LNCrawler

จุดจบคนพยาบาท

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

จุดจบคนพยาบาท

“เจียงกั๋วเสียชีวิตเมื่อคืนนี้”

คำพูดของซ่งเต๋อไม่ได้ดังมากนัก ทว่าสำหรับเสวี่ยหลาน มันกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าที่ดังอยู่เหนือศีรษะ

เธอนิ่งงัน มือทั้งสองข้างกำลูกกรงเหล็กแน่น ดวงตาเบิกกว้างจ้องศัตรูคู่แค้นเบื้องหน้า ริมฝีปากขยับเล็กน้อยคล้ายต้องการเอ่ยบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดออกมา

ผ่านไปหลายวินาที หญิงชราจึงส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า

“ไม่จริง..” เสียงนั้นเบาหวิว ราวกับกำลังพยายามปลอบตัวเองมากกว่าจะโต้แย้งคนตรงหน้า

“…” ซ่งอวิ๋นเบือนหน้าหนี ปฏิกิริยาแรกของมนุษย์มักเป็นเช่นนี้ เมื่อเผชิญกับความเสียใจหนักหนาสาหัส สมองมักปฏิเสธก่อนจะยอมรับความจริง

“เป็นไปไม่ได้ เขายังมีชีวิตอยู่ตอนที่ฉันเห็นเขา เขายังลืมตาอยู่เลยไม่ใช่หรือไง พวกแกโกหกฉันใช่ไหม!”

ประโยคสุดท้ายแทบกลายเป็นเสียงกรีดร้อง เสวี่ยหลานเขย่าลูกกรงอย่างบ้าคลั่ง ราวกับหากทำให้เกิดเสียงดังมากพอ คนตรงหน้าก็จะยอมถอนคำพูดอันโหดร้ายนั้นกลับคืนไป

แต่ผู้เฒ่าซ่งเพียงมองเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำพูด

“แพทย์พยายามช่วยชีวิตเขาแล้วค่ะ แต่บาดแผลรุนแรงเกินไป” ซ่งอวิ๋นย้ำชัด

“หุบปาก!”

เสวี่ยหลานตวาดสวนทันควัน น้ำตาที่เอ่อคลอไหลลงมาตามร่องแก้มโดยไม่รู้ตัว

“เธอเจ็บปวดเสียใจที่ลูกตัวเองต้องตาย แล้วตอนเธอทำร้ายคนอื่น ไม่คิดว่าครอบครัวเขาจะเสียใจบ้างเหรอ” ผู้เฒ่าซ่งกำไม้เท้าในมือแน่นขึ้น อีกฝ่ายจองเวรเขากับครอบครัวมาตลอด พอเวรกรรมตามสนอง ก็ทำราวกับตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม

ในโลกใบนี้จะมีเรื่องดีขนาดนั้นได้ยังไง

“ฉันไม่ฟัง ฉันไม่เชื่อ พวกแกต้องโกหกฉันแน่ ๆ เจียงกั๋วจะตายได้ยังไง เขายังไม่ได้..” เสียงของเธอขาดหายไปกลางคัน

‘เขายังไม่รู้เลยว่าเธอเป็นแม่ของเขา’

ความจริงข้อนั้นราวกับมีดที่ย้อนกลับมากรีดหัวใจซ้ำอีกครั้ง

เสวี่ยหลานอ้าปากค้าง ลมหายใจติดขัด ดวงตาเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนที่แรงทั้งหมดในร่างจะพลันหายวับ เธอทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง มือยังคงเกาะลูกกรงไว้แน่น ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยพยุงเธอไม่ให้ดูน่าอนาถไปมากกว่านี้

ไม่จริง...

เมื่อวานเธอยังได้เห็นหน้าเขาอยู่เลย

เธอยังจำได้ว่าเจียงกั๋วมองเธอด้วยความสงสัย จำแววตาที่ไม่รู้จักเธอแม้แต่น้อย จำได้กระทั่งสีหน้าของเขาในวินาทีที่ถูกกระสุนของเธอ

“อากั๋ว...”

เสวี่ยหลานเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว มือที่เกาะลูกกรงค่อย ๆ คลายออก เธอก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนพื้นทีละหยด

“ลูกแม่...”

คำเรียกที่ไม่มีวันส่งไปถึงเจ้าของชื่อหลุดออกมาอย่างยากลำบาก

เธอไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่อย่างนั้นนานเท่าไร รู้เพียงว่าภายในอกว่างเปล่าจนน่ากลัว ราวกับสิ่งที่เคยค้ำจุนให้เธอมีชีวิตอยู่มาตลอดหลายปีถูกพรากออกไปจนหมดสิ้น

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจียงกั๋วเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยังอดทนมีชีวิตอยู่ เป็นความหวังที่เธอใช้ปลอบตัวเองในวันที่สิ้นหวังที่สุด เป็นปลายทางที่เธอเฝ้าบอกตัวเองว่าจะต้องไปให้ถึง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

เธอคิดมาตลอดว่าเมื่อพบลูกชายแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่จะมีความหมายขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ตอนนี้ แม้แต่โอกาสที่จะได้ยินเขาเรียกเธอสักคำก็ไม่มีอีกแล้ว

ที่น่าขันยิ่งกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้เธอเคยกลัวว่าหากเจียงกั๋วรู้ว่าเธอเป็นใคร เขาจะไม่ยอมรับเธอ บัดนี้เธอกลับไม่มีวันได้รู้คำตอบนั้นตลอดไป

“ทำไม...”

หญิงชราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดบัดนี้เหลือเพียงความสับสนและความเจ็บปวดจนแทบไม่เหลือสติ

“ทำไมคนที่ต้องตายถึงไม่ใช่ฉัน...”

ไม่มีใครตอบคำถามนั้น

เสวี่ยหลานหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะกลับฟังดูแหบพร่าและแตกสลายยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ เธอยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลืนเสียงสะอื้นที่ทะลักออกมา แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งไม่อาจควบคุมตัวเองได้

เธอเป็นคนยิงลูกชายด้วยมือของตัวเอง

และแม้แต่ความตายของเขา เธอก็ไม่มีโอกาสได้อยู่ข้างกาย

ในห้องคุมขังอันเย็นเยียบ เสวี่ยหลานก้มหน้าลงจนหน้าผากเกือบแตะพื้น ไหล่สั่นสะท้านไม่หยุด เสียงเรียกชื่อเจียงกั๋วแผ่วเบาหลุดออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคนที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่รู้จะหันไปพึ่งพาสิ่งใดอีกแล้ว

“อากั๋ว... แม่อยู่นี่นะลูก...”

เธอพูดทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีทางมีใครได้ยิน

“แม่ขอโทษ... แม่ขอโทษจริง ๆ ...”

แต่คำขอโทษที่มาช้าเกินไป ต่อให้มีมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจเรียกคนตายให้กลับคืนมาได้อีกแล้ว

…

“เสวี่ยหลานจะเป็นยังไงต่อไปคะคุณปู่” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นขณะรถยนต์เคลื่อนตัวออกจากสถานีตำรวจ

“ชีวิตนี้คงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกแล้ว แต่ปู่คิดว่าเธอคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอกนะเสี่ยวอวิ๋น”

“เพราะอะไรเหรอคะ”

“พอใจตายไปแล้ว ร่างกายก็จะย่ำแย่ตามไปด้วย”

“อ่า นั่นก็จริงค่ะ”

ดูจากความเสียใจอย่างบ้าคลั่งของหญิงชราคนนั้นแล้ว เจียงกั๋วก็คงเป็นแก้วตาดวงใจของเธอจริง ๆ

“แล้ว..ตันหยางล่ะคะ ตอนนี้กำจัดเจ้านายไปแล้ว จะทำยังไงกับเธอต่อไปดี”

“ปู่จะให้ในสิ่งที่เธอต้องการ” ผู้เฒ่าซ่งนึกถึงตันหยาง หรือฮวาผิงที่ร้องขอความตายทุกวัน

ตัวเขาเองไม่อยากสร้างกรรม แต่คล้ายว่าเธอจะไม่มีกำลังใจจะอยู่ต่อ จึงทรมานตัวเองด้วยการไม่กินข้าวและน้ำมาหลายวันแล้ว

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใคร ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องตายอยู่ดี ดังนั้นการที่เธอเลือกตายดีกว่าอยู่ทรมาน มันคงเป็นการตัดสินใจคล้ายกับลูกชายคนโตของเขา

ซึ่งเธอขอเพียงเวลาไม่นาน เธอจะจัดการตัวเองโดยไม่ให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับเธอ หรือหากปรานีเธอสักหน่อย เธอขอยาตัวเดียวกับที่เธอฉีดให้ซ่งเหวิน และขอให้นำร่างเธอไปฝังสุสานในหุบเขาที่หมู่บ้านชนบทที่เธอจากมา

“ไม่ว่ายังไงก็ยังร้องขอความตายเหรอคะ ไม่เป็นห่วงฮวาหว่านเลยหรือไง”

ไม่ใช่พ่อทุกคนจะรักลูก แต่กับแม่ที่อุ้มท้องและให้กำเนิดเด็กคนนึงออกมา จะไม่รักก็เป็นเรื่องที่พบเจอไม่ง่ายเลย

“มนุษย์โลกหลายล้าน ก็มีคนร้อยพันรูปแบบ คนเราถูกปลูกฝังมาต่างกัน เมื่อหลานเติบโตขึ้น ก็จะได้เจอเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่านี้” ผู้เฒ่าซ่งลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ

เขานึกสะท้อนใจ และเสียดายที่ไม่ได้อยู่สอนสั่งหลานสาวให้นานกว่านี้สักหน่อย

แต่อย่างน้อยกำจัดภัยคุกคามตระกูลซ่งได้แล้ว ก็ถือว่าเขาจะได้ตายตาหลับ

…

เรือนร่างอ้อนแอ้นกลับมาที่บ้านพักตากอากาศอีกครั้งหลังจากรู้ว่าตันหยางตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะตาย วันนี้เธอมาพร้อมกับสิ่งที่อีกฝ่ายร้องขอ

เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบว่าสภาพตันหยางดูไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ร่างกายผ่ายผอมลงมาก ทั้งที่ตอนถูกอดอาหารเพราะต้องการเค้นข้อมูล อีกฝ่ายยังทนความหิวโหยไม่ได้ มาวันนี้กลับใจเด็ด อดข้าวอดน้ำร้องขอความตาย เธอไม่เข้าใจความคิดผู้หญิงคนนี้จริง ๆ

“ไม่เจอกันพักนึง ดูสดใสแข็งแรงดีเหมือนเดิมนะ” ตันหยางทักทายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

ตอนนี้สมองเธอพร่าเบลอ ปวดท้องจากอาการหิวกระหาย แต่กลับไม่ยอมลุกไปทานอาหารที่นำมาวางไว้ให้ในทุก ๆ วัน

“ฉันยังแข็งแรงดี แต่คุณป้าดูแย่มากนะคะ” ซ่งอวิ๋นไม่ได้เดินเข้าไปใกล้เตียง เลือกจะนั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะน้ำชา

“ก็นะ อยากเอาโซ่รัดคอตัวเอง แต่ทำทีไรก็มีคนเข้ามาห้ามตลอด จะตายไม่ได้ตาย เลยต้องอดอาหารแทน” ตันหยางกลั้วหัวเราะกับชะตาชีวิตตัวเอง

ไม่เข้าใจจริง ๆ แค่ปล่อยให้เธอฆ่าตัวตายมันยากเย็นตรงไหนกัน

“ฮวาหว่านแค้นฉันมาก อีกไม่นานหล่อนคงหาเรื่องเตะแผ่นเหล็ก รู้แบบนี้แล้วไม่เป็นห่วงสักหน่อยเหรอคะ”

ประโยคเหล่านั้นทำให้หญิงวัยกลางคนดวงตาไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะกลับเป็นปกติ

“จะว่าเป็นความผิดฉันด้วยก็ได้ ฉันปลูกฝังให้เด็กคนนั้นเกลียดชังคนตระกูลซ่ง แต่เมื่อเธอรู้ความจริงว่าตัวเองไม่มีสายเลือดตระกูลซ่งแล้วยังอยากแก้แค้น ฉันคงทำอะไรไม่ได้”

“น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะคะ แม่แกล้งตาย กว่าจะรู้ว่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองเป็นใคร เขาก็ดันมาตายจากไปอีก”

“เจียงกั๋วตายแล้ว? แสดงว่าเจ้านายฉันแพ้ราบคาบแล้วสินะ” น้ำตาหยดหนึ่งค่อย ๆ ไหลออกจากหางตา หยดลงสู่หมอน

“ค่ะ เสวี่ยหลานลั่นไกปืนด้วยตัวเอง” ซ่งอวิ๋นเล่าสถานการณ์ให้อีกฝ่ายฟังโดยละเอียด

“ฮะ ๆ เธอกับปู่ของเธอไม่ได้จงใจให้เจียงกั๋วไปโดนแม่ตัวเองฆ่าตายใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ ตำรวจสงสัยเลยนำเจียงกั๋วไปหาผู้ร่วมขบวนการ เพราะเสวี่ยหลานพยายามดิ้นรนปกป้องเจียงกั๋ว ฉันกับคุณปู่ไม่ได้ยื่นมือไปยุ่งเรื่องนี้..”

“เวรกรรมมีจริงสินะ เหมือนที่แม่ชีจ้าวพูดกับฉันไว้ไม่มีผิด”

“เคยเจอคุณย่าหลังจากท่านบวชชีด้วยเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น เธอไม่แปลกใจหากเจอตอนที่คบกับคุณพ่อสมัยสาว ๆ แต่คุณย่าของเธอละทางโลกนานมากแล้ว อีกฝ่ายไปเจอคุณย่าของเธอด้วยเหตุผลใดเล่า

“แน่นอน อารามนั้นฉันเคยไป ผ่านมาหลายปีมากแล้ว แต่ฉันยังจำคำนั้นได้ขึ้นใจ ตอนได้ยินฉันยังด่าแม่ชีจ้าวในใจอยู่หลายคำ ก็นะ ตอนนั้นเกลียดไม่น้อยทีเดียว”

“…” คุณย่าคงเคยเตือนบางอย่าง

“แต่ถ้าย่าของเธอทำนายทายทักได้เก่งขนาดนี้ เรื่องที่พึมพำตอนนั้นก็คงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง”

คราวนี้ดวงตาของเธอแจ่มชัดยามจดจ้องใบหน้าซ่งอวิ๋น “น่าเวทนาเหลือเกิน”

“หมายความว่ายังไง?” ซ่งอวิ๋นงุนงงแกมสงสัย ทำไมอีกฝ่ายต้องทำหน้าเหมือนสงสารเธอด้วย