กระดุมเม็ดแรก
กระดุมเม็ดแรก
ซ่งหว่านกลับถึงเพนท์เฮ้าส์ส่วนตัวโดยมีผู้คุ้มกันความปลอดภัยรายล้อม
ห้องนั่งเล่นของเพนท์เฮ้าส์ถูกตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นที่เน้นความเรียบหรู ทุกองค์ประกอบได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่พื้นหินอ่อนสีเทาที่สะท้อนแสงไฟ ไปจนถึงผนังกระจกบานสูงจรดเพดานที่เปิดรับทัศนียภาพของเมืองใหญ่เบื้องล่าง เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีรูปทรงเรียบง่าย แฝงกลิ่นอายของความหรูหรา
หญิงสาวเจ้าของห้องเอนกายลงบนโซฟาบุกำมะหยี่สีครีม มือเรียวประคองหน้าท้องนูนเล็ก ๆ ตอนนี้เธอตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ไตรมาสแรกยังอยู่ในช่วงที่ต้องประคบประหงม คนของนายท่านมู่กวงจึงต้องดูแลเธอทุกย่างก้าว
“ออกไปได้แล้ว ฉันอยากพักผ่อน” น้ำเสียงหวานติดรำคาญเล็ก ๆ เธอไม่ชอบการที่ต้องอยู่ภายใต้สายตาผู้อื่นตลอดเวลา มันชวนให้อึดอัดจนหายใจหายคอลำบาก
“พวกเราคงทำตามความต้องการคุณไม่ได้” แม่นมชราตอบเสียงเข้มงวด “นายหญิงผู้เฒ่าสั่งไว้ว่าต้องดูแลคุณทุกฝีก้าว การที่ดิฉันปล่อยให้คุณเข้าไปอยู่ในหอสักการะหลายชั่วโมง ถือเป็นการผ่อนปรนอย่างถึงที่สุดแล้ว”
“นายหญิงผู้เฒ่า?” ฮวาหว่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
อีกฝ่ายคงหมายถึงเมียหลวงของท่านมู่.. เธอไม่รู้สึกอะไรกับเมียหลวง เพราะใจเธอไม่ได้คิดพิศวาสอะไรนายท่านมู่อยู่แล้ว
คนแก่คราวปู่ บอกตามตรงว่าพิศวาสไม่ลง แต่บรรดาเมีย ๆ ของท่านดูจะเขม่นเธอเสียเหลือเกิน คงกลัวว่าหากเธอคลอดลูกแล้ว จะมาแย่งความโปรดปรานจากตาแก่บ้ากามคนนั้น
หากเขาไม่มีอำนาจและเส้นสายที่สามารถงัดข้อกับตระกูลซ่ง เธอคงไม่สนใจเขาตั้งแต่แรก
“ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือดูแลนายน้อยในครรภ์ของคุณให้ปลอดภัย” แม่นมชราไม่อยากพูดอะไรมากนัก เธอผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน ดูออกว่าคนอย่างอีกฝ่าย ไม่ได้สนใจจะแย่งชิงอะไรกับนายหญิงของเธอ แต่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่กว่านั้น
อนิจจา ฮวาหว่านยังรู้จักนายท่านผู้เฒ่ามู่น้อยเกินไป คนอย่างนายท่านมู่กวง หมดประโยชน์เมื่อไหร่ เขาก็เขี่ยทิ้งได้อย่างไม่ไยดี ไม่ว่าเป้าหมายของเธอคือสิ่งใด สุดท้ายคงไม่อาจได้ดังใจหวัง
หากฮวาหว่านได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายคิด เธอคงเบ้ปาก เพราะมั่นใจว่าตัวเองมีหลักประกัน หากถึงเวลาแล้วนายท่านมู่กวงไม่ยอมทำตามข้อตกลง ตัวเธอเองก็ไม่เกี่ยงหากต้องใช้เด็กในครรภ์เป็นเครื่องมือ
จะว่าเธอใจดำอำมหิตก็พูดไปเถอะ มาถึงจุดนี้แล้ว เธอเองก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเหมือนกัน
“แต่การที่โดนจับจ้องตลอด 24 ชั่วโมง มันทำให้ฉันเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งส่งผลกับลูก คุณควรเข้าใจเรื่องนี้ที่สุดนะ”
“...” แม่นมชราเถียงไม่ออก สุดท้ายก็หันไปมองชายชุดดำด้านหลัง พลางพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ
ฮวาหว่านคลี่ยิ้มพึงพอใจ เอื้อมมือหยิบชาขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย นัยน์ตาหงส์มองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพยามค่ำคืนช่างสวยงาม แต่หัวใจเธอกลับไม่อาจปลดเปลื้องความเกลียดชังที่มีต่อซ่งอวิ๋น
บางครั้งตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงไม่อาจปล่อยวางจากความแค้น ทั้งที่ควรเริ่มใหม่ตั้งนานแล้ว
...
หลายเดือนต่อมา
ฮวาหว่านอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ใกล้คลอด หน้าท้องกลมนูนขนาดใหญ่จนเสื้อคลุมเนื้อนุ่มที่สวมอยู่ไม่อาจปกปิดได้มิดชิด
ทุกย่างก้าวเชื่องช้ากว่าปกติเล็กน้อย มือข้างหนึ่งมักประคองอยู่ใต้ท้องโดยไม่รู้ตัว ส่วนอีกข้างคอยพยุงเอวที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ รูปร่างของเธอจึงดูอุ้ยอ้ายกว่าที่เคย
“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” ชายสูงวัยถามเธอราวกับเป็นห่วงหนักหนา แต่สายตากลับจับจ้องหน้าท้องกลมนูนไม่วางตา บ่งบอกชัดเจนว่าสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่ฮวาหว่าน แต่เป็นทารกในครรภ์
มู่กวงคือชายวัย 65 ปี แม้กาลเวลาจะพรากความหนุ่มแน่นไปจากร่างกาย แต่กลับไม่อาจลดทอนรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขาได้แม้แต่น้อย รูปร่างเขาสูงใหญ่ ไหล่กว้าง
แม้กล้ามเนื้อจะไม่ตึงแน่นเหมือนคนหนุ่ม ทว่าท่วงท่ายามเคลื่อนไหวร่างกายยังคงสง่าผ่าเผย แววตาหนักแน่น ราวกับเคยชินกับการเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่น
ใบหน้าของเขามีริ้วรอยตามวัยปรากฏชัด โดยเฉพาะร่องลึกบริเวณหางตาและหว่างคิ้ว
หากแต่รอยเหี่ยวย่นเหล่านั้นกลับยิ่งขับเน้นความดุดันของโครงหน้า คิ้วหนาสีดอกเลา ดวงตาเรียวยาวลึกล้ำ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางที่มักเม้มเข้าหากันอย่างคนสุขุม
เขาไม่ใช่ชายชราที่ดูใจดีมีเมตตา ตรงกันข้าม ใบหน้านั้นกลับให้ความรู้สึกเย็นชาและยากหยั่งถึง ราวกับซ่อนความคิดนับไม่ถ้วนไว้เบื้องหลังสีหน้าอบอุ่น
“ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ค่ะ” ฮวาหว่านบอกเล่าตามตรง “ช่วงนี้ลูกถีบแรงมาก”
ใบหน้าที่เคยเปล่งประกายสดใสบัดนี้มีความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ใต้ดวงตามีเงาจาง ๆ จากการนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน
ไม่ว่าจะพลิกตัวไปทางไหนก็หาท่าที่สบายได้ยาก กระนั้นผิวพรรณของเธอยังคงดูนุ่มนวล แก้มมีสีระเรื่อ และริมฝีปากมักเผยอเล็กน้อยยามต้องสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อบรรเทาความอึดอัดจากหน้าท้องที่หนักอึ้ง
เธอรู้ดีว่าอีกไม่นาน ชีวิตที่อยู่ภายในครรภ์มาหลายเดือนก็จะได้ลืมตาขึ้นมาพบโลกใบนี้ หากแต่ผ่านมานานถึงเพียงนี้ ความคิดที่จะล้มล้างตระกูลซ่งยังคงหนักแน่นมั่นคง
“อดทนอีกหน่อย เมื่อคลอดเขาออกมาแล้ว เธอจะได้ทุกสิ่งที่เธอต้องการ” มู่กวงหรี่ตาลง สำหรับเขาแล้ว หญิงสาวตรงหน้าไม่ต่างจากเครื่องผลิตลูก เขาไม่มีความรู้สึกใด ๆ มอบให้เธอ แม้กระทั่งความเมตตาในฐานะแม่ของลูกก็ไม่มีให้
“ค่ะ คนระดับท่าน คงไม่ผิดคำพูด” เธอยิ้มรับ ขณะที่มืออ่อนนุ่มลูบหน้าท้อง รับรู้ได้ถึงแรงถีบของทารกน้อยในครรภ์
ทว่าความอ่อนโยนนั้น กลับไม่ใช่ความรู้สึกที่แม่คนหนึ่งมีต่อลูก แต่เธอกลับมองเขาเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้เธอสมปรารถนาในเวลาอันใกล้
“คิดแผนไว้หรือยัง ว่าจะเอายังไง” มู่กวงลองเชิง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้เจอเธอสัปดาห์ละครั้ง จึงรู้ว่าความแค้นที่เธอมีต่อตระกูลซ่งนั้นล้ำลึกเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ
“แล้วท่านล่ะคะ คิดว่าฉันควรเริ่มจากตรงไหนดี” ฮวาหว่านแย้มยิ้มอ่อนหว่าน ร่างกายอุ้ยอ้ายขยับเปลี่ยนท่าให้รู้สึกสบายที่สุด
“หากอยากโจมตีตระกูลซ่ง ก็ควรต้องเริ่มจากไข่มุกบนฝ่ามือผู้เฒ่าซ่ง” คิ้วสีดอกเลาเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาเพียงเสนอแนะเพื่อให้เข้าแผนของตนเท่านั้น
ในเมื่อเธอไร้เมตตากับลูกในท้อง ทำไมเขาต้องงัดข้อกับตระกูลซ่งด้วยเล่า
บางที.. หากเธอแสดงออกว่ารักลูกสักนิด เขาคงเมตตาเธอบ้าง แต่เธอกลับเห็นลูกเป็นเครื่องมือ คนอย่างฮวาหว่าน ไม่ต่างจากงูพิษ พร้อมแว้งกัดได้เสมอ เขาไม่มีทางเก็บเธอไว้แน่
“นั่นยากเกินไป..” หญิงสาวขมวดคิ้ว ทุกครั้งที่เธอโจมตีซ่งอวิ๋น สิ่งที่ได้กลับมาคือความล้มเหลว
อีกอย่างซ่งอวิ๋นมีกุนซือที่ดี หญิงแก่ผู้นั้นไม่มีทางปล่อยให้หลานสาวเป็นอันตรายแน่
“ฉันจะสร้างโอกาสให้เธอ.. ข้อตกลงเรายังเหมือนเดิม หลังจากเธอคลอดก้อนซาลาเปาให้ฉันอย่างปลอดภัย สิ่งที่ต้องการจะมาอยู่ในมือของเธอ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันเป็นคนรักษาสัญญา” นัยน์ตาหงส์ทอประกายวาบ หากเขาบอกว่าจะสร้างโอกาสให้ เธอก็เชื่อว่าเขาจะทำให้เธอสมปรารถนา
ปลายนิ้วชายชราเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ พลางเอนกายไปด้านหน้าเล็กน้อย “ตกลง.. กำหนดคลอดเดือนหน้า เมื่อคลอดแล้ว เธอก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน แต่ลูกของฉันจะไม่รู้ว่าเธอเป็นแม่ เธอยอมได้จริง ๆ ใช่ไหม”
“ฉันมาอุ้มบุญเท่านั้น ท่านไม่ต้องกังวลว่าฉันจะสร้างปัญหา” ฮวาหว่านตอบอย่างมั่นใจ
นั่นผิดถนัด เธอคาดเดานิสัยของมู่กวงพลาดไป หากเธอมีท่าทางอาลัยอาวรณ์สักนิด เขาคงเปลี่ยนใจ แต่เธอกลับแสดงด้านที่อำมหิตต่อหน้าเขา
กระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิดตามไปด้วย
...
ซ่งอวิ๋นยังคงตั้งใจเรียนหนังสืออย่างมุ่งมั่น ผลการเรียนของเธอเป็นที่น่าพอใจ จนกระทั่งตอนนี้ เธอกลายเป็นนักศึกษาปีสองของมหาวิทยาลัยชิงหวา แม้บางครั้งจะยังเศร้ากับอาการของผู้เฒ่าซ่งที่ดูแย่ลงเรื่อย ๆ แต่เธอเป็นคนที่ไม่ยอมจมกับความเสียใจนานนัก จึงใช้ทุกวินาทีที่เหลืออยู่ให้มีค่าที่สุด
หลายเดือนที่ผ่านมาอาการผู้เฒ่าซ่งค่อย ๆ ทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ก้อนเนื้องอกในสมองขยายใหญ่ขึ้น ทำให้อาการปวดหัวของเขาถี่มากขึ้น
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนอยู่บนเตียง ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันเท่าไหร่นัก
“คุณปู่ หนูกลับมาแล้วค่ะ” ซ่งอวิ๋นเปิดประตูห้องนอนผู้เฒ่าซ่งพร้อมรอยยิ้ม
“อาอวิ๋น..” ชายชราปรือตาขึ้นมองนาฬิกาบนผนัง “วันนี้กลับเร็วนะ”
“ค่ะ วันนี้เลิกเรียนเร็ว หนูเลยรีบกลับมา” ร่างอ้อนแอ้นวางกระเป๋าไว้บนตู้ข้างเตียง พยายามทำตัวสดใสให้ชายชราสบายใจ “วันนี้ปวดหัวมากไหมคะ”
“ก็พอทนได้” ซ่งเต๋อลุกขึ้นนั่งโดยมีหลานสาวช่วยนำหมอนรองแผ่นหลัง “เดาสิว่าวันนี้ใครติดต่อมา”
“เอ๊ะ?” หญิงสาวเอียงคอน้อย ๆ อย่างสงสัย “หนูเดาไม่ออก ใครเหรอคะ”
“มู่กวง..”
“อ่า เป็นอย่างที่คุณปู่เดาไม่ผิดเลย ตอนนี้ฮวาหว่านคงใกล้คลอดแล้วสินะคะ”
“ใช่ เธอจะคลอดเดือนหน้า” ผู้เฒ่าซ่งหวนนึกถึงตันหยาง
บางอย่างมันอยู่ในสายเลือด ตันหยางเองก็ไม่ได้รักฮวาหว่าน เมื่อฮวาหว่านมีลูก เธอก็ไม่รักลูกตัวเองเหมือนกัน
กล่าวได้ว่า การปลูกฝังของครอบครัว และสิ่งที่ติดมากับสายเลือดเป็นตัวกำหนดกมลสันดานคนคนหนึ่ง