใจอีกฝ่าย แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ฉินชางไม่ตกลง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอยู่ดี

“อ้อ มีอีกเรื่องที่นายยังไม่รู้ ที่จริงแล้วผู้เฒ่าฉินไม่ได้ป่วยหรอก เขามีสติรับรู้ทุกอย่าง จะว่าเขาเป็นคนจัดการกับพ่อและลุงใหญ่ของนายก็ไม่ผิดนัก”

“เธอพูดบ้าอะไร!!” ร่างกายฉินชางชาวาบ เผลอลืมหายใจไปชั่วขณะ เสียงตะคอกทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจโผล่หน้าเข้ามาดูสถานการณ์ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าห่วง เขาก็กลับไปทำงานของตัวเอง

“เขายังคาดหวังให้พี่หานไปรับช่วงต่อจากตระกูลฉิน น่าตกใจมากเลยใช่ไหม” ซ่งอวิ๋นเชิดคางเล็กน้อย ใบหน้าเขาเปลี่ยนสีไปมาอย่างน่าดูชม

“ไม่จริง” ฉินชางพึมพำกับตนเอง ภาพเหตุการณ์หลายอย่างย้อนกลับมาราวกับเขากำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง สิ่งตอกย้ำความรู้สึกมากที่สุดคือ คุณปู่มองดูพวกเขาทำเรื่องโง่เขลา และเฝ้ารอจัดการให้จบสิ้นในคราเดียว

“ไปกันเถอะค่ะพี่หาน ออกมานาน ฉันเริ่มหิวแล้ว อากาศหนาวแบบนี้ อยากซดน้ำซุปร้อน ๆ” หญิงสาวลูบท้องป้อย ๆ

“ครับ อยากกินร้านไหน เดี๋ยวพี่พาไป”

“เดี๋ยว!” ฉินชางได้สติกลับมาก็ตอนที่เห็นแผ่นหลังของคนทั้งคู่กำลังจะหายไปจากทางเดินหน้าห้องขัง แต่ฝ่ายนั้นไม่คิดเหลียวหลังกลับมา

…

เสวี่ยหลานนอนบนเก้าอี้โยก มองดูหิมะโปรยปราย หลายวันมานี้เธอร้อนใจแก้ไขปัญหาให้ลูกชายจนหัวหมุน แต่คล้ายว่ามีมือมืดหลายฝ่ายต้องการทำลายเจียงกรุ๊ปให้ล่มจม เพราะไม่ว่าช่วยอย่างไร บริษัทเจียงก็ยังตกต่ำลงเรื่อย ๆ

“นายหญิง เข้าไปข้างในเถอะค่ะ ตรงนี้หนาวมาก ท่านจะป่วยเอาได้”

“ป่วยกายยังไม่สาหัสเท่าป่วยใจ” เสวี่ยหลานกำหมัดแน่น ยิ่งนึกถึงลูกชายที่ซูบผอม และเริ่มติดสุราเพราะต้องการระบายความเครียด เธอยิ่งปวดใจแทบกระอัก

“แต่หากท่านทรมานร่างกายตัวเองจนล้มป่วย ใครจะช่วยเหลือนายท่านเจียงกั๋วล่ะคะ”

“นั่นก็จริง” เสวี่ยหลานดึงสติกลับมา ก่อนจะดันกายขึ้นจากเก้าอี้โยกตัวโปรดโดยมีคนสนิทช่วยประคอง ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงบางเรื่องขึ้นมา “ยังไม่มีโอกาสลงมืออีกเหรอ”

“ถ้าหมายถึงเรื่องแม่ชีจ้าว คนของเรารายงานว่าจ้าวอิ๋นเก็บตัวอยู่ในหอสักการะเทพเจ้า แทบไม่ออกมาเลยค่ะ”

“ไม่ต้องรอแล้ว ส่งนักฆ่าเดนตายเข้าไปเลย” เสวี่ยหลานคิดว่าตนเองไม่มีความอดทนมากมายขนาดนั้น ตอนนี้มีเรื่องเจียงกั๋วเข้ามาให้เธอแก้ และเธอไม่ชอบเห็นตระกูลฉินสงบสุขเกินไปนัก

“รับทราบค่ะนายหญิง”

…

แม่ชีจ้าวอิ๋นนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะรองสีเข้ม สวมนักบวชเรียบง่าย ผมถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสงบนิ่งจนแทบมองไม่เห็นอารมณ์ใด ดังเช่นทุกวัน

มือทั้งสองประสานกันอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากขยับท่องบทสวดด้วยเสียงแผ่วเบา ทุกถ้อยคำสม่ำเสมอและเนิบช้า

ท่ามกลางความเงียบของหอสักการะ ทำให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งดูห่างไกลจากโลกภายนอก เมื่อบทสวดสิ้นสุดลง จ้าวอิ๋นจึงลืมตาขึ้น

สายตาของหญิงชราทอดมองเปลวเทียนตรงหน้าอย่างนิ่งสงบ เปลวเทียนไหววูบตามกระแสลมหนาวที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง

“ประสกอยู่ตรงนั้นนานแล้ว มีกิจธุระใดหรือ” เสียงเนิบช้าหลุดจากริมฝีปากหญิงชรา

นักฆ่าชุดดำที่ลอบเข้ามาจากทางหน้าต่าง และเก็บซ่อนลมหายใจอยู่นานถึงกับใจวูบลง เขาเป็นนักฆ่าเดนตายก็จริง แต่ฝีมือของเขาก็นับได้ว่าอันดับหนึ่ง ลงมืองานไหนก็ไม่พลาด

วันนี้เขายังคิดว่างานนี้ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แค่ลอบฆ่าแม่ชีแก่ ๆ รูปหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขายังใจดีให้หญิงชราสวดมนต์ให้เสร็จก่อน ตอนตายจะได้ไม่คาใจ

อีกส่วนหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าเสียงท่องบทสวดช่วยกล่อมเกลาจิตใจดำมืดของเขาได้ดีไม่น้อย

“ชักช้าอยู่ทำไม ประสกเยี่ยนออกมาเถอะ รอให้สวดเสร็จก่อนค่อยลงมือไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงจ้าวอิ๋นยังเรียบเรื่อย ดวงตาลุ่มลึกประหนึ่งบ่อน้ำไร้ก้น

“!!” คราวนี้นักฆ่าเดนตายใจกระตุก อีกฝ่ายเรียกชื่อแท้จริงเขาออกมา ทั้งยังทำราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะลงมือ นี่เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกหวาดกลัว ไม่ต่างจากตอนฆ่าคนครั้งแรก

“ประสกกรรมหนักนัก ลูกสาวของประสกที่อยู่ในครรภ์กลับต้องรับผลกรรมที่ประสกก่อไว้”

เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังชายชุดดำ ขาสองข้างสั่นเทา เรื่องที่ภรรยาตั้งครรภ์ เขาเพิ่งทราบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

อีกทั้งไม่มีใครรู้เลยว่าเขาแอบซ่อนภรรยาไว้ในความมืด ซึ่งเมื่อรู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เขาจึงตั้งใจว่าจะรับงานนี้เป็นงานสุดท้าย ละทิ้งตัวตนนักฆ่าเดนตาย และใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ

“ไม่ออกมาก็ไม่เป็นไร” สิ้นเสียงแม่ชีจ้าว ลำคอของนักฆ่าเดนตายก็สัมผัสได้ถึงความแสบสันแสนคุ้นเคย ปลายมีดคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอของเขา

ผู้หญิงคนนี้ มายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่..