ใช้ความรักของแม่เป็นเครื่องมือ
ใช้ความรักของแม่เป็นเครื่องมือ
เฟิงมู่หานรีบกลับบ้านหลังทราบจากผู้เป็นมารดาว่าซ่งอวิ๋นมาหาเขา ซึ่งก่อนหน้านี้เธอไม่ได้บอกว่าจะมาหา มันจึงทำให้เขายิ่งร้อนใจ
“อวิ๋นเอ๋อร์”
“พี่หาน..” หญิงสาวยืดหลังตรง แต่สีหน้าเธอยังดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมไม่บอกก่อนว่าจะมา พี่จะได้รีบกลับบ้าน” น้ำเสียงเฟิงมู่หานนุ่มนวลลง ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่ ย่อมสัมผัสได้ถึงอารมณ์และบรรยากาศรอบตัวหญิงสาว
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอได้” เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พยายามรวบรวมความกล้า แต่มันไม่ง่ายเลย
“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ” เขาเอื้อมมือออกไปกุมมือนุ่มนิ่มอย่างทะนุถนอม
“ฉัน..” ซ่งอวิ๋นรู้สึกถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือหนา คราวนี้เธอบีบมือเขากลับไป พลางเลื่อนสายตาออกไปทางอื่นอย่างขัดเขิน
“มีอะไรก็เล่าให้พี่ฟังได้เลยนะ รู้ใช่ไหม พวกเราทีมเดียวกัน” ในทีแรกเฟิงมู่หานนึกว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจ แต่เมื่อสังเกตเห็นข้างแก้มนวลขึ้นซับสีระเรื่อ หัวใจที่เคยสงบก็เริ่มเต้นแรงขึ้น ความหวังพรั่งพรูออกมา แต่เขายังไม่กล้าฟันธงว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง
“คือ.. คราวก่อนพี่หานบอกความรู้สึกตัวเองไปแล้ว คราวนี้เป็นตาฉันบ้าง” ความอบอุ่นที่เขามอบให้ผ่านท่าทางทะนุถนอม ทำให้ความกล้าของเธอมีเพิ่มมากขึ้น “ฉันชอบพี่ ชอบมาก ๆ ทุกครั้งที่พวกเราอยู่ด้วยกัน ฉันสบายใจและมีความสุขมากจริง ๆ”
“...” พอได้ยินคำว่าชอบหลุดจากปากซ่งอวิ๋น หัวใจเฟิงมู่หานยิ่งเต้นกระหน่ำ ก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้ว่าเธอก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้เขาเหมือนกัน แต่เพราะเธอไม่เคยพูดอย่างตรงไปตรงมา เขาเลยทำใจไว้แล้วว่าอาจต้องรออีกหลายปี
ซึ่งเขารอได้เสมอ เพราะอยากให้เธอโตกว่านี้ เหมือนที่เคยบอก แต่พอได้ยินจริง ๆ มันก็อดดีใจเสียไม่ได้
“ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกฉันกลัวจริง ๆ ความรักอยู่ไกลตัวฉันมาก เรื่องแต่งงานยิ่งแล้วใหญ่ แต่เพราะชอบพี่มาก ๆ ฉันไม่อยากทำตัวไม่ชัดเจน แล้วปล่อยให้พี่รอต่อไปเรื่อย ๆ”
หญิงสาวรู้ดีว่าตัวเองก็ยังเด็ก แต่เธอไม่ได้อายุน้อยถึงขนาดนั้น มารดาพูดถูก เธอควรทำสิ่งที่จะไม่เสียใจภายหลัง พี่หานเป็นคนดี เขาคอยช่วยเหลือและปกป้องเธอทุกอย่าง ดังนั้นเธอไม่ควรปล่อยให้ความกลัวมาปิดกั้นความสุข
“...” ใบหูเฟิงมู่หานขึ้นสีแดงนิด ๆ เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง จึงทำได้แค่ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอพูด และนิ่งงันไม่ต่างจากรูปปั้น
“พวกเรา.. มาลองคบกันไหมคะ ถ้าวันหนึ่งไปกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันอยากให้โอกาสตัวเองมีความสุข..” ซ่งอวิ๋นยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงชายหนุ่มพลันโพล่งทะลุกลางปล้อง
“ตกลงครับ เธอห้ามเปลี่ยนใจทีหลังนะ” ร่างกายเขาเกร็งเขม็ง ไม่รู้ว่าควรแสดงความดีใจออกไปอย่างไร ความรู้สึกมันท่วมท้นจนเขาเองก็แทบรับไม่ทัน
“เปลี่ยนใจอะไรกันคะ ฉันไม่ใช่คนโลเลแบบนั้นสักหน่อย” ซ่งอวิ๋นใช้มืออีกข้างลูบแก้ม มันร้อนผะผ่าวราวกับนั่งอยู่หน้าเตาผิง
เฟิงมู่หานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่ปกติติดจะสุขุมค่อย ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก ก่อนจะขยายกว้าง นัยน์ตาคมคู่นั้นทอประกายหวานเชื่อม ยื่นมือไปรวบตัวซ่งอวิ๋นเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแน่นขึ้น จนแผ่นอกของทั้งคู่แนบชิดกัน
“เธอพูดอีกทีได้ไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าลงเล็กน้อยข้างใบหูของเธอ “เมื่อกี้พี่ตื่นเต้นจนกลัวว่าตัวเองจะหูแว่วไป”
ซ่งอวิ๋นสะดุ้งโหยง ก้มหน้าชิดอกเขา แต่ก็ยอมพึมพำบนแผ่นอกกว้างอีกครั้ง “ฉันชอบพี่หาน.. ชอบมาก ๆ”
"หืม? ไม่ค่อยยินเลย" เขาแกล้งทำเสียงนุ่ม ทั้งที่กอดเธอแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ยิ่งเห็นแก้มแดงระเรื่อของเธอ เขาก็ยิ่งอดใจไม่ไหว ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกโดนแก้มเนียนเบา ๆ
“พี่หาน!! แกล้งฉันเหรอ” เธอช้อนสายตาขึ้นมองอย่างงอน ๆ แต่กลับเจอดวงตาคู่คมที่มองมาด้วยความรักเต็มเปี่ยมจนหัวใจสะดุดกึก
“ไม่ได้แกล้งครับ” เขาหัวเราะในคออย่างอารมณ์ดี ฝ่ามือใหญ่ลูบหัวเธออย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม “พี่แค่อยากฟังซ้ำๆ ให้จำขึ้นใจ... ขอบคุณนะที่ให้โอกาสกัน พี่ดีใจจริง ๆ”
เขาก้มลงจูบเบาๆ ที่หน้าผากมน ค้างไว้นานจนรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น แล้วผละออกมาสบตาเธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กๆ
“หมวยน้อยรู้ใช่ไหมว่าพอพูดคำนี้แล้ว พี่จะไม่ยอมปล่อยให้เธอเปลี่ยนใจทีหลัง” น้ำเสียงและสีหน้าเขาจริงจังกว่าเดิม เขายังกลัวว่าซ่งอวิ๋นจะนึกเสียใจ แล้วกลับมาบอกเขาว่าขอให้ลืมเรื่องวันนี้ไปให้หมด
ได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็ผละกายออกจากอ้อมแขนแกร่ง สบตาเขาตรง ๆ “ฉันคิดมาดีแล้วค่ะ พูดว่าชอบพี่ ไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบ”
เฟิงมู่หานกลับเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง หมวยน้อยของเขาซื่อตรงและตรงไปตรงมาที่สุด ดวงตาของเธอสะกดเขาอยู่หมัด
“ฉันไม่อยากมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว พวกเรามาพยายามด้วยกันสักครั้งนะคะ ส่วนเรื่องแต่งเข้า..”
“พี่คุยกับแม่แล้ว” เป็นอีกครั้งที่เฟิงมู่หานไม่รอให้เธอพูดให้จบประโยค “แต่งออกหรือแต่งเข้าก็ไม่เป็นไร แม่ขอแค่พวกเรามีความสุข”
“คุณย่าเฟิงเมตตาฉันมากจริง ๆ” ซ่งอวิ๋นพึมพำเบา ๆ
อันที่จริงเฟิงเหมียนไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เธอแค่อยากให้ลูกชายมีความสุข ชีวิตคู่ระหว่างเธอกับฉินไห่เทาล้มเหลวไม่เป็นท่า เธอจึงอยากให้ลูกชายเลือกชีวิตของตัวเอง
อีกทั้ง.. เธอมีลูกชายตอนอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่กับลูกได้อีกนานเพียงใด เลยไม่เคยกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ กับเฟิงมู่หาน มิหนำซ้ำ หากได้ซ่งอวิ๋นเป็นลูกสะใภ้จริง นั่นยิ่งดีไปใหญ่
“ควรเรียกแม่มากกว่าไหมครับ..”
...
“หางโผล่จนได้” ผู้เฒ่าซ่งหัวเราะพึงพอใจ พลางกวาดตามองหลักฐานที่เพิ่งได้รับมาจากลูกน้องคนสนิท
ตั้งแต่ทราบว่าเจียงกั๋วเป็นลูกแท้ ๆ ของเสวี่ยหลาน เขาก็เริ่มวางแผนเล่นงานเจียงกั๋วทันที เพราะสิ่งสำคัญของคนเป็นแม่คือลูก
ต้องยอมรับว่าฮวาผิงช่วยเหลือเขาได้มากจริง ๆ ไม่รู้ว่าเธอใจอ่อนยอมบอกข้อมูลกับหลานสาวเขาเพราะอะไร แต่ความดีความชอบครั้งนี้ต้องยกให้เธอ
“ลากคอเธอออกมาเลยดีไหมครับ” ชายชุดดำยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานเจ้านายพลางถามด้วยทีท่ากระฉับกระเฉงแต่ยังสำรวม
“เริ่มได้เลย ต้องจัดการตอนที่เธอยังไม่รู้ตัว” ผู้เฒ่าซ่งผงกศีรษะ
พอเป็นเรื่องลูก คนเป็นแม่มักร้อนรนและใช้ทุกวิถีทางช่วยเหลือ เขาจึงได้หลักฐานมากมายว่าเธอพยายามใช้เงินว่าจ้างบัญชีการตลาดมาปกป้องลูกชายทางอ้อม
ทว่าสิ่งที่หนักหนาที่สุดคือเธอพยายามดีลกับกลุ่มทุนสีเทา โอนเงินว่าจ้างและขอให้พวกเขาไม่ซัดทอดความผิดไปถึงลูกชายตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานว่าเธอเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา อีกทั้งเธอยังพยายามยื่นข้อเสนอมากมายกับผู้มีอิทธิพล
ถือว่าผู้เฒ่าซ่งตีได้ตรงจุด พอเล่นงานเจียงกั๋วแล้ว เสวี่ยหลานร้อนใจจนโผล่หางออกมาให้เขาจับได้ หากเขาไม่รู้มาก่อนว่าเธอคือมารดาของเจียงกั๋ว คงไม่ได้หลักฐานนี้มาง่าย ๆ
คิดแล้วอาการปวดหัวของเขาก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ชายชราเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบยาออกมาโยนใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม
“นายท่านปวดหัวอีกแล้วเหรอครับ” สีหน้าชายชุดดำย่ำแย่ลง
“นิดหน่อย ไม่ต้องกังวล” ผู้เฒ่าซ่งโบกมือปัด “ไปจัดการเรื่องเสวี่ยหลานเถอะ ฉันไม่เป็นไร”
“นายท่านควรบอกคุณหนูใหญ่นะครับ อย่างน้อยก็ให้เวลาคุณหนูได้ทำใจบ้าง”
“ฉันรู้.. อีกไม่นานหรอก” เมื่อนึกถึงหลานสาว น้ำเสียงเขาก็นุ่มนวลลง
...
“คุณปู่.. หนูกลับมาแล้วค่ะ” ซ่งอวิ๋นกลับมาถึงบ้านด้วยสีหน้าสดใส เห็นผู้เป็นปู่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องโถง เธอก็สาวเท้าเร็วขึ้น ก่อนพุ่งเข้าไปกอดเอวชายชรา
“กินข้าวมาแล้วใช่ไหม อาหารบ้านอาเหมียนอร่อยหรือเปล่า” ผู้เฒ่าซ่งลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ ดูจากท่าทางแล้ว ความสัมพันธ์ของเธอกับเฟิงมู่หานคงพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว
แม้ว่าเขาจะใจหาย แต่ก็โล่งใจที่เธอไม่เอาประสบการณ์ความรักแย่ ๆ ของคนรอบข้างมาเป็นปมถึงขั้นปิดกั้นตัวเอง
“อร่อยค่ะ วันนี้คุณย่าเฟิงลงครัวเองเลย” หญิงสาวพยักหน้ารัว ๆ ทว่ายังไม่กล้าเรียกเฟิงเหมียนว่าแม่อย่างเต็มปากเต็มคำ
“มีความสุขก็ดีแล้ว..” ชายชราอมยิ้มจาง ๆ “ทนหน่อยนะเสี่ยวอวิ๋น อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบแล้ว”
“ใกล้แล้วเหรอคะ”
“อืม ไม่เกินวันมะรืนนี้หรอก”
ได้ยินดังนั้น ซ่งอวิ๋นทอดถอนใจ “ทั้งที่เป็นการเข้าใจผิดกันแท้ ๆ”
“ต่อให้ปู่เดินไปบอกเธอว่า ปู่ไม่เกี่ยวข้อง เธอก็ยังคงยึดมั่นในความคิดของตัวเองอยู่ดี มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้ มักเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อเท่านั้น”
สองวันต่อมา
เสวี่ยหลานถูกปลุกขึ้นจากฝันร้ายเพราะเสียงเอะอะที่ดังจากหน้าห้องนอน หญิงสูงวัยยันกายขึ้นจากเตียง เหลียวซ้ายแลขวา มองฝ่าความมืด เพื่อหาคนสนิทที่มักจะนอนอยู่ปลายเตียง
“อาซื่อ.. อยู่หรือเปล่า” เธอหยิบแว่นสายตามาสวม
เมื่อเห็นว่าฟูกปลายเตียงว่างเปล่า เธอก็คว้าปืนพกใต้หมอนออกมาถือไว้มั่น เล็งไปที่ประตู ไม่ว่าคนที่เปิดเข้ามาจะเป็นใคร เธอก็ตั้งใจจะลั่นไกออกไปทันที
คุณรี้ดลองทายไหมคะว่าใครจะเปิดประตูเข้ามา