LNCrawler

ใจสลาย

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ใจสลาย

ปลายกระบอกปืนสั่นน้อย ๆ เสียงเอะอะโวยวายยังดังเข้ามาเป็นระยะ ๆ หญิงชราไม่ลดการระแวดระวังตัว หมายใจว่าหากผู้ใดเปิดประตูเข้ามา เธอจะลั่นไกก่อน แล้วค่อยพูดคุยกันทีหลัง

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หยุดลงหน้าประตู เสวี่ยหลานกลั้นลมหายใจ นิ้วชี้กระชับอยู่รอบไกปืน

เสียงลูกบิดประตูดังเข้าสู่โสตประสาท ก่อนประตูห้องนอนเปิดออก ชายวัยกลางคนก้าวเข้าไปด้านใน โดยไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเผชิญเคราะห์กรรม

เสวี่ยหลานยกปืนขึ้นแทบจะพร้อมกับที่เขาเงยหน้าขึ้น ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของหญิงชราพลันเบิกกว้าง

‘เจียงกั๋ว’

ร่างกายไปเร็วกว่าสมอง รู้ตัวอีกที หล่อนก็ลั่นไกปืนไปแล้ว

ปัง!

เสียงปืนดังสนั่นดุจฟ้าพิโรธ ร่างของเจียงกั๋วกระตุกและเซถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง มือยกขึ้นกุมบาดแผลตามสัญชาตญาณ

เสวี่ยหลานนั่งนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น ปืนในมือยังคงค้างอยู่ในระดับเดิม แต่ปลายนิ้วของเธอกลับสั่นระริก

“เจียงกั๋ว..”

เสียงเรียกชื่อนั้นเบาหวิวจนแทบกลืนหายไปกับเสียงโกลาหลด้านนอก

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ในที่สุดเธอก็ได้พบเขา แต่คนที่เธอเฝ้าพยายามปกป้องมาตลอด กลับเป็นคนเดียวกับที่เพิ่งถูกลูกกระสุนฝั่งอกข้างซ้าย

เจียงกั๋วยกมือกุมอก หยาดโลหิตไหลซึมผ่านเสื้อออกมาจนมือของเขาเปียกแฉะ ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองหญิงชรา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงเรียกชื่อเขาออกมา

ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดแววตาคู่นั้นจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับเพิ่งสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

สำหรับเขา อีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงชราที่ไม่เคยรู้จัก ไม่คุ้นหน้า แต่เขามาที่นี่เพราะตำรวจต้องการให้เขาชี้ตัวผู้ร่วมขบวนการ

แต่สำหรับเสวี่ยหลาน ชายที่ยืนเลือดไหลอยู่ตรงหน้านั้น คือลูกชายแท้ ๆ ของเธอ

และเธอเพิ่งเป็นคนลั่นไกใส่เขาด้วยมือตัวเอง

ความเจ็บและจุกทำให้เจียงกั๋วทรุดเข่าลงกับพื้น ดวงตาพร่าเบลอมากขึ้นเรื่อย ๆ เสวี่ยหลานเห็นดังนั้นก็ทิ้งปืนราวกับกำลังแตะต้องของร้อน แล้วถลาลงจากเตียง พุ่งเข้าไปหาเขาประหนึ่งหญิงแก่วิปลาส

“อะ อากั๋ว เป็นยังไงบ้าง ลืมตาสิ อย่างหลับเด็ดขาดนะ” น้ำเสียงเธอติดขัดประหนึ่งแผ่นเสียงตกร่อง ประคองเจียงกั๋วไว้ในอ้อมแขน น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย

ปฏิกิริยาของคนทั้งคู่ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจไปว่าไม่ผิดตัว เสวี่ยหลานมีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นผู้ร่วมขบวนการทุนเทากลุ่มใหญ่ที่ไปสร้างปัญหาในต่างประเทศจริง ๆ

ส่วนเรื่องที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนคืออะไร ยังไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาอยากรู้ในตอนนี้

“พาตัวไปเถอะ” สารวัตรตำรวจวัยใกล้เกษียณออกคำสั่งกับลูกน้องที่อยู่รอบตัว

“ปล่อยนะ อย่ามายุ่งกับฉัน ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ เจียงกั๋วตื่นสิลูก อย่าหลับเด็ดขาดนะ” หญิงชรากรีดร้อง ดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิต พยายามสะบัดตัวออกจากการจับกุม ร้องเรียกเจียงกั๋วไม่ขาดปาก

เธอยิงเขา ฆ่าลูกด้วยมือของตัวเอง

สมองเจียงกั๋วพร่าเลือน ก่อนจะสิ้นสติ เขาได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกเขาท่ามกลางเสียงดังอื้ออึง จากนั้นไม่นานโลกของเขาก็มืดดับลงพร้อมคำถามมากมายในสมอง

…

ประตูเหล็กปิดลงพร้อมเสียงกุญแจที่หมุนล็อกแน่นหนา เสวี่ยหลานนั่งนิ่งอยู่ในห้องคุมขัง ราวกับว่าวิญญาณทั้งดวงถูกหายไปตั้งแต่วินาทีที่ถูกพรากออกจากตัวลูกชาย

ภาพสุดท้ายที่ติดตาเธอคือเจียงกั๋วทรุดลงต่อหน้า เลือดสีแดงสดซึมผ่านเสื้อบริเวณอกซ้าย ขณะที่เธอทำได้เพียงร้องเรียกชื่อเขาด้วยความตื่นตระหนก

เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่าตำรวจพาส่งโรงพยาบาลทันเวลาหรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกชายยังมีสติอยู่หรือเปล่า

ความไม่รู้นี่เองที่กำลังกัดกินหัวใจของเธออย่างช้า ๆ

เสวี่ยหลานก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเอง แม้จะถูกเช็ดจนสะอาดแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนยังมีคราบเลือดติดอยู่บนฝ่ามือ ยิ่งพยายามลบภาพนั้นออกจากหัว มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับมีใครจงใจฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อย้ำเตือนว่าเธอได้ทำอะไรลงไป

เธอเป็นคนเหนี่ยวไกเอง ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครจับมือเธอ และไม่มีข้อแก้ตัวใดสามารถเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้

หญิงชรายกมือขึ้นปิดหน้า ไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน เสียงสะอื้นที่พยายามสะกดกลั้นมานานหลุดออกมาในที่สุด ทว่าแม้แต่การร้องไห้ก็ยังไม่อาจบรรเทาความเจ็บปวดได้เลยแม้แต่น้อย

เธอเคยคิดว่าขอเพียงแก้แค้นสำเร็จ ได้พบลูกชายอีกครั้ง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เธอก็ยอมทั้งนั้น แต่เมื่อได้พบกันจริง ๆ เธอกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกเขาว่าเธอเป็นใคร

เจียงกั๋วไม่รู้จักเธอ ในสายตาของเขา เธอเป็นเพียงหญิงชราที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน เป็นคนแปลกหน้าที่ลั่นไกปืนใส่เขา และจู่ ๆ ก็เรียกชื่อเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์

เขาคงไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดเธอจึงร้องไห้หนักหนาถึงเพียงนั้น

ยิ่งคิด เสวี่ยหลานก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดอยู่กลางอก เธออยากย้อนเวลากลับไปเหลือเกิน อยากกลับไปยังวินาทีก่อนเหนี่ยวไก อยากวางปืนลง อยากมองหน้าเขาให้นานกว่านั้น และอยากเอ่ยเรียกเขาด้วยความรักที่เก็บซ่อนไว้มาตลอดชีวิต

แต่โลกใบนี้ไม่เคยให้โอกาสใครแก้ไขความผิดพลาดด้วยน้ำตา

“อากั๋ว...”

เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากแห้งผาก หญิงชรามองประตูห้องคุมขังอย่างเลื่อนลอย ราวกับหวังว่าจะมีใครสักคนเปิดประตูเข้ามาแล้วบอกข่าวคราวของลูกชายให้เธอฟัง

เธอไม่ต้องการคำให้อภัย ไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอให้ลูกชายยอมรับเธอเป็นแม่ ขอเพียงมีใครบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็พอ

ขอเพียงเขาผ่านคืนนี้ไปได้ ต่อให้หลังจากนี้เธอต้องติดอยู่ในห้องคุมขัง ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย หรือต้องตายไปโดยไม่มีวันได้พบหน้าเขาอีก เธอก็พร้อมยอมรับทั้งสิ้น

ทว่ายิ่งพยายามปลอบตัวเองเท่าไร ความหวาดกลัวกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น

หญิงชรานอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ภาวนาให้ลูกชายมีชีวิตรอด ไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่ กระทั่งซ่งเต๋อและหลานสาวมายืนอยู่หน้าห้องขัง

“เสวี่ยหลาน” ผู้เฒ่าซ่งยืนเอามือไพล่หลัง กระชับไม้เท้าในมือแน่น สภาพเสวี่ยหลานในตอนนี้เรียกได้ว่าย่ำแย่ เขาไม่สงสารแต่นึกเวทนามากกว่า

เสียงราบเรียบนั้นดึงสติเสวี่ยหลานกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ดวงตาแดงก่ำดุจโลหิตจับจ้องคนที่ยืนหน้าห้องขัง บรรยากาศรอบตัวดำมืดชวนอึดอัด แต่เธอไม่มีเรี่ยวแรงตะโกนโวยวาย ได้แต่กำหมัดแน่นจนร่างกายสั่นระริก

“ฉันกับอาอิ๋นเคยเจอเธอหลายครั้ง หลังจากนั้นเธอก็หายตัวไปจากตระกูลเสวี่ย”

“นั่นเป็นเพราะแกไม่ใช่เหรอ?” ความแค้นที่เธอมีต่อซ่งเต๋อพุ่งสูงทะลุปรอท คนเราเมื่อเจ็บปวดมาก ๆ ก็มักนำความเกลียดชังไปโยนใส่คนที่เกลียด

ตอนนี้ในใจเธอกำลังโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผู้เฒ่าซ่ง หากวันนั้นเขาไม่ขับรถชนเธอ ชีวิตเธอคงไม่พลิกผันและน่าอนาถถึงเพียงนี้

ปัญหาก็คือ.. ซ่งเต๋อทำเหมือนรู้แล้วว่าเธอคือศัตรูตัวฉกาจ เขารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร

“เพราะฉัน?” ผู้เฒ่าซ่งหัวเราะไร้อารมณ์ ก่อนส่ายศีรษะ “เปล่าเลย รถคันนั้นที่ชนเธอเคยเป็นของฉันก็จริง แต่ฉันขายมันไปก่อนจะเกิดเรื่องไม่กี่เดือน เธอคิดว่าอุบัติเหตุรุนแรงถึงขนาดที่รถเหลือแค่ซากเหล็ก คนขับจะยังมีชีวิตรอดได้ยังไง”

“ไม่จริง แกโกหก” หญิงชราเบิกตากว้าง รู้สึกราวกับมีค้อนหนัก ๆ กระแทกหัว ริมฝีปากอ้า ๆ หุบ ๆ แต่ปากยังปฏิเสธความจริงข้อนั้น

“ถ้าเธอตามหาความจริงในปีนั้นเสียหน่อย ก็คงรู้ว่าคู่กรณีตายคาที่.. ส่วนเรื่องสามีเธอ ไม่มีใครใส่ร้ายเขาทั้งนั้น ถ้าเขาเป็นนักการเมืองใจซื่อมือสะอาดอย่างที่เธอเข้าใจ เบื้องบนไม่มีทางใส่ร้ายเขาแน่”

“โกหก สามีฉันซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต แกนั่นแหละใส่ร้ายเขา” เรื่องนี้เสวี่ยหลานเถียงขาดใจ อุบัติเหตุรถชนในปีนั้นอาจเข้าใจผิด แต่เรื่องสามี เธอมั่นใจว่าตนแค้นไม่ผิดตัว

ซ่งอวิ๋นถอนหายใจหนัก จากที่เวทนามากอยู่แล้ว คราวนี้เธอเริ่มสงสารหญิงชราตรงหน้าขึ้นมานิด ๆ เพราะจากที่คุณปู่สืบมา นักการเมืองเติ้งที่อีกฝ่ายเชื่อว่าดีแสนดี มีภรรยาอยู่ข้างนอกมากมายหลายคน ที่เขายอมแต่งงานกับเสวี่ยหลานเพราะต้องการเส้นสายจากตระกูลเสวี่ย

“เอาเถอะ พูดไปเธอคงไม่เชื่อ งั้นลองอ่านข้อมูลพวกนี้ดูแล้วกัน” ผู้เฒ่าซ่งกล่าว ขณะที่ซ่งอวิ๋นสอดซองเอกสารเข้าไปผ่านช่องประตู

“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเอกสารชุดนี้ พวกแกไม่ได้สร้างขึ้นมา”

“เพราะไม่มีเหตุผลต้องโกหกค่ะ คุณไม่ได้เป็นภัยคุกคามของพวกเราแล้ว อีกอย่างตอนนี้คุณสูญเสียลูกชายไปแล้ว อย่างน้อยก่อนตายก็ควรรู้เรื่องจริง”

“อะไรนะ สูญเสียอะไร เสี่ยวกั๋วเป็นอะไร” เสวี่ยหลานดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า เธอพุ่งตัวไปเกาะลูกกรงเหล็ก ตะคอกใส่ซ่งอวิ๋นราวกับคนเสียสติ

“…” ซ่งอวิ๋นมองหน้าปู่ซ่ง เธอนึกว่าอีกฝ่ายรู้แล้วว่าเจียงกั๋วเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืน

เนื่องจากเจียงกั๋วถูกยิงตรงหัวใจ แม้ตอนไปถึงโรงพยาบาลเขายังไม่เสียชีวิต แต่บาดแผลฉกรรจ์เพียงนั้น ต่อให้มีอีกสิบชีวิตก็เอาตัวรอดไม่ได้

“พูดสิ ปากอมอะไรอยู่ ฉันถามว่าเจียงกั๋วเป็นอะไร” เสียงตะคอกของเธอดังก้อง ฟังดูโหยหวนประหนึ่งสัตว์ป่าบาดเจ็บ

เจียงกั๋วคือฟางเส้นสุดท้ายในชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ ถ้าไม่มีเขา เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง