LNCrawler

เก็บเป็นภาพความทรงจำ

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

เก็บเป็นภาพความทรงจำ

ซ่งอวิ๋นไม่มีเวลาสนใจว่าฮวาหว่านจะมีแผนการใด เพราะทุกวินาทีของเธอมีค่าเกินกว่าจะนำทองคำไปรู่กระเบื้อง เธอเพียงใช้ชีวิตไปตามปกติ ตั้งใจเรียนหนังสือ และกลับบ้านไปดูแลปู่ซ่งทุกเย็น แน่นอนว่ามันเหนื่อยไม่น้อย แต่เป็นความเหนื่อยที่เธอเต็มใจ

เวลาล่วงเลยผ่านไป ข่าวคราวของฮวาหว่านเงียบหายไปจากทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ทำอะไร และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ กระทั่งวันเกิดอายุครบ 74 ปีของผู้เฒ่าซ่งมาถึง

สวนขนาดใหญ่ภายในบ้านตระกูลซ่งสว่างไสวไปด้วยแสงไฟประดับนับไม่ถ้วน ดอกไม้ที่จัดแต่งอย่างประณีต เสียงดนตรีบรรเลงคลอไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาของแขกเหรื่อ สร้างบรรยากาศคึกคักสมกับเป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของผู้เฒ่าซ่ง บุคคลสำคัญซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในแวดวงสังคม

โต๊ะจัดเลี้ยงถูกเรียงรายอยู่ทั่วสวน อาหารเลิศรสและเครื่องดื่มชั้นดีถูกนำมาวางจนเต็มโต๊ะ บรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างทยอยเข้ามาแสดงความยินดี บ้างยกแก้วอวยพรให้เจ้าของวันเกิดมีอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง บ้างพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องธุรกิจและความเคลื่อนไหวในแวดวงสังคมอย่างออกรส ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความรื่นเริง

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขนั้น ผู้เฒ่าซ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน สวมเสื้อคอจีน ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มขณะรับคำอวยพรจากผู้คนรอบข้าง แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่รัศมีความน่าเกรงขามของเขายังคงไม่เสื่อมคลาย เพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อยก็สามารถเรียกความสนใจจากแขกทั้งงานได้อย่างง่ายดาย

“ขอบใจทุกคนนะที่มางานวันเกิดตาแก่คนนี้” ผู้เฒ่าซ่งไม่ปกปิดอาการเจ็บป่วยของตัวเองด้วยรอยยิ้ม วันนี้เขาดูผ่อนคลายและไม่เคร่งขรึมอย่างเช่นที่ผ่านมา

ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างพากันอวยพรให้เขามีอายุยืนยาว ขอให้ปีต่อ ๆ ไปเต็มไปด้วยความสุขและความเจริญรุ่งเรือง

ทว่าซ่งอวิ๋นกลับไม่อาจยิ้มตามไปด้วยได้

หญิงสาวยืนอยู่ไม่ไกลจากกลุ่มแขก มือเรียวถือแก้วเครื่องดื่มไว้หลวม ๆ สายตาจับจ้องไปยังร่างของผู้เฒ่าซ่งซึ่งกำลังสนทนากับแขกคนสำคัญด้วยสีหน้าเบิกบาน ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำอวยพรที่ดังขึ้นเป็นระยะ เธอกลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกแยกออกจากโลกอันแสนคึกคักใบนี้อย่างสิ้นเชิง

เพราะซ่งอวิ๋นรู้ดีว่า วันเกิดในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มอายุขึ้นอีกหนึ่งปี หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังที่ไม่มีแขกในงานล่วงรู้

เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปีเท่านั้น

หนึ่งปีที่ผู้เฒ่าซ่งจะยังคงอยู่ตรงนี้ นั่งอยู่ท่ามกลางครอบครัวและผู้คนที่เคารพรักเขา รับฟังคำอวยพรและหัวเราะไปกับบทสนทนาของทุกคน

และเมื่อเวลานั้นมาถึง ทุกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าในค่ำคืนนี้ก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

นิ้วมือของซ่งอวิ๋นค่อย ๆ กระชับแก้วในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย เธอพยายามกดความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนจะหันกลับไปมองผู้เฒ่าซ่งอีกครั้ง

คราวนี้เธอไม่ได้หลบสายตาอีก

เธอเพียงจดจำภาพตรงหน้าเอาไว้เงียบ ๆ จดจำรอยยิ้มของเขา แววตาอ่อนโยน และท่าทางที่ยังคงสง่างามราวกับจะอยู่เคียงข้างตระกูลซ่งไปอีกนานแสนนาน

หากเวลาที่เหลืออยู่มีเพียงหนึ่งปีจริง ๆ อย่างน้อยที่สุด เธอก็อยากให้ทุกวันหลังจากนี้เป็นวันที่ผู้เฒ่าซ่งมีความสุข

แม้จะรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลาต้องสูญเสีย เธออาจไม่สามารถทำใจยอมรับมันได้เลยก็ตาม

“อวิ๋นเอ๋อร์” ขณะที่ความคิดของหญิงสาวล่องลอยไปไกล เสียงทุ้มนุ่มอันแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้น

“พี่หาน..” เมื่อเธอเงยหน้ามองก็เห็นเฟิงมู่หานยืนอยู่ตรงหน้า พลางยื่นกล้องหนึ่งตัวให้เธอ

“วันนี้พวกเรารับบทเป็นช่างภาพกันดีไหมครับ” เฟิงมู่หานสังเกตเห็นความเศร้าหมองในแววตาของซ่งอวิ๋นตั้งแต่เริ่มงานเลี้ยง แม้หญิงสาวจะพยายามฝืนยิ้มและพูดคุยกับแขกเหรื่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกครั้งที่สายตาของเธอทอดมองไปยังผู้เฒ่าซ่ง รอยยิ้มบนใบหน้านั้นก็มักจะจางหายไปอย่างเงียบงัน

เขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร และรู้ดีว่าคำปลอบโยนเพียงไม่กี่คำคงไม่อาจทำให้ความกังวลในใจของเธอหายไปได้ จึงชวนเธอทำในสิ่งที่เธอชอบที่สุด

“ดีเหมือนกันค่ะ” ซ่งอวิ๋นรับกล้องจากชายหนุ่มมาถือไว้มั่น หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามือของเธอสั่นน้อย ๆ

“ไม่เป็นไร พี่อยู่ตรงนี้” เฟิงมู่หานแตะหลังมือเธอเบา ๆ

“ขอบคุณค่ะพี่หาน”

พริบตาต่อมา เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเบา ๆ เธอก้มลงมองภาพบนหน้าจอ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“พี่หานว่ารูปนี้เป็นยังไงบ้างคะ”

เฟิงมู่หานโน้มตัวเข้ามาดูใกล้ ๆ “ดีมากครับ คุณปู่ดูมีความสุขมากเลย ถ่ายอีกสิครับ”

คราวนี้เขาไม่ได้เพียงยืนมอง แต่ช่วยหามุมถ่ายภาพให้เธอด้วย ทั้งภาพผู้เฒ่าซ่งขณะรับคำอวยพร ภาพที่กำลังยกแก้วสนทนากับแขก และภาพที่บรรดาลูกหลานพากันเข้าไปล้อมวงพูดคุยกับชายชรา

เมื่อผู้เฒ่าซ่งหันมาเห็นทั้งสองคนถือกล้องอยู่ไม่ไกล ก็อดขบขันไม่ได้ “พวกเธอสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่?”

“ถ่ายรูปคุณปู่ครับ” เฟิงมู่หานตอบด้วยรอยยิ้ม “วันนี้คุณปู่เป็นคนสำคัญที่สุดของงาน ต้องถ่ายเก็บไว้เยอะ ๆ หน่อย”

“ดีเลย ปกติอาเต๋อไม่ค่อยชอบถ่ายรูป ถือโอกาสวันนี้ถ่ายไว้เถอะ” เฟิงเหมียนเห็นด้วยกับลูกชาย เธอเข้าใจความคิดของเฟิงมู่หานและซ่งอวิ๋น แต่ไม่อยากให้เสี่ยวอวิ๋นเศร้าเกินไปนัก

ซ่งอวิ๋นเดินเข้าไปคล้องแขนชายชรา ก่อนจะเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาออดอ้อน “คุณปู่คะ เราถ่ายรูปด้วยกันนะคะ”

“ตกลง” ผู้เฒ่าซ่งตบที่ว่างข้างกายเป็นเชิงเรียกหลานสาว ซ่งอวิ๋นจึงนั่งลงข้างเขา ส่วนเฟิงมู่หานรับหน้าที่ถือกล้องและจัดมุมถ่ายภาพให้

ภาพแรกเป็นภาพของซ่งอวิ๋นที่นั่งยิ้มอยู่ข้างผู้เฒ่าซ่ง ภาพต่อมาเป็นภาพที่ชายชรายกมือขึ้นลูบศีรษะหลานสาวอย่างเอ็นดู และภาพสุดท้าย ทั้งสองคนหันมามองกล้องพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม

หลังถ่ายเสร็จ ซ่งอวิ๋นดูภาพด้วยความสนใจ เมื่อเห็นภาพที่ผู้เฒ่าซ่งกำลังยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน หัวใจของหญิงสาวก็พลันบีบรัดขึ้นมาเล็กน้อย เธอรีบกะพริบตาไล่ความรู้สึกที่เอ่อล้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ชายชราอีกครั้ง

“คุณปู่คะ เดี๋ยวเราถ่ายรูปครอบครัวกันนะคะ”

“วันนี้ทุกคนมากันพร้อมหน้า จะไม่ถ่ายได้ยังไง” ผู้เฒ่าซ่งตามใจหลานสาว ไม่ว่าเธอจะขออะไร เขาก็ตกปากรับคำทั้งสิ้น เพราะรู้ว่าชีวิตตัวเองกำลังนับถอยหลัง เขาอยากให้ลูกหลานจำภาพที่เขามีความสุขที่สุดในวันนี้ไว้

ไม่นานนัก สมาชิกตระกูลซ่งก็ทยอยเข้ามายืนเรียงรายบริเวณสนามหญ้าด้านหน้า ซึ่งมีฉากหลังเป็นสวนประดับไฟอย่างงดงาม ซ่งเซียงและซ่งเซวียนควบคุมสีหน้าได้ดีกว่าลูกหลาน จึงยังยิ้มได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่ซ่งซู ซ่งเซิน ซ่งจื้อ และซ่งอวิ๋นยังมีรอยยิ้มติดเศร้าอยู่บ้างเล็กน้อย

เฟิงมู่หานยืนอยู่หลังกล้อง คอยบอกให้ทุกคนขยับเข้าใกล้กันอีกนิด ก่อนจะยกกล้องขึ้นเตรียมถ่ายภาพ

“ทุกคนมองกล้องนะครับ”

เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง สมาชิกครอบครัวต่างหันมามองเลนส์ ขณะที่ผู้เฒ่าซ่งนั่งอยู่ตรงกลางด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

“หนึ่ง สอง สาม”

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น บันทึกภาพครอบครัวตระกูลซ่งที่มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเอาไว้ แต่ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย เฟิงมู่หานกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“อีกสักรูปนะครับ คราวนี้ตามสบายเลย ไม่ต้องตั้งท่าก็ได้”

ทันทีที่สิ้นเสียง บางคนหันไปพูดคุยกับคนข้าง ๆ บางคนยิ้มให้ผู้เฒ่าซ่ง ขณะที่ซ่งอวิ๋นโน้มตัวเข้าไปกระซิบบางอย่างข้างหูชายชราจนเขาหัวเราะออกมาเสียงดัง

เฟิงมู่หานกดชัตเตอร์ในจังหวะนั้นพอดี

ภาพถ่ายใบที่สองจึงกลายเป็นภาพที่ทุกคนไม่ได้กำลังมองกล้อง แต่กำลังมีความสุขอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ

หลังจากนั้นซ่งอวิ๋นยังถ่ายภาพบรรยากาศภายในงานอีกหลายภาพ ทั้งโต๊ะจัดเลี้ยงที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส ซุ้มดอกไม้ที่ประดับด้วยแสงไฟระยิบระยับ กลุ่มแขกเหรื่อที่กำลังชนแก้วอวยพร และภาพของผู้เฒ่าซ่งที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานาน

เมื่อถ่ายภาพจนเกือบครบทุกมุมของสวน เฟิงมู่หานก็ก้มลงกระซิบข้างหู

“ถ่ายไว้เยอะขนาดนี้ ต่อไปอยากดูเมื่อไรก็เปิดดูได้แล้วนะ”

ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนภาพครอบครัว พลางพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ ฉันจะเก็บมันไว้ให้ดีเลย”

ขณะที่ครอบครัวซ่งใช้เวลาฉลองวันเกิดผู้เฒ่าซ่งพร้อมแขกเหรื่อ บนหอสักการะเทพเจ้าในอารามก็มีแขกมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

ฮวาหว่านที่หายตัวไปจากสายตาผู้คนเนิ่นนาน นั่งอยู่เบื้องหน้าแม่ชีจ้าว ใบหน้าของเธอยังคงงดงาม รูปร่างอวบอัดและดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือแววตาดำมืดที่แทบจะปกปิดไว้ไม่มิด

“ประสกฮวาอยู่ที่นี่มาหลายชั่วโมงแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ อย่าไปไกลกว่านี้เลย” แม่ชีชรานับลูกประคำในมือ พลางหลุบตาลงมองหน้าท้องนูนเด่นขึ้นนิด ๆ ของฮวาหว่าน

อีกฝ่ายมาถึงที่นี่ตอนกลางวัน และเข้ามาอยู่ในหอสักการะกับเธอเงียบ ๆ จนถึงตอนนี้ ไม่แม้แต่จะพูดอะไรสักคำ

“แย่งชิงชะตาคนอื่นไปแบบหน้าด้าน ๆ เจอหน้าฉันแล้ว ท่านยังใจเย็นอยู่ได้ น่านับถือ ๆ” หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาหงส์วาววับสะท้อนแสงเทียนในหอสักการะเทพเจ้า

“เด็กในครรภ์ ไม่ช่วยให้จิตใจดำมืดของประสกพบแสงสว่างขึ้นบ้างเลยหรือ”


ตอนนี้ไรท์จัดการบ้านเรียบร้อยแล้วนะคะ จะกลับมาอัปนิยายตามปกติ ขอบคุณที่รอไรท์มาตลอดนะคะ 

น่าเสียดายที่มีหลายๆ เรื่องเกิดขึ้น โปรเจคนิยายยาวที่เคยเกริ่นไว้กับคุณรี้ด ต้องพับไว้ก่อน ฮือออ น้องกิเลนตกสรรค์ของไรท์อดเฉิดฉาย เศร้าจังเลยค่ะ

เรื่องต่อไปเป็นยุค 80 เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ