ยอมทุ่มทั้งหมดที่มี
ยอมทุ่มทั้งหมดที่มี
ฮวาหว่านหัวเราะในลำคอ คล้ายได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันที่สุดในชีวิต
“แสงสว่างงั้นหรือ?” เธอทวนคำ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองเบา ๆ รอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งเย็นเยียบลงทุกขณะ “หากไม่ใช่เพราะมีคนหน้าด้านแย่งชิงสิ่งที่ควรเป็นของฉันไป ฉันจะต้องตกอยู่ในสภาพนี้เหรอ ตอบสิ ท่านนักบวชผู้สูงส่ง?”
ลูกประคำในมือแม่ชีชราหยุดชะงักไปชั่วขณะ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของฮวาหว่านได้
“ในที่สุดก็มีปฏิกิริยาบ้างแล้วสินะ” หญิงสาวโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาหงส์จับจ้องใบหน้าเหี่ยวย่นตรงหน้าอย่างไม่คิดปิดบังความเกลียดชัง
“ฉันอยากรู้มาตลอดว่าคนอย่างท่านใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดได้ยังไง ทุกคืนที่หลับตาลง ไม่เคยฝันเห็นคนที่ท่านทำลายชีวิตบ้างเลยรึไง”
ช่วงเวลาที่ฮวาหว่านหายไปจากทุกคน เธอยังมีความแค้นเต็มอก และรู้ว่าการอยู่ต่อในมหาวิทยาลัยชิงหวาไม่เป็นผลดีกับตน เธอจึงดิ้นรนทุกทางเพื่อเข้าหาผู้มีอำนาจ และยังหวังว่าจะทำลายตระกูลซ่งให้ย่อยยับ
สุดท้ายเธอก็ปีนป่ายขึ้นไปถึงนักธุรกิจเฒ่าแซ่มู่ ซึ่งมีเส้นสายมากมาย และเขาก็มีอำนาจมากพอที่จะทำความปรารถนาของเธอเป็นจริง แต่ข้อแลกเปลี่ยนนั้นก็แลกมากับการที่เธอต้องตั้งครรภ์ให้เขา
เนื่องจากที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีลูกสืบสกุลได้เลย ทั้งที่ไม่ได้เป็นหมัน ทว่าพยายามอย่างไรก็ไร้หนทาง จนกระทั่งอายุล่วงเลยมาถึง 60 ปี
เขากล่าวว่าหากเธอสามารถมีลูกสืบสกุลให้เขาได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เขาก็จะตอบแทนคำขอของเธอทุกข้อ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม
สุดท้ายเธอก็ทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริง เธอสามารถตั้งท้องได้ เด็กคนนี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลมู่ และจะช่วยขจัดความแค้นทั้งในใจให้หมดไป
ทว่าตั้งแต่ที่เธอตั้งครรภ์ เธอมีความฝันประหลาด ในฝันนั้นเรื่องราวแตกต่างออกไป เธอได้เห็นตระกูลซ่งพังพินาศ ขณะที่ซ่งอวิ๋นพ่ายแพ้อย่างคนไร้ทางสู้ สุดท้ายถูกฝังลงดินในสภาพสะบักสะบอม ส่วนตัวเธอเองก็ได้ใช้ชีวิตคู่กับฉินชาง และครองรักกันจนแก่เฒ่า
เมื่อลองคิดทบทวนดู เส้นเรื่องทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่จ้าวอิ๋นออกบวชเมื่อหลายปีก่อน บวกกับที่ตระกูลอีกฝ่ายเป็นตระกูลนักทำนายมาช้านาน เธอแน่ใจว่ายายแก่คนนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างแน่
และดูจากปฏิกิริยา สิ่งที่เธอคาดเดาถูกต้อง
แม่ชีชราวางลูกประคำลงบนโต๊ะบูชา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาฮวาหว่านในที่สุด
“ประสกฮวา ความเกลียดชังรังแต่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ หยุดตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป” ในแววตาแม่ชีจ้าวเต็มไปด้วยความเวทนา
กว่าคนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้ การหล่อหลอมของครอบครัวสำคัญ แต่สิ่งที่ติดตัวจากสายเลือดนั้นเป็นเรื่องพูดยาก และชะตาของฮวาหว่านหลังจากนี้ก็ไม่ดีนัก
หากหยุดเสียตั้งแต่ตอนนี้ บั้นปลายอาจได้พบความสงบสุข
“อย่ามาพูดเรื่องความเกลียดชังกับฉัน!” เสียงตวาดของฮวาหว่านก้องสะท้อนภายในหอสักการะ จนเปลวเทียนบนแท่นบูชาสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง
“...” จ้าวอิ๋นเงียบ จดจ้องอากัปกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย
“แม่ชีใจหยาบมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอน ยุ่มย่ามกับชะตากรรมคนอื่น ตัวเองดีนักหรือไง” ว่าแล้วเธอก็ลุกพรวดขึ้นจากเบาะรองนั่ง ทว่าความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไปกลับทำให้เธอหน้ามืดวูบ ร่างกายโงนเงนเล็กน้อย มือข้างหนึ่งจึงต้องคว้าขอบโต๊ะไว้เพื่อพยุงตัว
แม่ชีชรามองภาพนั้นโดยไม่ขยับเข้าไปช่วย เพียงแต่สายตาของเธอเลื่อนลงไปยังหน้าท้องของหญิงสาวอีกครั้ง
“หากประสกฮวายังเห็นแก่ความแค้นของตนเองมากกว่าชีวิตที่อยู่ในครรภ์ ก็จงกลับไปเสียเถอะ อย่างไรประสกก็ไม่คิดลดราวาศอกอยู่แล้ว”
ฮวาหว่านชะงัก มือที่จับขอบโต๊ะบีบแน่นขึ้นจนเห็นข้อขาว “หมายความว่ายังไง กำลังแช่งลูกฉันอยู่เหรอ”
“เด็กคนนี้ไม่ควรต้องรับผลจากความแค้นของผู้เป็นแม่” แม่ชีจ้าวถอนหายใจยาวอย่างปลงตก ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาทำร้าย เพราะภายในหอสักการะแห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงตนกับฮวาหว่านอยู่กันแค่สองคนตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ที่เธอพยายามโน้มน้าว เพียงเพราะเห็นแก่ทารกในครรภ์ก็เท่านั้น
“หุบปาก!” หญิงสาวกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะ “อย่าคิดใช้เด็กคนนี้มาข่มขู่ฉัน”
จ้าวอิ๋นส่ายศีรษะ แล้วหยิบลูกประคำขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง “ไม่ได้ข่มขู่ เพียงแต่มีบางเรื่องที่ประสกฮวายังไม่รู้”
ฮวาหว่านจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “เรื่องอะไร แค่นี้ฉันยังตกต่ำไม่พอเหรอ สิ่งดี ๆ ก็โดนนังซ่งอวิ๋นแย่งไปหมดแล้ว”
ความเงียบแผ่ปกคลุมหอสักการะอีกครั้ง มีเพียงเสียงไม้กระทบกันเบา ๆ เมื่อลูกประคำเคลื่อนผ่านปลายนิ้วของแม่ชีชรา
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงชราจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ประสกคิดว่าตนเองเป็นผู้ถูกพรากชะตาชีวิตไปเพียงฝ่ายเดียวจริงหรือ ความแค้นที่ประสกยึดมั่นถือมั่นหนักหนา แท้จริงแล้วสำคัญจนประสกต้องทิ้งทั้งชีวิตตัวเองไปจริง ๆ หรือไร ไม่เลย.. ประสกสามารถมีชีวิตที่ดีได้ แต่..”
สีหน้าของฮวาหว่านแข็งค้าง ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดถึงมุมนี้ แต่พอเห็นซ่งอวิ๋นกับตระกูลซ่งยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยู่บนกองเงินกองทอง หัวใจเธอก็ร้อนรุ่มราวกับมีไฟร้อนระอุแผดเผา
ทำไมคนที่มีความสุขไม่ใช่เธอ ทำไมคนที่ยิ้มอย่างผู้ชนะไม่ใช่เธอ และเธอเชื่อเหลือเกินว่าตนเองควรมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขมากกว่านี้ ถ้าไม่เพราะมีใครล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แล้วเร่งแก้ไข เธอจะมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
แม่ชีชราหลุบตาลง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บางที สิ่งที่ประสกกำลังตามทวงคืน อาจไม่เคยเป็นของประสกตั้งแต่แรก”
“ฮะ ฮ่า ๆ คนชนะจะพูดอะไรก็ได้” หญิงสาวลูบหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อย ในดวงตาไม่มีความอ่อนโยนและเมตตาอย่างที่แม่คนหนึ่งควรจะเป็น “แต่ฉันไม่สนใจหรอก อะไรที่แม่ชีนอกรีตอย่างท่านแย่งไป ฉันจะทวงคืนกลับมาให้หมด”
เดิมที สาเหตุที่เธอมาหาจ้าวอิ๋นวันนี้ เพียงเพราะอยากมายืนยันความคิดของตัวเองให้แน่ใจเท่านั้น ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าต้องมีการสับเปลี่ยนดวงชะตา และรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเป็นแน่
ไม่อย่างนั้นซ่งอวิ๋นคงไม่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งที่ควรอาละวาดในวันเกิดแต่กลับไม่ทำ คิดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าทุกเรื่องราว มีนังแก่ตรงหน้าชี้แนะ
“เอาเถอะ ถือเสียว่าได้เตือนประสกแล้ว” แววตาแม่ชีชราทวีความสงสารและเวทนาทารกที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกมากขึ้นไปอีก
“เก็บความหวังดีไว้ไปใช้ตอนลงโลงเถอะ”
หากเป็นก่อนที่จะตั้งครรภ์ เธอคงไม่กล้าสู้กับตระกูลซ่งตรง ๆ แต่ท่านมู่บอกเธอแล้วว่าเขาจะทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริง ดังนั้น นี่เป็นการเปิดหน้าชน เพราะถ้าเธอกับลูกเป็นอะไรขึ้นมา ท่านมู่ไม่มีทางยินยอมแน่
คิดแล้วเธอก็หมุนกายเดินออกจากอาราม พอออกมาแล้วก็รู้สึกว่ากลิ่นธูปเทียนด้านในช่างน่าขยะแขยงสิ้นดี
“อนิจจา..” จ้าวอิ๋นลูบหน้าอกตนเอง ก่อนหันกลับไปสวดภาวนาต่อพุทธองค์อีกครั้ง
...
ลูกน้องคนสนิทรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เฒ่าซ่งฟังโดยไม่ตกหล่นแม้เพียงครึ่งคำ หลังจากแขกเหรื่อทยอยกลับบ้าน
ชายชราฟังคำบอกเล่านั้น ขณะที่ซ่งอวิ๋นนวดหัวคิ้ว จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าฮวาหว่านจะยึดติดความแค้นอะไรนักหนา เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับเธอโดยเฉพาะ
ทำไมคนเราถึงไม่อยากใช้ชีวิตดี ๆ คิดว่าชีวิตมนุษย์ยาวนานนักหรือไร
“ที่ผ่านมาคุณปู่คอยตามดูพฤติกรรมเธอมาตลอดเลยเหรอคะ”
“อืม รู้แล้วว่าเธอต้องกลับมา เลยรอดูว่าความดำมืดในใจจะทำให้เธอเดินไปได้ไกลแค่ไหน”
“หนู.. แทบไม่ได้ใส่ใจเธอเลย เป็นแบบนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนในวันข้างหน้าหรือเปล่าคะ”
ซ่งอวิ๋นเกาศีรษะแกรก ๆ แต่ที่ผ่านมาเธอไม่อยากสนใจฮวาหว่านจริง ๆ แม้รู้ว่านั่นอาจเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า แต่ลึก ๆ กลับเชื่อว่าคุณปู่จะคอยค้ำยันแผ่นฟ้าแทนเธอเสมอ เธอจึงไม่กลัวว่าฮวาหว่านจะแผลงฤทธิ์
อย่างน้อย ๆ ลูกน้องตระกูลซ่งก็ไม่เคยละสายตาจากภัยร้ายที่คืบคลานเข้ามา
แต่อีกแง่หนึ่ง ความเคยชินเช่นนี้ไม่ดีเลยสักนิด เพราะถ้าวันหน้าคุณปู่จากไป เธอคง..
“ค่อย ๆ เรียนรู้และอุดรอยรั่วไปเรื่อย ๆ ผ่านวิกฤตไปได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลขนาดนั้นแล้ว”
เขาไม่โทษหลานสาวที่ลดการระมัดระวังตัว เพราะเธอเจอเรื่องกระทบใจอย่างหนัก ลำพังแค่เรียนแล้วรีบกลับมาดูแลเขาทุกเย็น ก็เหนื่อยหนักหนาแล้ว เป็นธรรมดาที่เธอจะจัดลำดับความสำคัญ และไม่ไปใส่ใจฮวาหว่านที่ดูเหมือนไร้ซึ่งแขนขา
“ค่ะคุณปู่ แล้วรู้ไหมคะว่าเธอไปพึ่งพาใครตอนนี้”
“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์น่ากลัวคนหนึ่ง ไม่ต้องกังวล มู่กวงคนนั้นใช้ประโยชน์เสร็จแล้วก็ทิ้ง ไม่ถือเป็นภัยคุกคาม”
ผู้เฒ่าซ่งเล่าเรื่องมู่กวงให้หลานสาวฟัง ผู้ชายคนนี้อายุมากแล้ว ทั้งชีวิตใช้เจ้าเล่ห์เพทุบายเพื่อปีนป่ายขึ้นมาจากจุดที่ต่ำที่สุด เมื่อมีประโยชน์ ก็มักพูดจาหวานหู ขายฝันต่าง ๆ นานา แต่เมื่อหมดประโยชน์ เขาก็โยนทิ้งเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วเก่า ๆ ชิ้นหนึ่ง
“ถึงขั้นยอมอุ้มท้อง ในสมองนั่นมีแต่น้ำหรือไง” ซ่งอวิ๋นจิ๊ปากขัดใจ ตอนแรกก็ดูฉลาดดีแท้ ๆ ทำไมถึงตกต่ำได้ขนาดนั้น “แล้วถ้าเขาอยากเล่นงานพวกเราจริง ๆ พวกเรารับมือไหวใช่ไหมคะ”
“หลานแค่รอแสดงละครสักฉากก็พอ มีคนรอเธอในคุกไม่ใช่เหรอ” ผู้เฒ่าซ่งหรี่ตาลง
อุตส่าห์ปล่อยไปแล้วแท้ ๆ ให้โอกาสแล้วไม่รับ ตาแก่อย่างเขาจะทำอะไรได้