นับถอยหลัง
นับถอยหลัง
“ตอนนั้นแม่ชีจ้าวเผลอพูดว่า ตนเองกับอดีตสามีจะอยู่ได้ไม่นาน เลยเตือนว่าชีวิตมนุษย์มันสั้น ทำนองนี้”
“…” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เธอสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์แปลก ๆ แต่ยังไม่กล้าฟันธง เพราะส่วนหนึ่งเธอยังไม่เชื่อว่า หากพวกท่านเจ็บป่วย หรืออายุไม่ยืนจริง ท่านจะไม่ยอมบอกเธอได้อย่างไร
“ช่างเถอะ ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ตันหยางพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียันกายขึ้นจากเตียง เมื่อลุกขึ้นมานั่ง อาการวิงเวียนพลันจู่โจมเข้ามาจนเธอเริ่มหายใจหายคอไม่สะดวก
“คุณ.. อยากตายจริงเหรอคะ ลองทบทวนอีกครั้งดีไหม”
“ฉันคิดมาดีแล้ว.. ถ้าวันนี้เธอยังห้าม อีกไม่นานฉันก็ต้องตายอยู่ดี ลองคิดมุมกลับกันสิ การช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากความทรมาน เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็ถือเสียว่าฉันอุตส่าห์ทำให้เธอกำจัดศัตรูง่ายขึ้น” สายตาตันหยางมองไปยังกล่องใบเล็กที่ซ่งอวิ๋นนำติดตัวมาด้วย
เดาว่าซ่งอวิ๋นคงยังลังเล เด็กคนนี้ใจดีเกินไป เธอยังกลัวเลยว่าความใจดีนี้อาจเป็นจุดอ่อนในอนาคต ทว่าหากเปรียบเทียบไหวพริบและความฉลาดเฉลียว เธอก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายมีมันเต็มเปี่ยม
“...” ซ่งอวิ๋นนิ่งคิดอยู่นานนับนาที สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางกล่องใบเล็ก พลางกล่าวว่า “ในนั้นมีสิ่งที่คุณป้าต้องการ มันจะทำให้คุณไม่ทรมาน ก็คงเหมือนที่พ่อของฉันจากไปอย่างสงบ ฉันไม่รู้ว่าทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือเปล่า..”
“ถูกต้องที่สุด ขอบคุณมากที่ไม่ทรมานฉันไปมากกว่านี้” ตันหยางฝืนตะเกียกตะกายลงจากเตียง และคลานไปยังกล่องใบเล็ก ราวกับมันเป็นสิ่งของล้ำค่า
เห็นดังนั้นซ่งอวิ๋นก็รีบเบือนหน้าหนี และลุกขึ้นจากเก้าอี้โต๊ะน้ำชา แล้วจ้ำอ้าวออกจากห้องนอนในบ้านพักตากอากาศด้วยอาการสับสน
อันที่จริงตอนนี้สมองของเธอกำลังคิดเรื่องที่ตันหยางบอกก่อนหน้านี้ ในใจมีแต่ความกังวล หากคุณปู่และคุณย่าอายุสั้นอย่างที่อีกฝ่ายบอกจริง เธอจะทำยังไงดี
...
บ้านใหญ่ตระกูลซ่ง
ผู้เฒ่าซ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปยังลานกว้างเบื้องนอก หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน เกล็ดหิมะบางเบาปลิวคว้างไปตามแรงลม ก่อนจะค่อย ๆ ทับถมลงบนกิ่งไม้และพื้นดินทีละน้อย จนทิวทัศน์ที่เคยคุ้นตาถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน
ไอเย็นแผ่ซ่านผ่านกระจกเข้ามาจาง ๆ ทว่าเจ้าของร่างกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอันยาวนาน ดวงตาฝ้าฟางตามวัยจับจ้องเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นไม่ขาดสาย แววตาลึกล้ำยากจะคาดเดาว่ากำลังนึกถึงเรื่องใด
“คุณปู่..”
“กลับมาแล้วเหรอ..” ชายชราหันกลับมา เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหลานสาว ในใจเขาเกิดลางสังหรณ์แปลก ๆ แต่ยังไม่ได้ถามอะไรมากมายนัก
“กลับมาแล้วค่ะ” ซ่งอวิ๋นเดินเข้าไปกอดเอวผู้เฒ่าซ่ง ตลอดทางกลับบ้าน คำพูดของตันหยางยังคงลอยวนเวียนอยู่ในสมอง เธอได้แต่ภาวนาว่ามันไม่จริง
ทว่าอีกมุมหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่คุณย่าหลุดปากพูดออกมา เลยทำให้เธอเกิดความกลัว
“เกิดอะไรขึ้น ไม่สบายใจเรื่องตันหยางใช่ไหม” ผู้เฒ่าซ่งยังเข้าใจไปว่าหลานสาวรู้สึกผิด เพราะสิ่งที่เธอทำไม่ต่างจากการฆ่าคน แม้อีกฝ่ายร้องขอก็ตามที
หากแต่คำถามที่หลุดจากริมฝีปากสีเชอร์รี ทำเขาชะงักเสียเอง
“คุณปู่ ไม่ได้ปิดบังอะไรไว้ใช่ไหมคะ” ดวงตาดอกท้อสั่นไหว กลัวเหลือเกินว่าคำตอบจะเป็นไปตามลางสังหรณ์
“นั่งก่อนเถอะ” ร่างกายผู้เฒ่าซ่งแข็งเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แต่เขายังทำใจเย็น ดึงหลานสาวไปนั่งที่โซฟา
“คุณปู่..” ซ่งอวิ๋นใจคอไม่ดี ความเย็นเยือกไล่ขึ้นมาจากปลายเท้า ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันแน่น
“อวิ๋นเอ๋อร์ ช่วงที่ผ่านมา หลานเก่งมาก ควบคุมสถานการณ์ได้ดี ฉลาดเฉลียว ไหวพริบเป็นเลิศ จนปู่ยังภูมิใจ” ผู้เฒ่าซ่งพยายามหาคำพูดที่ละมุนละม่อมที่สุด ทั้งที่เขาเองก็รู้ดีว่าตนเองไม่ได้มีวาทศิลป์ถึงเพียงนั้น
“...” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ คุณปู่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังแบเบาะ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอ้อมโลก แต่สมองเธอกำลังปฏิเสธความจริง พยายามคิดเข้าข้างตัวเองจนสุดความสามารถ
“หลานคงกำลังคิดว่า การพูดอ้อมโลกไม่เหมาะกับปู่สินะ” ซ่งเต๋อรู้ทันความคิดหลานสาว เขาหัวเราะออกมา ดวงตาร้อนผะผ่าว ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของตนเอง “ไม่เหมาะจริง ๆ นั่นแหละ แต่ปู่แค่ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี”
“หนู..” ร่างอ้อนแอ้นแข็งทื่อ ฝ่ามือเย็นเยียบชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ต่อให้ไม่อยากฟังความจริงเพียงใด เธอก็ยังเงยหน้ามองผู้เฒ่าซ่ง “ไม่เป็นไรค่ะ ต่อให้ความจริงมันเจ็บปวด หนูก็จะรับมันให้ได้ คุณปู่พูดมาได้เลย”
พอเห็นหลานสาวพยายามเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ผู้เฒ่าซ่งก็รีบดึงร่างเล็กเข้ามากอดไว้แนบอก ความทรมานใจนี้ ใครจะเข้าใจเขาบ้าง
“หมอบอกว่า ปู่จะอยู่ได้อีกแค่สองปีเท่านั้น”
สิ้นเสียงผู้เฒ่าซ่ง หญิงสาวได้ยินเสียงวิ้ง ๆ อยู่ในหู ความเย็นเยียบไล่ขึ้นจากปลายเท้ามาถึงศีรษะ
“ก่อนอาอิ๋นจะละทางโลก เคยทำนายไว้หลายอย่าง ปู่คงเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่หนึ่งในนั้นคือเรื่องของปู่ คำทำนายบอกไว้แล้วว่าปู่จะอยู่ได้ไม่เกิน 75 ปี ตอนแรกปู่ตกใจมาก แต่ต่อมา อาการป่วยของปู่ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น”
“คุณปู่ป่วยเป็นอะไรคะ” เสียงของซ่งอวิ๋นขาดห้วง อยากร้องไห้ แต่มันช็อกจนร้องไม่ออก
“ปู่มีเนื้องอกในสมองมานานแล้ว เนื้องอกนี้โตช้า และอยู่ในจุดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้..”
“ถ้าอย่างนั้น มันอยู่กับคุณปู่มาสิบกว่าปีแล้วเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นขบเม้มริมฝีปากตนเองอย่างแรง แต่เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด อาจเพราะเธอปวดใจมากกว่า
ที่ผ่านมาเธอไม่รู้เลยว่าคุณปู่ทนทรมานกับโรคร้าย เฝ้าคิดดีอกดีใจว่าอุปสรรคชิ้นโตถูกกำจัดแล้ว ที่ไหนได้..
“อวิ๋นเอ๋อร์มองปู่” เนื้อเสียงผู้เฒ่าซ่งเข้มขึ้น พลางกุมแก้มทั้งสองข้างของหลานสาวให้สบตาเขา
สิ่งที่เห็นในดวงตาดอกท้อมีเพียงความเสียใจและโทษตัวเอง
“คุณปู่.. หนู”
“ชะตาชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้ ที่ปู่ยังไม่ได้เล่าให้ฟังเพราะตอนนั้นหลานยังเด็ก ที่สำคัญช่วงนี้ก็มีหลายเรื่องที่ทำให้หลานเครียด ต้องดิ้นรนหลีกหนีอันตรายรอบทิศ ปู่แก่แล้ว ปกป้องหลานตลอดไปไม่ได้ พอเห็นหลานรู้หลบเป็นหลีก มันทำให้ปู่สบายใจขึ้นมากเลยนะ”
“แต่.. หนูเสียใจ” ใบหน้างดงามบิดเบี้ยว น้ำตาไหลทะลักออกมาจนแทบควบคุมร่างกายตัวเองไม่อยู่ “ทั้งที่คุณปู่ป่วยหนัก แต่หนูไม่เคยรู้อะไรเลย”
“อย่าโทษตัวเอง เป็นความผิดปู่เอง ปู่ตั้งใจไม่บอก เพราะตระกูลเรากำลังเจอกับพายุลูกใหญ่ ตอนนี้กำจัดเสวี่ยหลานได้แล้ว ที่สำคัญ.. หลานเจอคนดี วันหน้าปู่ก็วางใจได้แล้ว”
ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลาลูบศีรษะหลานสาวอย่างปลอบประโลม
ซ่งอวิ๋นส่ายหน้า น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้มจนเปียกชุ่ม ทว่าต่อให้พยายามสะกดกลั้นเพียงใด เสียงสะอื้นก็ยังเล็ดลอดออกมาจากลำคออย่างห้ามไม่อยู่
เธอไม่เคยคิดเลยว่า คนที่คอยยืนอยู่เบื้องหลัง จะกำลังนับถอยหลังรอวันที่ต้องจากเธอไปอย่างเงียบงัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเอาแต่คิดว่าตราบใดที่ยังมีคุณปู่อยู่ ทุกอย่างก็จะไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก ต่อให้ต้องเผชิญอันตราย ต่อให้ถูกผู้คนหักหลัง อย่างน้อยเมื่อหันกลับมา เธอก็ยังมีบ้านให้กลับ มีอ้อมกอดให้ซุกตัว และมีใครคนหนึ่งที่พร้อมจะเชื่อใจเธอโดยไม่มีเงื่อนไข
แต่ตอนนี้ผู้เฒ่าซ่งกลับบอกว่า เขาจะอยู่กับเธอได้อีกเพียงสองปี
สองปี...
คำสองคำสั้น ๆ คล้ายคมมีดที่กรีดลงกลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยคิดถึงวันที่จะต้องสูญเสียชายชราตรงหน้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าคนเราต้องแก่เฒ่า ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจว่าสังขารย่อมร่วงโรย แต่เป็นเพราะในส่วนลึกของหัวใจ เธอเห็นเขาเป็นข้อยกเว้นของโลกใบนี้มาโดยตลอด
เธอเคยคิดว่า ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา คุณปู่ก็จะยังอยู่ตรงนั้น
“คุณปู่...”
ซ่งอวิ๋นเรียกเสียงสั่น แต่กลับพูดอะไรต่อไม่ออก อยากถามว่าที่ผ่านมาคุณปู่ต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน อยากถามว่ามีคืนไหนบ้างที่เขานอนไม่หลับเพราะรู้ดีว่าชีวิตของตนเองกำลังเดินมาถึงปลายทาง
ทว่าคำถามมากมายกลับติดอยู่ในลำคอ สุดท้ายเหลือเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่แม้แต่ตัวเธอเองยังแทบไม่ได้ยิน
เธอไม่กล้าจินตนาการด้วยซ้ำว่า ในวันที่อ้อมแขนคู่นี้ไม่อาจโอบกอดเธอได้อีกแล้ว เธอจะต้องทำอย่างไร
ใครจะคอยถามว่าเหนื่อยหรือไม่เมื่อเห็นเธอกลับบ้านด้วยใบหน้าอ่อนล้า ใครจะคอยตำหนิด้วยความเป็นห่วงเมื่อเธอเอาแต่ฝืนตัวเอง
แล้วหากวันหนึ่งเธอเจ็บปวดจนไม่อาจเข้มแข็งได้อีก ใครจะลูบศีรษะเธอเบา ๆ แล้วบอกว่าไม่เป็นไร ยังมีปู่อยู่ตรงนี้
ความคิดเหล่านั้นถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ ซ่งอวิ๋นยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นเสียงร้องไห้เพราะไม่อยากให้ชายชราต้องเป็นห่วง ทว่าความพยายามทั้งหมดกลับพังทลายลงในวินาทีที่เธอสัมผัสได้ถึงฝ่ามือเหี่ยวย่นซึ่งกำลังลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน
ฝ่ามือคู่นี้เคยประคองเธอมาตั้งแต่ยังเป็นทารก
เคยเช็ดน้ำตาให้เธอในวันที่หกล้ม เคยกุมมือเธอไว้ในวันที่หวาดกลัว และเคยยื่นมาข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าเธอจะล้มเหลวหรือทำผิดพลาดมากเพียงใด
บัดนี้มือข้างเดิมยังคงลูบศีรษะเธอเหมือนทุกครั้ง ราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีโรคร้าย ไม่มีคำทำนาย ไม่มีเส้นตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แต่ซ่งอวิ๋นรู้ดีว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว
“หนูไม่อยากให้คุณปู่ไป...” ในที่สุดเธอก็หลุดเสียงสะอื้นออกมา ประโยคสั้น ๆ ที่เปล่งออกมาราวกับเด็กน้อยกำลังหวาดกลัวการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง “หนูยังไม่ได้ตอบแทนคุณปู่เลย หนูยังไม่ได้ทำให้คุณปู่มีความสุขมากพอด้วยซ้ำ ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วย”
หยาดน้ำตาร่วงลงบนหลังมือของผู้เฒ่าซ่งทีละหยด อุ่นร้อนเสียจนคนถูกสัมผัสรู้สึกปวดร้าวไปทั้งหัวใจ
ซ่งอวิ๋นไม่เคยกลัวการต่อสู้ ไม่เคยหวาดหวั่นแม้ต้องเผชิญหน้ากับคนที่คิดทำร้ายเธอ ต่อให้ต้องสูญเสียทุกสิ่ง เธอก็ยังเชื่อว่าตนเองสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ขอเพียงยังมีโอกาส เธอจะต้องหาทางผ่านมันไปให้ได้
ทว่าเรื่องนี้แตกต่างออกไป
เธอไม่รู้จะต่อสู้กับอะไร ไม่รู้จะเอาชนะใคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน
เพราะศัตรูที่กำลังพรากคุณปู่ไปจากเธอ ไม่ใช่คนที่เธอสามารถเอาชนะด้วยสติปัญญาหรือความกล้าหาญ แต่เป็นกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดรอใคร เป็นชะตากรรมที่ไม่ว่าเธอจะพยายามเพียงใด ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้