เจียงตกต่ำ
เจียงตกต่ำ
“นายหญิง..” คนสนิทข้างกายเสวี่ยหลานแตะแขนเจ้านายอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เสวี่ยหลานนิ่งงันไปนาน ราวกับถูกสายฟ้าฟาด ปลายเล็บที่กดลงบนพนักเก้าอี้ฝังลึกกว่าเดิม ทว่าความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วกลับเทียบไม่ได้เลยกับความสั่นสะเทือนในหัวใจ
เธอรู้ดีว่าการกวาดล้างทุนจีนสีเทาในครั้งนี้รุนแรงเพียงใด ผู้ใดถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง ต่อให้มีอำนาจหรือทรัพย์สินมากแค่ไหน ก็ย่อมถูกตรวจสอบอย่างไม่ปรานี แต่สิ่งที่ทำให้เธอยากจะยอมรับคือ ลูกชายของเธอมีชื่อพัวพันอยู่ในเรื่องอื้อฉาวนี้
“เป็นไปไม่ได้...” เสวี่ยหลานพึมพำ เสียงแผ่วเบานั้นหลุดออกมาจากลำคอโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเธอร้อนรุ่มดุจกำลังถูกเผาด้วยเปลวไฟ ความกังวลถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เจียงกั๋วถูกคุมตัวอยู่ที่ใด ถูกสอบสวนไปถึงไหนแล้ว และกำลังเผชิญสถานการณ์เช่นไรบ้าง ในฐานะมารดา เธออดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าลูกชายจะได้รับอันตรายหรือกลายเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ใหญ่เกินควบคุม
ทว่าเมื่อความร้อนใจดำเนินมาถึงขีดสุด มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลอันเยียบเย็น
เสวี่ยหลานไม่เชื่อว่าลูกชายของตนจะโง่เขลาถึงขั้นเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายเหล่านั้นโดยไร้ผู้ชักใย เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีใครบางคนวางแผน ต้องมีคนผลักเขาลงเหว และอาจกำลังยืนมองผลงานของตนด้วยความสะใจอยู่ในเงามืด
“สืบ...” หญิงชราเอ่ยเสียงต่ำ แต่ทุกถ้อยคำหนักแน่นจนผู้ฟังขนลุก “ไม่ว่าจะต้องใช้กำลังคนเท่าใด ฉันต้องรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
แรงอาฆาตคุกรุ่นอยู่ในอกจนแทบทะลักออกมา เสวี่ยหลานอาจยอมสูญเสียทรัพย์สิน ยอมเสียชื่อเสียง หรือยอมก้มหัวให้ผู้มีอำนาจบางคนได้ แต่ผู้ใดก็ตามที่กล้าลงมือกับลูกชายของเธอ ผู้นั้นได้เหยียบย่ำเส้นตายที่ไม่ควรแตะต้อง
ในห้วงขณะนั้น ความกลัวต่อชะตากรรมของบุตรและความแค้นต่อศัตรูที่มองไม่เห็นได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นไฟโทสะอันรุนแรงที่ลุกโชนอยู่ใต้ใบหน้าสงบนิ่งของเสวี่ยหลาน ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวในทะเลลึก เงียบงันแต่พร้อมทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าเมื่อถึงเวลา
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความจริงกลับมาอยู่ตรงหน้าเสวี่ยหลาน ไม่มีใครใส่ร้ายทั้งสิ้น แต่เป็นเจียงกั๋วเองที่พาตนไปสู่หายนะ
เนื่องจากเขานึกไม่ออกว่าจะทำให้เจียงกรุ๊ปกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อย่างไร สุดท้ายเขาจึงแอบเข้าไปหาทุนจีนสีเทา และลงเงินมากมายเพื่อลงทุนธุรกิจสีเทาในต่างประเทศ
“นายหญิง.. ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ”
“ใจเย็นงั้นหรือ” เสียงของเสวี่ยหลานแผ่วเบาเสียจนฟังคล้ายกระซิบ แต่นั่นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดหลายเท่า
เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด ดวงตาเหม่อมองไปยังความว่างเปล่า ราวกับยังไม่อาจยอมรับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้
ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา เธอเฝ้าหวังว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง หวังว่าจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี หรือแผนการของศัตรูที่ต้องการเล่นงานตระกูลเจียง
แต่ความจริงกลับโหดร้ายยิ่งกว่า ไม่มีศัตรู ไม่มีผู้บงการ ไม่มีแพะรับบาป ทุกอย่างล้วนเป็นการตัดสินใจของเจียงกั๋วเอง
“ฮ่า ๆ” เสวี่ยหลานหัวเราะ ทว่าไร้ซึ่งความยินดี มีเพียงความขมขื่นที่กัดกินหัวใจ ฝ่ามือสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เพราะความกลัว เพราะความผิดหวัง และเพราะความโกรธ
เธอโกรธที่ลูกชายเลือกเส้นทางนี้ หากเขาใช้สมองสักนิด ก็คงไม่เป็นไม่พาตัวเองตกต่ำ
...
เจียงกั๋วตกที่นั่งลำบาก จากที่ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงเจียงกรุ๊ปตกต่ำย่อยยับ เวลานี้เมื่อประธานเจียงมีส่วนพัวพันกับเรื่องจีนเทา ก็เรียกได้ว่าแทบไม่สามารถกู้คืนชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดหลายปี
“การที่คุณเงียบแบบนี้ ไม่ส่งผลดีกับคุณเลยสักนิด” เจ้าหน้าที่ตำรวจทอดถอนใจ เขาสอบปากคำเจียงกั๋วมานานหลายชั่วโมง แต่อีกฝ่ายกลับนั่งหลังตรง ไม่ตอบคำถาม ราวกับตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก
สิ้นเสียงเหนื่อยหน่ายของคนฝั่งตรงข้าม เจียงกั๋วพลันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ จับจ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาแสยะยิ้มอ่อน ก่อนเอื้อนเอ่ยราวกับสุนัขจนตรอก
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้ฉันพูดอะไร?”
“หมายความว่าคุณยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้วใช่ไหม”
“เหอะ” ชายวัยกลางคนแค่นเสียงขึ้นจมูก แววตาเขาไม่ได้ยอมแพ้ แต่เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานการกระทำผิดของเขาพร้อมสรรพ แถมยังเป็นเรื่องที่เบื้องบนเพ่งเล็ง เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีทางรอด การปฏิเสธนั้นไร้ประโยชน์
“อย่างน้อยถ้ายอมรับผิด โทษอาจจะเบาลง.. มิหนำซ้ำครอบครัวจะไม่เดือดร้อน”
“อย่ายุ่งกับลูกชายฉัน” เจียงกั๋วคำรามในลำคอ
ลูกชายที่ออกจากปากเขา ไม่ได้หมายรวมถึงซ่งซูและซ่งเซิน แต่ในสมองเขานึกถึงเจียงกวนคนเดียวเท่านั้น เพราะในสายตาของเขาแล้ว เจียงกวนมีเขาเป็นที่พึ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนลูกชายคนโตและลูกชายคนกลางยังมีตระกูลซ่งอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องห่วง ออกจะไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ
“แต่ก็พูดยากนะครับ ถ้าเส้นเงินสาวไปถึงลูกชายและภรรยา พวกเขาก็มีความผิดเช่นเดียวกัน..”
การถูกตำรวจควบคุมตัวไปสอบสวน กลายเป็นข่าวดังระดับประเทศ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าของเขา ต่างนำชุดเครื่องนอนมาเผาและก่นด่าอย่างโมโห ชาวเน็ตเองออกมาต่อว่าเขาเละเทะ
[เมื่อก่อนขายเครื่องนอน ตอนนี้กำลังเตรียมขายอนาคตตัวเองสินะ]
[ฉันเคยคิดว่าคุณภาพสินค้าของเจียงกรุ๊ปตกต่ำ ที่แท้คุณธรรมของผู้บริหารตกต่ำยิ่งกว่า]
[ธุรกิจขาดทุนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่หาเงินด้วยวิธีแบบนี้ต่างหากที่น่าอาย]
[ประธานเจียงเป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า คนล้มไม่ได้ล้มเพราะคู่แข่ง แต่ล้มเพราะความโลภของตัวเอง]
[ตอนแรกคิดว่าบริษัทกำลังเผชิญวิกฤต ที่แท้วิกฤตตัวจริงนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน]
[สินค้าพังยังพอเปลี่ยนได้ แต่ความน่าเชื่อถือพังแล้วเอาอะไรซ่อม?]
[หลายปีที่สร้างชื่อเสียง ใช้เวลาไม่กี่เดือนทำลายจนหมดเกลี้ยง]
[ผู้บริโภคให้เงินคุณเพราะความไว้วางใจ ไม่ใช่เพื่อเอาไปลงทุนในเรื่องแบบนี้]
[นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางธุรกิจ แต่มันคือความผิดพลาดทางจริยธรรม]
[ถ้าความสามารถไม่พอจะบริหารบริษัท ก็ควรยอมรับความจริง ไม่ใช่วิ่งไปหาทางลัด]
[คนที่เอาบริษัทไปฝากความหวังไว้กับทุนสีเทา ไม่สมควรพูดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม]
“ข่าวดังขนาดนี้ เจียงกรุ๊ปจบเห่แล้ว” ซ่งอวิ๋นพึมพำ ขณะไล่สายตาอ่านความคิดเห็นของชาวเน็ต
“เสี่ยวอวิ๋น ยังไม่แต่งตัวอีกเหรอลูก” โจวจิ่วชะโงกหน้าเข้าไปในห้องแต่งตัว เห็นลูกสาวนั่งอยู่หน้ากระจก เส้นผมยังคงเปียกแฉะเพราะเพิ่งอาบน้ำมาหมาด ๆ
“คุณแม่” ซ่งอวิ๋นเอี้ยวตัวกลับไปหาผู้เป็นมารดา ใบหน้างดงามประดับยิ้มสดใส “หนูนึกว่าคุณแม่นอนแล้วเสียอีก”
“ยังหรอกลูก เอานมมาให้ นี่ก็ดึกมากแล้ว มัวแต่อ่านอะไรอยู่” โจวจิ่ววางนมไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ แล้วเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว พลางบ่นเบา ๆ “ดูสิ ไม่ยอมเช็ดผมให้แห้ง อากาศยิ่งหนาว ๆ อยู่ เดี๋ยวก็ป่วยกันพอดี”
“หนูมัวแต่อ่านอะไรเพลินไปหน่อย” หญิงสาวโคลงศีรษะ ตั้งใจจะหยิบไดร์เป่าผม แต่ผู้เป็นแม่กลับหยิบออกไปก่อน
“เดี๋ยวแม่เป่าผมให้”
“ขอบคุณนะคะ”
“ต่อไปอย่าปล่อยให้ผมเปียกนาน ๆ อีกนะลูก” โจวจิ่วเป่าผมให้ลูกสาวไปพลาง ก็บ่นไปตามประสามารดาขี้กังวล
“ค่ะแม่ ต่อไปอาบน้ำเสร็จแล้ว หนูจะรีบเป่าผมให้แห้ง”
“จริงสิ ช่วงนี้แม่เห็นเสี่ยวหานมาบ้านเราบ่อยขึ้น สรุปแล้วความสัมพันธ์ของลูกกับเสี่ยวหานไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”
ซ่งอวิ๋นสะดุ้งนิด ๆ ก่อนใบหน้าจะเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อย แต่เธอยังส่ายศีรษะปฏิเสธ “ก็.. ยังเป็นพี่น้องกันอยู่เลยค่ะ”
“อ้าว เป็นงั้นเองเหรอ แม่นึกว่าลูกกับเสี่ยวหานตกลงคบหากันลับหลังแม่เสียอีก แต่ดูแล้ว.. คงอีกไม่นานสินะ” เสียงไดร์เป่าผมทำให้โจวจิ่วต้องตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม
“ถ้าเป็นพี่หาน.. แม่คิดยังไงคะ” ซ่งอวิ๋นไม่ปฏิเสธสิ่งที่มารดากล่าว
ตั้งแต่เขาสารภาพความรู้สึกของตัวเอง ใช่ว่าเธอจะให้ความหวังและทำตัวไม่ชัดเจน แม้ยังไม่ตกลงว่าคบหาจริงจัง แต่การกระทำของเธอชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด พี่หานก็คงรู้สึกได้ เขาถึงขยับเข้ามาใกล้ชิดเธอมากขึ้นจนครอบครัวของเธอสังเกตเห็น
ได้ยินคำถามของลูกสาว โจวจิ่วปิดไดร์เป่าผม วางมือสองข้างไว้บนไหล่เล็ก ๆ จับจ้องใบหน้างดงามของลูกสาวผ่านกระจก “เสี่ยวหานเป็นคนดี แม่เชื่อว่าลูกก็สัมผัสได้ นอกจากนิสัยใจคอแล้ว ชีวิตคู่ยังมีเรื่องมากมายให้เราเรียนรู้และปรับเปลี่ยน บางคนคบกันจนแต่งงาน สุดท้ายพบว่าเรื่องบนเตียงเข้ากันไม่ได้ ก็มีถมเถไปนะลูก”
“แม่” ซ่งอวิ๋นยกมือกุมแก้ม ใบหน้าเธอแดงเถือกไปถึงใบหูและลำคอ
“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมชาตินะเสี่ยวอวิ๋น ถึงแม่จะมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว แต่ไม่ได้แปลว่าลูกจะต้องล้มเหลวตามไปด้วย แม่ยอมรับว่าก่อนหน้านี้แม่เองก็ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้แม่ได้เรียนรู้แล้ว ตอนนี้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ไป ใช้ชีวิตให้คุ้ม อย่างน้อย ๆ ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองจะไม่เสียใจภายหลัง”
...
คำพูดของมารดายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท และมันเป็นแรงผลักดันให้เธอเดินทางมาบ้านตระกูลเฟิงในบ่ายวันต่อมา
หญิงสาวค่อนข้างประหม่า ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อระหว่างรอเฟิงมู่หานอยู่ในห้องโถง
เฟิงเหมียนคล้ายจะมองออก หลังจากต้อนรับและพูดคุยทักทายหลายประโยค หญิงชราก็อ้างว่าจะไปดูต้นไม้ในสวน เพราะไม่รู้ว่าถูกหิมะทับถมจนเหี่ยวเฉาไปขนาดไหนแล้ว
ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บีบมือตัวเองแน่นกว่าเก่า กระสับกระส่ายและไม่อาจรักษาท่าทีตัวเองให้เป็นเหมือนปกติ