เริ่มจากลูกรัก
เริ่มจากลูกรัก
ผู้เฒ่าซ่งเลื่อนสายตาไปมองหลานสาว เห็นเธอยิ้มแหย พลันเข้าใจทันทีว่าซ่งอวิ๋นเองก็ลำบากใจ
“เสี่ยวอวิ๋น มานั่งกับปู่” ผู้เฒ่าซ่งตบที่ว่างบนโซฟาข้างกาย
“ค่ะ คุณปู่”
ผู้เฒ่าฉินกำมือแน่น ปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บนั้นยังเทียบไม่ได้กับความละอายที่กำลังถาโถมอยู่ในอก
“เสี่ยวหาน...” เสียงของเขาสั่นเครือ “พ่อรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เรียกลูกแบบนั้นด้วยซ้ำ”
เฟิงมู่หานดวงตาสงบราบเรียบราวกับสายน้ำ เขาไม่ได้แสดงความรังเกียจ แต่ก็ไม่มีความอบอุ่นที่ควรมีต่อพ่อผู้ให้กำเนิด
“คุณเรียกผมแบบไหนก็ได้ครับ” เขาตอบเรียบ ๆ “เพราะมันไม่ได้ทำให้สิ่งที่ผ่านมาดีขึ้นหรือแย่ลง”
คำพูดธรรมดา ๆ นั้นกลับเหมือนมีดคมกริบที่เฉือนหัวใจของผู้เฒ่าฉินจนเลือดอาบ
หากเฟิงมู่หานโกรธ เกลียดหรือด่าทอ เขาอาจจะรู้สึกผิดน้อยกว่านี้ แต่ลูกชายคนนี้ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีใด เพราะไม่เคยคาดหวัง และไม่เคยได้รับอะไรจากเขาเลย
“พ่อขอโทษ...” ผู้เฒ่าฉินก้มหน้าลง “ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พ่อไม่เคยทำหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้แม่กับลูกต้องต่อสู้เพียงลำพังแค่สองคน”
ห้องโถงทั้งห้องเงียบสนิท แม้แต่ผู้เฒ่าซ่งยังไม่เอ่ยอะไรออกมา ขณะที่เฟิงมู่หานรับยังฟังสิ่งที่เขาพูด โดยที่ยังไม่แสดงท่าที
“พ่อรู้ว่าคำขอโทษมันไร้ค่า” ผู้เฒ่าฉินกล่าวต่อ “แต่ก่อนตาย พ่ออยากพูดมันออกมาให้ลูกได้ยินสักครั้ง พ่อผิดไปแล้วจริง ๆ”
เฟิงมู่หานเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย “ผมรับคำขอโทษของคุณแล้วครับ”
ผู้เฒ่าฉินเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง แต่ประโยคถัดมาทำให้ลมหายใจเขานิ่งค้าง
“แต่การให้อภัยกับการสานความสัมพันธ์ใหม่ เป็นคนละเรื่องกัน”
ความหวังในดวงตาของชายชราค่อย ๆ มอดลง
เฟิงมู่หานเดินเข้ามาใกล้โต๊ะกลาง สายตาคมกริบทอดมองซองเอกสารจำนวนมากตรงหน้า
“…” ซ่งอวิ๋นหลุบตาลงมองต่ำ เธอคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเรื่องราวต้องออกมาในทำนองนี้ เพราะถ้าหากเป็นเธอ ก็คงทำเหมือนพี่หาน ไม่โกรธ ไม่เกลียด แต่จะไม่เอาตัวเข้าไปข้องแวะ
โดยปกติแล้ว ยามพี่หานเอ่ยถึงผู้เป็นพ่อ เขาไม่มีความผูกพัน ไร้ซึ่งความเกลียดชัง นับว่าพี่หานเก่งกว่าเธอมาก
“ทรัพย์สินพวกนี้ คุณเก็บไว้เถอะครับ” เฟิงมู่หานทราบเจตนาของผู้เฒ่าฉิน เขาปฏิเสธอย่างสุภาพ ไม่มีการประชดประชันใด ๆ ทั้งสิ้น
“แต่...” ฉินไห่เทาโต้แย้ง
“ผมไม่ได้ต้องการมัน” เฟิงมู่หานหลุบตาลงต่ำ
“นี่เป็นของลูก” มือชายชราเดี๋ยวกำเดี๋ยวคลาย บ่งบอกได้ถึงความเครียดและทุกข์ตรม
“ไม่ครับ” เฟิงมู่หานส่ายหน้าเบา ๆ “ถ้ามันเป็นของผมจริง มันควรจะเป็นของผมตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว”
ผู้เฒ่าฉินน้ำตาคลอ เขาไม่อาจเถียงได้แม้แต่คำเดียว เพราะทุกอย่างที่เสี่ยวหานพูดคือความจริง ในมุมมองของเสี่ยวหาน เขาคงเป็นพ่อที่ไร้ความรับผิดชอบ และไม่เคยช่วยเหลือยามลำบาก จะมาชดเชยตอนนี้ก็คงเป็นแค่การทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลงก็เท่านั้น
“ผมไม่โทษคุณแล้ว” เฟิงมู่หานกล่าวช้า ๆ “การเกลียดใครสักคนเป็นเรื่องเหนื่อยเกินไป ผมมีครอบครัว มีคนที่ผมรัก และมีชีวิตที่ต้องเดินต่อ”
คราวนี้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาผ่อนคลายอย่างแท้จริง
“...”
“ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องชดใช้กับผม”
“เสี่ยวหาน...” ผู้เฒ่าฉินเสียงแหบพร่า
“แต่คุณควรใช้เวลาที่เหลือดูแลตัวเอง และดูแลสิ่งที่ยังหลงเหลือในชีวิตมากกว่า”
ชายชราสั่นสะท้าน เพราะนี่ไม่ใช่คำประชด ไม่ใช่คำตำหนิ แต่เป็นคำพูดจริงใจจากคนที่ปล่อยวางแล้ว
เฟิงมู่หานมองผู้เป็นพ่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโค้งศีรษะให้เล็กน้อย “ขอบคุณที่ให้ผมได้เกิดมา”
“...” น้ำตาอุ่นร้อนไหลอาบข้างแก้ม ผู้เฒ่าฉินปาดน้ำตาลวก ๆ
“ลาตรงนี้นะครับ รักษาสุขภาพด้วย”
คำพูดเหล่านั้นสุภาพเหลือเกิน สุภาพจนตอกย้ำว่าระหว่างพวกเขาพ่อลูก ไม่มีทางญาติดีกันได้ แม้แต่การจะรับสิ่งที่เขาชดเชยให้ เฟิงมู่หานก็ไม่รับไว้
“ผมกลับก่อนนะครับปู่ซ่ง”
“ไปเถอะ เดินทางดี ๆ เล่า” ผู้เฒ่าซ่งไม่ได้ช่วยไกล่เกลี่ย และการกระทำของอีกฝ่ายก็ไม่อาจทำให้เขามองเสี่ยวหานในแง่ลบ
“ขอบคุณครับ” เฟิงมู่หานส่งยิ้มจาง ๆ ให้ซ่งอวิ๋น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องโถง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านประตูเข้ามา ทาบลงบนแผ่นหลังที่สูงสง่าและมั่นคง
ผู้เฒ่าฉินมองตามร่างนั้นจนลับสายตา
ในที่สุดเขาก็ได้พบลูกชาย ได้พูดคำขอโทษที่ติดค้างมาทั้งชีวิต แต่ก็สูญเสียโอกาสที่จะชดเชยไปอย่างสมบูรณ์เช่นกัน
และเขารู้ดีว่า... นี่คือบทลงโทษที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับคนอย่างเขา
คล้อยหลังเฟิงมู่หาน ห้องโถงพลันตกสู่ความเงียบ ผู้เฒ่าฉินนั่งอยู่อย่างนั้นอย่างไร้เรี่ยวแรง กระทั่งเสียงของซ่งเต๋อเรียกสติ
“แกก็เห็นแล้ว เสี่ยวหานไม่ต้องการ เพราะงั้น แกสนับสนุนเสี่ยวหานเงียบ ๆ ดีกว่า”
“ฉัน..” ผู้เฒ่าฉินพูดไม่ออก คล้ายมีบางอย่างอุดอยู่ในลำคอ สายตาชายชราหันไปหาซ่งอวิ๋น ราวกับจะมองหาที่พึ่งสุดท้าย
เห็นดังนั้นซ่งอวิ๋นก็ทำได้เพียงยิ้มตามมารยาท ทราบว่าเขาคงอยากให้เธอช่วย แต่เธอเองก็คงช่วยอะไรเขาไม่ได้ทั้งสิ้น
“คุณปู่ฉินคะ” ซ่งอวิ๋นปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนลง “เท่าที่หนูรู้จักพี่หานมา เขาไม่ได้ต้องการให้ชดเชยจริง ๆ เพราะงั้นทำเหมือนที่คุณปู่บอก คอยสนับสนุนเขาอยู่เงียบ ๆ ดีกว่าค่ะ”
“นั่นสินะ” ความหวังสุดท้ายพังทลายลงโดยสมบูรณ์ ชายชราดูแก่ลงไปอีกสิบปี
“อาเทา พวกเราเองก็แก่มากแล้ว นอกจากเสี่ยวหาน คนที่แกควรพูดคำว่าขอโทษมากที่สุดคืออาเหมียน”
“ฉันรู้.. แต่”
เขาไม่มีความกล้ามากพอ เดาว่าเฟิงเหมียนเองก็คงไม่ต้องการคำขอโทษจากคนอย่างเขาเช่นเดียวกัน
“เอาเถอะ แกตัดสินใจเองแล้วกัน เรื่องนี้ฉันจะไม่ยุ่ง” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือปัดรำคาญ คนบางคนแก่แล้วแก่เลย สมัยหนุ่ม ๆ อาเทาเองก็ยึดมั่นในความคิดตัวเอง ถึงได้เดินทางผิด พาให้ชีวิตพบกับความโดดเดี่ยว
ชีวิตมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ที่เขาแนะนำเป็นเพราะว่าไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกันต่อในชาติหน้า
...
รถสีดำแล่นไปตามถนนในยามเช้า โดยมีรถตำรวจที่ควบคุมตัวฉินชางอยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้า
ซ่งหว่านจับพวงมาลัยแน่น สายตาจับจ้องไฟท้ายของรถคันนั้นแทบไม่กะพริบ
“รถคันนั้นที่ขับตามมา แฟนของคุณสินะ” เจ้าหน้าที่รูปร่างกำยำพยักพเยิดหน้า พลางมองรถสีดำที่ขับตามมาติด ๆ ตั้งแต่ออกจากสถานีตำรวจ
“...” ฉินชางไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเอี้ยวกายมองไปด้านหลัง เกิดความรู้สึกหลากหลายภายในดวงตา
ความคิดของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำความยึดติดที่มีต่อซ่งหว่านยังเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ
ซ่งหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเย็นวาบบริเวณท้ายทอย เธอไม่รู้ว่าตัวเองขับตามมาไกลแค่ไหน
สองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาคารและแสงไฟเมืองเป็นถนนที่เงียบสงัด กำแพงสูงทอดยาวอยู่เบื้องหน้า กล้องวงจรปิดติดเรียงอยู่ตามแนวกำแพงอย่างเป็นระเบียบ
รถตำรวจชะลอความเร็ว ก่อนเลี้ยวผ่านประตูรักษาความปลอดภัยเข้าไปด้านใน
ซ่งหว่านเหยียบเบรกตาม เมื่อประตูเหล็กสูงค่อย ๆ ปิดลงด้านหลังรถคันนั้น หัวใจของเธอก็เหมือนถูกบีบรัด
ฉินชางอยู่ข้างในนั้นแล้ว สถานที่ซึ่งกำแพงสูงและประตูเหล็กสามารถตัดขาดคนคนหนึ่งออกจากโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย
ซ่งหว่านนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย มองประตูที่ปิดสนิทตรงหน้าเป็นเวลานาน วันนี้เธอมาส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย และหวังว่าชีวิตหลังกำแพงสูงของฉินชางจะไม่ลำบากเกินไปนัก
“ลาก่อนนะคะพี่ชาง”
เขาเป็นผู้ชายคนแรกในชีวิต แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนสุดท้าย อย่างไรชีวิตของเธอก็ต้องเดินต่อ ไม่อาจจมปลักอยู่กับผู้ชายไร้อนาคตได้
...
เสวี่ยหลานหงุดหงิดที่แม้แต่งานง่าย ๆ นักฆ่าเดนตายก็ยังทำไม่สำเร็จ เมื่อภารกิจล้มเหลว เขาย่อมหมดประโยชน์และไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เธอจึงส่งคนไปฆ่าปิดปากเสีย
“แบบนี้..ฝ่ายนั้นรู้ตัวแล้วหรือเปล่าคะว่ากำลังโดนปองร้าย”
“ก็คงระแวง เลยส่งคนฝีมือดีมาคอยดูแลนังแก่นั่นอย่างใกล้ชิด ฉันเองก็ไม่ทันคิดเหมือนกัน นึกว่านังเฒ่านั่นจะตัดทางโลกแล้วเสียอีก ที่แท้ก็ยังกลัวตาย”
เธอไม่นับถือพุทธองค์ ไม่เคารพเทพเจ้า ดังนั้นพวกนักบวช หรือแม้กระทั่งนักทำนาย ในสายตาเธอล้วนเป็นพวกนักต้มตุ๋นด้วยกันทั้งสิ้น
ขณะที่หญิงชราจมอยู่กับความหงุดหงิดที่ไม่มีอะไรเป็นไปดั่งใจ จู่ ๆ เสียงร้อนรนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“แย่แล้วค่ะนายหญิงผู้เฒ่า”
“เป็นอะไร สำรวมหน่อย” คนข้างกายเสวี่ยหลานเอ็ดดุหญิงชุดดำที่ทะเล่อทะล่าเข้ามากะทันหัน
“ขออภัยค่ะ แต่มีเรื่องด่วนที่ฉันต้องรายงานนายหญิงผู้เฒ่าจริง ๆ” หญิงชุดดำหอบหายใจหนัก เหงื่อกาฬไหลจนชุ่มแผ่นหลัง
“พูดมา อย่าเยิ่นเย้อ” เสวี่ยหลานบีบพนักพิงแขนจนกลายเป็นรอยเล็บ
“ตอนนี้นายท่านเจียงกำลังถูกตำรวจคุมตัว เพราะตำรวจสืบทราบว่าเขาไปเกี่ยวข้องกับทุนสีเทาที่ไปสร้างปัญหาในต่างประเทศ”
“!!” หัวใจเสวี่ยหลานตกไปอยู่ตาตุ่ม ตอนนี้ฝ่ายปกครองกำลังเร่งปราบปรามทุนจีนสีเทาที่ไปสร้างปัญหาและบ่อนทำลายความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ทว่าเธอไม่เคยรู้เลยว่าลูกชายมีเอี่ยวในเรื่องนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าซ่งเอนหลัง จิบชาสบาย ๆ มองหิมะตกโปรยปราย สีหน้าเขาดูรื่นรมย์ แม้มีอาการปวดศีรษะเข้ามาเป็นระยะ ๆ ก็ตาม