LNCrawler

กรรมใครกรรมมัน

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

กรรมใครกรรมมัน

“มะ มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” น้ำเสียงนักฆ่าสั่นเครือเป็นครั้งแรก ปลายมีดคมกริบลากผ่านลำคอเขาอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงรอยแผลตื้น ๆ บนผิวหนัง ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาพร้อมเลือดหยดเล็กที่ไหลซึม

“สำคัญด้วยหรือ” หญิงวัยกลางคนในชุดนักบวชใช้ปลายมีดกดแนบอยู่ตรงลำคอบริเวณเส้นชีพจร

ความคมของมันแตะผ่านผิวหนังเพียงแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอให้นักฆ่ารับรู้ถึงอันตรายที่อยู่ห่างจากความตายเพียงเสี้ยววินาที

หากเจ้าของมีดเพิ่มแรงกดขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย คมมีดก็อาจกรีดผ่านผิวหนังลงไปได้

ลมหายใจของนักฆ่าชะงักค้างในลำคอ เขาไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากเอื้อนเอ่ยคำใด

แม่ชีจ้าวลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง ก่อนตรงเข้าไปหานักฆ่าอย่างเชื่องช้า “ประสกเยี่ยนกรรมหนามากพอแล้ว หากวันนี้ยังคิดก่อกรรมต่อไป คงไม่ได้ผุดได้เกิดชั่วกัปชั่วกัลป์”

“ฉัน..” นักฆ่าเดนตายขยับปาก แต่ไม่อาจเปล่งเสียง ยิ่งแม่ชีจ้าวสาวเท้าเข้ามาใกล้เขามากเท่าไหร่ เส้นขนบนร่างกายเขายิ่งลุกชันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ขาสองข้างสั่นเทา ราวกับถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นทับจนหายใจหายคอลำบาก

“ประสกอาจคิดว่างานนี้ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่ความจริงแล้วในหอสักการะนี้ไม่ต่างจากป้อมปราการเหล็ก”

นักฆ่าไม่ตอบ สิ่งที่เขาอยากรู้นอกจากเรื่องความตายของตัวเอง ก็คือเรื่องของลูกในครรภ์ “ลูกของฉัน..”

“ทุกสิ่งที่รู้ก็บอกประสกเยี่ยนไปหมดแล้ว ดังนั้นมีทางเลือกให้สองทาง”

“ทางเลือกอะไร” นักฆ่าเดนตายสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ปลายมีดเย็นเฉียบกดลึกมากขึ้น ขอแค่หญิงวัยกลางคนในคราบนักบวชกดมีดแรงขึ้นอีกนิด พนันได้เลยว่าเขาจะถูกปลิดชีพในชั่วเสี้ยววินาที

หากเป็นปกติ เขาคงดิ้นรนต่อสู้เอาตัวรอด แต่คนด้านหลังแรงเยอะกว่าผู้ชายอกผายไหล่ผึ่งอย่างเขา อีกทั้งเขายังถูกแม่ชีจ้าวทำให้หวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรี่ยวแรงก็ราวกับถูกสูบออกไปจนหมด

“ทางเลือกแรก จะให้โอกาสประสกเยี่ยนหนีไปจากที่นี่ ทำเหมือนว่าเรื่องวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทางเลือกที่สอง ประสกทำงานที่ได้รับคำสั่งให้ลุล่วง แต่นั่นย่อมต้องแลกด้วยชีวิต” จ้าวอิ๋นประสานมือไว้ตรงหน้าท้องอย่างสำรวม แววตาเต็มไปด้วยความเมตตาแกมเวทนา

“…” นักฆ่าเดนตายลำคอแห้งผาก ปลายมีดของคนด้านหลังเริ่มกดลึกมากขึ้น อีกแค่นิดเดียวก็จะกรีดลึกลงไปถึงเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอของเขาแล้ว

“อย่าปล่อยให้แม่ชีจ้าวรอนาน ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าไม่เลือกสักทาง ฉันจะเป็นคนเลือกให้เอง” เนื้อเสียงเหี้ยมเกรียมกระซิบชิดใบหู “ห้า สี่ สาม..”

เสียงนับถอยหลังก้องอยู่ในโสตประสาท สมองเขาเริ่มมึนเบลอ สายตาพร่ามัวลงอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ว่าตนเองกำลังจะหมดสติ แต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่รักษาคำพูด จึงพึมพำเสียงเบา “ทาง ทางแรก”

พรึบ!!

ร่างของนักฆ่าอ่อนปวกเปียก เขาหมดสติไปพร้อมโลหิตสีสดที่ไหลเปื้อนชุดสีดำ จ้าวอิ๋นจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

“พาออกไปให้พ้นเขตอาราม”

“นายหญิง.. ทำไมถึง” บอดี้การ์ดหญิงมือฉมังสลัดคราบนักบวช แม้เธอจะอายุค่อนข้างมากแล้ว แต่ฝีมือไม่เคยตกเลย และเป็นคนที่ผู้เฒ่าซ่งไว้ใจให้มาดูแลภรรยา

“คนคนนี้ถึงฆาตอยู่แล้ว เธอไม่ควรสร้างกรรมให้ตนเอง” จ้าวอิ๋นส่ายศีรษะ ดวงตาลุ่มลึกจับจ้องพุทธองค์

“ถึงฆาตแล้วเหรอคะ”

“ถูกต้อง..” แม่ชีจ้าวพยักหน้า

เดิมทีเธอทำนายไว้แล้วว่าตนเองกำลังจะเผชิญเคราะห์ จึงเตรียมตัวรับมือ ปลายมีดนั้นอาบย้อมไปด้วยยากดประสาท เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดก็จะทำให้หมดสติภายในเวลาไม่กี่นาที

การที่เธอเสียเวลาพูดกับเขา เพียงเพราะกำลังรอให้ยาออกฤทธิ์ก็เท่านั้น กับคนที่ถึงฆาตแล้ว การไม่เอาตัวเองเข้าไปพัวพัน เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

“ให้คนของเราพาตัวเขาออกไปเถอะ กรรมใครกรรมมัน”

“ค่ะนายหญิงผู้เฒ่า”

สิ้นเสียงรับคำสั่งอย่างเคร่งครัด แม่ชีชราก็ตรงไปนั่งบนเบาะอีกครั้ง มือประสานไว้ตรงหน้า แล้วหลับตาลง ท่องพระสูตรด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

…

ซ่งหว่านพาร่างกายอ่อนล้ามาหาฉินชาง วันนี้สติเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ทั้งยังโดดเดี่ยวราวกับโลกทั้งใบกำลังทอดทิ้งเธอ

หญิงสาวหยุดอยู่หน้าห้องขังภายในสถานีตำรวจ สองมือกำแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว

ภายในห้องคุมขังชั่วคราว ฉินชางนั่งเอนหลังพิงกำแพง เสื้อเชิ้ตของเขายับย่น ใบหน้าซีดเซียวจากการถูกสอบปากคำตลอดทั้งวัน แม้จะพยายามนั่งตัวตรง แต่ความเหนื่อยล้าก็ยังปรากฏชัดในแววตา

ลูกกรงเหล็กสีดำคั่นกลางระหว่างพวกเขา ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลก

หัวใจของซ่งหว่านบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก

คนที่เคยสง่างาม คนที่เคยยืนอยู่ข้างเธอ คอยปกป้องเธอจากทุกปัญหา บัดนี้กลับถูกขังอยู่หลังลูกกรงไม่ต่างจากอาชญากรคดีร้ายแรง

“พี่ชาง” เสียงเรียกของเธอสั่นเครือ

“อาหว่าน” ฉินชางเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเธอ เขาพยายามยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับต้องการปลอบใจคนที่อยู่อีกฝั่ง แต่ความจริงเขากำลังปกปิดความดำมืดในดวงตา

เธอก้าวเข้าไปใกล้ลูกกรง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะเหล็กเย็นเฉียบตรงหน้า

“ผ่านมาแค่สิบวัน ทำไมทุกอย่างถึง..” คำถามนี้ลอยวนเวียนอยู่ในสมองเธอไม่หายไปไหน

ทุกอย่างรวดเร็วเกินไป เธอตั้งรับไม่ทัน

“ขอโทษนะเสี่ยวหว่าน พี่มาส่งเธอได้แค่นี้จริง ๆ” ปากบอกเช่นนั้น ทว่าส่วนลึกในใจ เขากลับเห็นด้วยกับข้อเสนอของซ่งอวิ๋นและเฟิงมู่หาน

คดีของเขาค่อนข้างหนักหนา ไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้จะได้ออกมาจากคุกหรือเปล่า การปล่อยเธอไว้ข้างนอก คนสวยมีเสน่ห์อย่างเธอ นานไปเธอย่อมพบเจอผู้ชายคนใหม่ ดังนั้นเขาอยากเห็นแก่ตัวมากกว่า

หากเธอถูกส่งเข้าคุกด้วยคดีร้ายแรง เธอก็จะเป็นของเขาคนเดียวไปตลอดชีวิต

“ฉันไม่เหลือใครแล้ว ถ้าพี่ไม่อยู่ ใครจะคอยปกป้องฉันล่ะ” ซ่งหว่านกัดริมฝีปากจนห้อเลือด

ใจจริงแม้ซ่งหว่านจะรู้สึกว่าเธอโดดเดี่ยว แต่หญิงสาวไม่คิดว่าตัวเองจะสิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เธอยังสาวยังสวย ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับผู้ชายเพียงคนเดียว

วันนี้ฉินชางถูกจับ เธอก็แค่หาขอนไม้ใหม่ให้ตนเองมีที่ยึดเกาะ และเธอเชื่อว่าแม้ตนเองจะมีข่าวเสียหายมากเท่าไหร่ แต่ยังสามารถใช้ความสวยของตนเองให้เป็นประโยชน์

หากซ่งอวิ๋นรู้ความคิดอ่านของพระเอกนางเอก เธอคงกลอกตามองบน แล้วค่อนขอดในใจว่า ความรักหวานชื่นของคนทั้งคู่ก็เท่านี้เอง

“เพราะแบบนั้นพี่เลยอยากให้เธอรามือ อย่าคิดแก้แค้นอีกเลยนะหว่านเอ๋อร์ หากเธอกลับตัวแล้วเริ่มต้นใหม่ เงินทองที่เธอมีก็ทำให้เธอสุขสบายไปได้ตลอดชีวิต”

“ฉัน..” เธอปล่อยวางไม่ได้ ยิ่งเธอเห็นว่าซ่งอวิ๋นและครอบครัวซ่งเริ่มกลับมาสมานฉันท์กันมากขึ้นเท่าไหร่ หัวใจเธอยิ่งร้อนรน จนอยากฉีกกระชากความอบอุ่นนั่นทิ้งไปเสีย

ทำไมคนที่มีความสุขตอนนี้ไม่ใช่เธอ ทำไมซ่งอวิ๋นถึงรายล้อมไปด้วยผู้คนมากที่พร้อมจะปกป้องและมอบความสุขให้โดยไร้เงื่อนไข

“พรุ่งนี้พี่ต้องถูกส่งตัวแล้ว เธอลองคิดดูดี ๆ นะ พี่อยากเห็นเธอมีความสุข อีกอย่าง.. ถ้าเธอพบเจอใครที่ดีกว่า เธอไปกับเขาได้เลย ไม่ต้องห่วงพี่”

พูดแล้ว นัยน์ตาคมคายก็จ้องเข้าไปในดวงตาซ่งหว่าน ราวกับกำลังค้นหาบางอย่าง

“ไม่ค่ะ ถ้าไม่ใช่พี่ ฉันก็จะไม่รักใครอีกแล้ว”

ฉินชาง “…”

โกหก ผู้หญิงคนนี้พร้อมสลัดเขาทิ้งแล้ว เขารู้จักเธอมาสองชาติ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเธอกำลังโป้ปด

ชีวิตนี้อย่าหวังเลยว่าจะได้หนีไปจากเขา ถ้าเธอไม่ได้อยู่ในอ้อมกอดเขา ก็ไม่ควรมีใครได้ไปทั้งสิ้น

…

ผู้เฒ่าฉินนั่งอยู่ในห้องโถงรับแขกของตระกูลฉิน เขาออกจากโรงพยาบาลหลังจากลูก ๆ และหลานชายถูกจับเข้าคุกได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เขายังต้องแสดงว่าตัวเองป่วยกระเสาะกระแสะเพื่อตบตาชาวเน็ตที่กำลังจับตามอง

“ที่นี่เปลี่ยนไปไม่น้อยเลยนะอาเต๋อ” ชายชรากวาดมองบ้านหลังใหญ่ มันถูกรีโนเวทและตกแต่งใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม

“อืม.. เปลี่ยนไปมากจริง ๆ” ผู้เฒ่าซ่งผงกศีรษะรับคำ ก่อนถามกลับอย่างสงสัย “ทำไมถึงถ่อมาที่นี่ ยังต้องตบตาคนอื่นอยู่ไม่ใช่เรอะ”

“ฉัน.. อยากเจอเสี่ยวหานสักครั้ง รู้มาว่าเสี่ยวหานมาหาหลานแกบ่อย ๆ แกพอจะช่วยออกหน้าให้ฉันหน่อยได้ไหม”

“ทำไมแกไม่ลองติดต่อไปขอความคิดเห็นอาเหมียน” ผู้เฒ่าซ่งหนักใจ เพราะเขาไม่อยู่ในสถานะที่จะมีสิทธิ์ประสานรอยร้าวให้ผู้ใดทั้งสิ้น

พูดแล้วชายชราก็หลุบตาลงจับจ้องซองเอกสารปึกใหญ่บนโต๊ะ และเหลือบไปมองทีมกฎหมายที่นั่งรอท่าอยู่หน้าห้องโถง

“ฉัน.. ละอายใจ”

“เจ้าเด็กนั่นไม่ต้องการของพวกนี้หรอก เขาต่อสู้มากับแม่แค่สองคน แกอย่ายัดเยียดอะไรให้เขาลำบากใจเลย”

“แต่มันเป็นสิ่งที่เสี่ยวหานควรได้ อาเต๋อ.. ฉันไม่ได้คาดหวังให้ลูกมองว่าฉันเป็นพ่อหรอกนะ คำนั้นสูงค่าเกินไป ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ควรได้รับ”

“คุณไม่ต้องชดเชยหรอกครับ” ทันใดนั้นเฟิงมู่หานก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าประตูห้องโถง ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความโกรธเคือง และไม่ยินดียินร้าย

เรียกได้ว่าไม่รู้สึกอะไรกับคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าพ่อ ในเมื่อไม่เคยผูกพัน ไม่เคยได้รับการดูแลปกป้อง สิ่งที่มีให้ก็เป็นเพียงความเคารพขั้นพื้นฐานในฐานะที่อีกฝ่ายเคยทำให้เขากำเนิดมา

“เสี่ยวหาน” ผู้เฒ่าฉินลุกพรวดขึ้นจากโซฟา เขาอยากเจอเสี่ยวหานมาตลอด เป็นความปรารถนาที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาส ทว่าเมื่อได้เจอกันแล้ว ความรู้สึกผิดก็เริ่มกัดกินเขาอีกครั้ง จนไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ