ชีวิตมนุษย์แสนสั้น
ชีวิตมนุษย์แสนสั้น
เป็นครั้งแรกที่ซ่งอวิ๋นรู้สึกว่าตัวเองไร้หนทางอย่างแท้จริง
และที่เจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด คือชายชราที่กำลังกอดเธออยู่ในขณะนี้ กลับเป็นคนเดียวกับที่จะต้องปลอบโยนเธอให้ยอมรับการสูญเสียของเขาเอง
“คุณปู่ หนูขอร้อง...”
ซ่งอวิ๋นกำชายเสื้อของผู้เฒ่าซ่งแน่น ราวกับหากปล่อยมือไปแม้เพียงนิดเดียว คนตรงหน้าจะหายไปจากชีวิตเธอในทันที
“อย่าทิ้งหนูไปได้ไหมคะ”
เสียงร้องขอแผ่วเบาแทบสลายไปในอ้อมกอด ทว่าเพียงเท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้ผู้เฒ่าซ่งต้องหลับตาลงอย่างเจ็บปวด
เขาเลี้ยงเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ เฝ้ามองเธอเติบโตทีละวัน คอยปกป้องจากลมฝน คอยประคับประคองไม่ให้โลกอันโหดร้ายทำร้ายเธอจนเกินไป
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองยังมีเวลาอีกมากพอจะมองดูเธอเติบโตอย่างสงบสุข อย่างน้อยก็อยากเห็นเธอมีครอบครัวที่อบอุ่น มีคนรักที่พร้อมจะดูแลเธอ และมีชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนเพียงลำพังอีกต่อไป
แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่ยอมให้ความปรารถนาเล็ก ๆ ของตาแก่คนหนึ่งเป็นจริง
“เด็กโง่...” ผู้เฒ่าซ่งกระซิบ เสียงแหบพร่ากว่าที่เคยเป็น “ปู่ไม่ได้ทิ้งหลานไปไหนสักหน่อย”
ซ่งอวิ๋นส่ายหน้าซ้ำ ๆ ซุกใบหน้าลงกับอกของเขา น้ำตาไหลไม่ขาดสาย
เธอรู้ว่าคุณปู่กำลังปลอบใจเธอ
รู้ว่าเขาพยายามทำให้การจากลาในอนาคตดูไม่น่าหวาดกลัวจนเกินไป
แต่เธอไม่อยากได้คำปลอบโยน ไม่อยากได้คำสอนเรื่องการยอมรับความจริง และไม่อยากเป็นเด็กดีที่เข้าใจทุกอย่างในเวลานี้
เธอเพียงอยากเป็นหลานสาวคนหนึ่งที่ยังมีคุณปู่อยู่ข้างกาย อยากกลับไปเป็นเด็กที่สามารถวิ่งเข้าไปกอดเขาได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่านี่อาจเป็นหนึ่งในครั้งสุดท้าย อยากมีวันพรุ่งนี้ที่ไม่ต้องนับถอยหลัง และอยากให้คำว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องสูญเสียไปอีก
ทว่าโลกไม่เคยถามความสมัครใจของใครก่อนจะพรากสิ่งสำคัญไป
นอกหน้าต่าง หิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน เกล็ดสีขาวตกทับซ้อนกันบนพื้นดินจนร่องรอยเดิมค่อย ๆ เลือนหาย ราวกับทุกสิ่งกำลังถูกปกคลุมด้วยม่านสีขาวอันหนาวเหน็บ
ผู้เฒ่าซ่งโอบกอดหลานสาวไว้แน่นขึ้น ปล่อยให้เธอร้องไห้จนไหล่สั่นสะท้าน ขณะที่ดวงตาชราจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย
เขาไม่กล้าบอกเธอว่า ตัวเขาเองก็กลัว
กลัววันที่ต้องจากไป กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหลานสาวมีความสุขอย่างที่หวัง และกลัวเหลือเกินว่าหลังจากไม่มีเขาแล้ว เด็กคนนี้จะต้องเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพังอีกครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังต้องปล่อยมือ
เพราะความรักของคนเป็นปู่ ไม่ใช่การรั้งหลานสาวไว้ข้างกายตลอดไป หากเป็นการพยายามส่งเธอไปให้ถึงวันที่สามารถใช้ชีวิตต่อได้ แม้ในวันที่เขาไม่อาจอยู่เคียงข้างเธออีกแล้ว
เพียงแต่...หากเลือกได้ เขาก็อยากอยู่ดูแลเธอให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย
อีกสักสิบปี
หรืออย่างน้อยก็จนกว่าเด็กคนนี้จะไม่ต้องร้องไห้เพราะกลัวการสูญเสียเขาอีกต่อไป
อนิจจา ชีวิตคนเรามักมีสิ่งที่อยากทำมากมาย แต่กลับไม่มีเวลามากพอให้ทำทุกอย่างได้สำเร็จ
ซ่งอวิ๋นร่ำไห้อยู่นานนับชั่วโมง ขณะที่ผู้เป็นมารดาเข้ามาช่วยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ
อันที่จริงโจวจิ่วเองก็เพิ่งทราบเรื่องเมื่อไม่นานมานี้ เธอเสียใจจนบรรยายความรู้สึกเป็นคำพูดไม่ถูก วันนี้เห็นลูกร้องไห้โฮ เสมือนท้องฟ้าถล่มตรงหน้า เธอยิ่งปวดใจมากขึ้น
“คนอื่น ๆ รู้เรื่องนี้หรือยังคะ” ซ่งอวิ๋นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง หลังจากเริ่มตั้งสติได้บ้างแล้ว
“นอกจากอาจิ่ว ก็ไม่มีใครรู้แล้ว”
“คุณปู่จะบอกพวกเขาเมื่อไหร่คะ”
“ไม่นานหรอก คงต้องเริ่มจากอาเซียงและอาเซวียนก่อน”
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรง พยายามทำใจให้เข้มแข็งในวันที่โลกกลายเป็นสีเทา
“ไม่เป็นไรค่ะ 2 ปี 731 วัน หนูจะใช้ทุกวินาทีกับคุณปู่ให้คุ้มค่าที่สุด แล้วคุณย่าล่ะคะ ท่านป่วยหรือเปล่า”
“ย่าของหลานไม่ได้ป่วย เรื่องอาอิ๋น.. ค่อนข้างพูดยาก” ผู้เฒ่าซ่งทอดถอนใจหนัก
การก้าวล่วงชะตากรรมคนอื่น ย่อมต้องตอบแทนคืนกลับอย่างสาสม ตอนนี้อาอิ๋นไม่อาจก้าวขาออกจากอาราม และเธอเคยพูดเล่น ๆ ทำนองว่า หากเขาเสียชีวิตจริง เธอจะตามเขาไปโลกหน้าด้วยกัน
เพราะหากถึงวันนั้น ตระกูลซ่งคงรอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวงแล้ว
ซ่งอวิ๋นหลุบตาลงมองมือตนเอง แพขนตาที่เคยงอนงามจับตัวกันเป็นช่อ ดวงตาดอกท้อแดงก่ำและบวมช้ำ หางตายังเปียกชื้นจนสะท้อนแสงวาววับ ปลายจมูกแดงระเรื่อ ขณะที่ริมฝีปากอิ่มซีดจางลงเล็กน้อยจากการเม้ม
…
หลังจากรู้ว่าผู้เฒ่าซ่งอยู่ได้เพียงสองปี ซ่งอวิ๋นก็ทำอย่างที่เธอพูดไว้ ใช้ทุกช่วงเวลากับคุณปู่ให้คุ้มค่าที่สุด และเมื่อเธอทราบเรื่องนี้แล้ว ซ่งเต๋อก็ไม่ปกปิดความเจ็บปวดจากอาการปวดหัวที่เกิดถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณปู่..ไหวไหมคะ” ร่างอ้อนแอ้นถามเสียงแผ่วขณะดึงผ้าห่มคลุมกายผู้เป็นปู่ถึงอก
“ไหวสิ กินยาไปแล้ว เดี๋ยวก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น หลานไปเตรียมตัวเก็บของเถอะ พรุ่งนี้โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งตบหลังมือเธอเบา ๆ ให้เธอวางใจ เขาชินกับอาการนี้แล้ว แม้ช่วงนี้จะปวดบ่อยขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่เขาอดทนได้
“หนู..ไม่อยากไปเลย”
“ไปเรียนเถอะ ปู่จะสบายใจมากกว่าถ้าเห็นหลานยังประคับประคองตัวเองได้ ไม่จมปลักอยู่กับความเสียใจจนจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ดี ไม่ทำให้คุณปู่ต้องเป็นกังวล แต่หนูจะกลับบ้านทุกวัน ขอใช้สิทธิพิเศษจากอันดับหนึ่งเกาเข่าให้เป็นประโยชน์”
“แต่อย่าฝืนจนเหนื่อยเกินไปนักนะ วันไหนเหนื่อยก็นอนหอสักคืน ไหวแล้วค่อยกลับบ้าน”
“ค่ะคุณปู่ หนูจะไม่ฝืนตัวเอง”
…
“ปู่ซ่งเป็นยังไงบ้าง” เฟิงมู่หานถามเธออย่างเป็นห่วง
ช่วงที่ผ่านมาเขาเข้านอกออกในบ้านซ่งเป็นปกติ เพราะหลังจากรู้ว่าชายชราอาการแย่ลง เขาก็มักใช้เวลาว่างมาดูแลและพูดคุยกับผู้เฒ่าซ่งพร้อมซ่งอวิ๋น
“คุณปู่นอนแล้วค่ะ.. ขอโทษนะคะพี่หาน ช่วงนี้พี่เหนื่อยหรือเปล่า”
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า มัวแต่ดูแลปู่ซ่ง ไม่ได้ทำหน้าที่คนรักเลย
“พูดอะไรแบบนั้น ปู่ของเธอก็เหมือนปู่พี่คนนึงนะ” ฝ่ามืออบอุ่นคว้าข้อมือนุ่มนิ่มแล้วดึงเธอนั่งลงข้างกาย “จำไว้นะเสี่ยวอวิ๋น คนรักกันมักจะอยู่ร่วมกันเวลาทุกข์และสุข ตอนนี้เธอกำลังทุกข์ ถ้าพี่ไม่อยู่ข้างเธอ พวกเราจะคบกันไปทำไม”
ซ่งอวิ๋นน้ำตาคลอเบ้า ซุกหน้าลงบนแผงอกอบอุ่น ช่วงนี้เธออ่อนไหวเป็นพิเศษ พร้อมจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ
ทั้งที่เมื่อก่อนเธอเข้มแข็งและพร้อมเผชิญทุกปัญหาแท้ ๆ
“เหนื่อย ๆ มาทั้งวัน กินเค้กเจ้าโปรดดีกว่า” ชายหนุ่มลูบหลังเธออย่างนุ่มนวล ก่อนเอื้อมมือหยิบถุงกระดาษ ด้านในคือเค้กสตรอว์เบอร์รีร้านโปรดของคนรัก
ได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็ผละใบหน้าออกจากอกแกร่ง ดวงตาร้อนระอุดูเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย
“ไปซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ไปซื้อมาเมื่อตอนกลางวันครับ กินก่อนนะ จะได้อารมณ์ดีขึ้น” เขาหยิบช้อนแล้วนำเค้กใส่จาน ยื่นเค้กให้เธอทาน
“ฮื่ออ ขอบคุณนะคะ พี่หานน่ารักที่สุดเลย”
“…” เฟิงมู่หานสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากเห็นว่าสีหน้าเธอดีขึ้นหลังจากได้ทานของหวาน
…
ภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นขึ้น แต่อากาศหนาวเย็นยังคงปกคลุมไปทั่วมหาวิทยาลัย
เหนือยอดไม้ที่เริ่มผลัดใบ อาคารเรียนและหอนาฬิกาเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาอ่อน แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆลงมากระทบพื้นถนนเป็นหย่อม ๆ ก่อนที่สายลมหนาวระลอกใหม่จะพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง
บริเวณทางเข้าอาคารเรียนมีจักรยานจอดเรียงรายเป็นแถวยาว นักศึกษาบางส่วนปั่นผ่านถนนภายในมหาวิทยาลัยอย่างเร่งรีบ เสียงกระดิ่งจักรยานดังแทรกกับเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นเป็นระยะ บรรยากาศที่เคยเงียบสงบในช่วงปิดเทอมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“เสี่ยวอวิ๋น” ฟ่านเยว่และเฟิงหรงทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง ท่าทางดีอกดีใจหลังจากไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่
“ดูสดใสแข็งแรงกันทั้งคู่เลยนี่นา” ซ่งอวิ๋นส่งยิ้มให้เพื่อนสนิททั้งสอง
“พวกเราแข็งแรง แต่แววตาเธอดูไม่สดใสเท่าไหร่นะ”
“ที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวมีเวลาแล้วเล่าให้ฟัง” ซ่งอวิ๋นเสตามองทางอื่น ปกปิดความอ่อนแอไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนจางประจำตัว
“ถ้าไม่ไหวก็ระบายกับพวกเราได้เสมอนะ” เฟิงหรงสวมกอดเพื่อนและลูบแผ่นหลังซ่งอวิ๋นเบา ๆ
“ใช่แล้ว พร้อมเมื่อไหร่ค่อยพูด ฉันกับอาหรงอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”
“ขอบใจนะ..”
หญิงสาวทั้งสามกอดกันกลม กระทั่งฟ่านเยว่นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงด้วย รู้ไหมว่าฮวาหว่านลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วนะ”
“จริงเหรอ ฉันไม่รู้เลย มัวแต่ยุ่ง ๆ” ซ่งอวิ๋นประหลาดใจ คิ้วขมวดมุ่น เพราะที่ผ่านมาเธอมัวแต่ดูแลปู่ซ่ง จึงไม่ได้ติดตามเรื่องราวฮวาหว่าน
“เห็นว่าลาออกไปก่อนเปิดเทอมไม่นานนี้เอง เพื่อนร่วมห้องก็ติดต่อไม่ได้” ฟ่านเยว่ หน่วยข่าวกรองประจำกลุ่มเล่าให้ฟัง
“บางทีเธอคงอาย โดนแฉพฤติกรรม แถมฉินชางที่เธอคบหาอยู่ก็โดนจับเข้าคุกไปแล้ว” เฟิงหรงแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด
“ถ้าแค่อายก็ดี แต่ถ้ามายุ่งกับฉันเมื่อไหร่ คราวนี้ฉันคงไม่ใจดีขนาดนั้นแล้ว”
ความอดทนของเธอต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเธอไม่อยากเสียเวลาให้กับเรื่องไร้สาระ ชีวิตมนุษย์สั้นเกินไป..