LNCrawler

ได้ใจชั่วครู่ชั่วยาม

คุณหนูใหญ่ซ่งอวิ๋น — novel.dek d.com · All chapters

ได้ใจชั่วครู่ชั่วยาม

“แล้วเขาบอกอะไรคุณปู่บ้างเหรอคะ” ซ่งอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น

“ก็บอกแผนการทั้งหมดที่ฮวาหว่านจะทำกับหลานหลังจากคลอดลูกแล้ว” ผู้เฒ่าซ่งถอนหายใจยาวเหยียด

“หมดประโยชน์ก็เขี่ยทิ้งอย่างที่คุณปู่เคยว่าไว้จริง ๆ”

แม้ที่ผ่านมาเธอจะทราบนิสัยคร่าว ๆ ของมู่กวงจากคุณปู่มาบ้างแล้ว แต่การที่เขาเอานำเอาแผนการของฮวาหว่านมาบอกคุณปู่ เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายไปมาก

ตอนแรกเธอนึกว่าเขาจะทำแค่ผิดคำสัญญา ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือในการแก้แค้น ที่ไหนได้ นำมาบอกและกันตัวเองให้กลายเป็นคนนอก เมื่อหล่อนก่อเรื่อง ตนเองจะไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ทั้งนั้น

ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง หนึ่งได้ลูกสืบสกุล สองไม่ต้องมีปัญหาขัดแย้งกับตระกูลซ่ง

“หลานก็อย่าเสียเวลาคิดเรื่องฮวาหว่านอีกเลย ไม่ว่าหล่อนจะเกลียดชังพวกเราเพราะอะไร แต่เราเคยปล่อยหล่อนไปแล้วครั้งหนึ่ง ถือเสียว่าให้โอกาสแล้ว”

ชายชราเข้าใจดีว่าหลานสาวยังสงสัยจนถึงทุกวันนี้ ว่าทำไมฮวาหว่านไม่ยอมปล่อยวางเสียที แต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เรื่องรัก โลภ โกรธ หลง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฮวาหว่านก็เป็นแค่คนที่ตกอยู่ในความเกลียดชังจนถอนตัวไม่ขึ้น

“ที่จริง.. ตอนแรกหนูเข้าใจ ลูกเมียน้อยก็คงมีปมในใจของตัวเอง แต่พอเธอรู้ว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่ง ทุกอย่างควรจบตั้งแต่ตอนนั้น”

จากเนื้อหานิยายและภาพที่เธอเห็นจากความฝัน ความแค้นเกิดจากนางเอกตายในชาติแรก เพราะถูกละเลยภายในบ้านซ่ง รู้สึกโดดเดี่ยวและอิจฉา เพราะไม่ได้เป็นหลานสาวที่ถูกเชิดหน้าชูตา ทั้งที่ตนเองควรจะเป็นลูกเมียหลวง กอปรกับการปลูกฝังอย่างจงใจของตันหยาง

“คงจบยาก เพราะไม่ว่าจัดการหลานยังไง หลานก็โต้กลับได้ตลอด ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ซ้ำ ๆ ยิ่งฝังความรู้สึกอยากเอาชนะมากขึ้นเรื่อย ๆ การยอมตั้งท้องครั้งนี้ หล่อนก็ทุ่มสุดตัวแล้วจริง ๆ”

“...”

“อนิจจา ดันเลือกคนผิด ตาเฒ่าอย่างมู่กวง ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบ เขาได้ลูกเมื่อไหร่ ชะตาฮวาหว่านก็จบสิ้นแล้ว” ดวงตาฝ้าฟางของผู้เฒ่าซ่งฉายแววเวทนาขึ้นมาจาง ๆ

น่าเห็นใจฮวาหว่านไม่น้อย ละทิ้งความสาวเพื่อคลอดลูกให้ตาแก่คนหนึ่ง เพียงเพราะความแค้นที่จับต้องไม่ได้

“แล้ว.. แผนของเธอเป็นยังไงเหรอคะ”

...

“อื้ออออ” เสียงร้องครวญครางดังสลับกับเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นภายในห้องคลอด

ฮวาหว่านนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เส้นผมเปียกชื้นแนบติดข้างแก้ม หยาดเหงื่อไหลผ่านขมับลงสู่ลำคอ ขณะที่มือทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาเป็นระลอก รุนแรงเสียจนเธอแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะส่งเสียงร้อง ทุกครั้งที่มดลูกบีบรัด ร่างกายของเธอจะเกร็งขึ้นโดยไม่อาจควบคุม ลมหายใจขาดห้วง ดวงตาพร่ามัว ทว่าความทรมานทางกายทำให้เธอมีแรงฮึด เพราะสิ่งที่เธอต้องการอยู่อีกไม่ไกล

“หายใจเข้าลึก ๆ รอจังหวะแล้วออกแรงเบ่งอีกครั้งนะคะ” พยาบาลคอยให้สัญญาณอยู่ข้างเตียง ใบหน้าคนไข้ดูซีดมาก เธอเกรงว่าอีกฝ่ายจะหมดแรงไปเสียก่อน

“ฉ.. ฉันรู้” ฮวาหว่านหอบหายใจหนักหน่วงกว่าเก่า

เด็กคนหนึ่งกำลังจะลืมตาดูโลกผ่านร่างกายของเธอ หากเป็นปกติ เด็กคนนี้ควรเป็นความหวัง เป็นสายใยแห่งความรัก เป็นของขวัญที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อได้ยินเสียงร้องครั้งแรก

แต่ฮวาหว่านกลับไม่รู้สึกถึงความยินดีแม้แต่น้อย หัวใจของเธอว่างเปล่า ราวกับถูกใครบางคนควักเอาความรู้สึกออกไปจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ ขอให้เด็กคนนี้คลอดออกมาปลอดภัยและแข็งแรง เขาเป็นหลักประกันเดียวในชีวิตเน่าเฟะของเธอ

“อดทนอีกนิดนะคะ หายใจลึก ๆ ค่ะ ใกล้แล้ว!”

เสียงของพยาบาลดังอยู่ข้างหู แต่ฮวาหว่านแทบไม่ได้ยิน เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ทว่าในวินาทีนั้นเอง น้ำตาหยดหนึ่งกลับไหลลงจากหางตาอย่างเงียบงัน

“กรี๊ดดดด”

ฮวาหว่านเปล่งเสียงกรีดร้องออกมาจากลำคอ สั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ ก่อนจะปล่อยให้ความเจ็บปวดระลอกสุดท้ายกลืนกินทุกความคิด

ไม่นานนัก เสียงร้องของทารกก็ดังขึ้น

“อุแว้ ๆ ๆ” เสียงเล็ก ๆ นั้นใสและชัดเจน เป็นสัญญาณว่าชีวิตอีกชีวิตหนึ่งได้เดินทางมาถึงโลกใบนี้แล้ว

“เด็กผู้ชายค่ะ ปลอดภัยแล้วนะคะ เป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลย”

ใครบางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี ทว่าฮวาหว่านกลับนอนนิ่ง ดวงตาเหม่อมองเพดานสีขาว ลมหายใจยังคงสั่นพร่า ร่างกายอ่อนแรงจนแม้แต่การขยับปลายนิ้วก็กลายเป็นเรื่องยากเย็น

เมื่อทารกถูกอุ้มเข้ามาใกล้ เธอเพียงเหลือบมองใบหน้าเล็กจ้อยนั้นแวบหนึ่ง ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาเปี่ยมสุข ไม่มีแม้แต่คำพูดที่ควรเอ่ยต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว

มีเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ระหว่างเธอกับเด็กน้อย

น้ำตาอีกหยดไหลผ่านหางตา ฮวาหว่านหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ราวกับแม้แต่การเผชิญหน้ากับชีวิตที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น ก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงมากเกินกว่าที่เธอจะมีเหลืออยู่

เสียงร้องของทารกยังคงดังเป็นระยะ ย้ำเตือนว่าเธอคลอดผู้สืบทอดตระกูลมู่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้สิ่งที่เธอต้องการ ก็จะมาอยู่ในมือ

เยี่ยมมาก ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี รอเถอะตระกูลซ่ง อยากรู้เหลือเกินว่าเมื่อสูญเสียไข่มุกบนฝ่ามือไปแล้ว ตาเฒ่าจอมลำเอียงนั่นจะยังรักษาท่าทางสงบต่อไปอย่างไร

...

หนึ่งเดือนต่อมา

เรือประมงลำใหญ่ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง ผืนน้ำสีครามเข้มทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นและเสียงเครื่องยนต์ผสานกันเป็นเสียงครืนครั่น ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงจนธงบนเสากระโดงสะบัดไหว

ห่างไกลจากชายฝั่งจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของแผ่นดิน เรือทั้งลำจึงคล้ายถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

บริเวณท้ายเรือ ซ่งอวิ๋นถูกล่ามไว้กับเสาเหล็กด้วยโซ่หนา ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็กที่เชื่อมต่อกับโซ่เส้นยาว ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เสียงโลหะกระทบกันจะดังขึ้นท่ามกลางเสียงคลื่น

เส้นผมดำขลับยุ่งเหยิงจากแรงลม ใบหน้าซีดเซียวปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยกลับยังคงจับจ้องไปยังผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล

ฮวาหว่าน.. ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

อีกฝ่ายยืนอยู่ไม่ไกล สวมชุดกระโปรงสีขาวงดงามไร้ที่ติ เส้นผมปลิวไสวไปตามสายลม ใบหน้าซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยแสดงอารมณ์หลากหลาย บัดนี้กลับสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด นัยน์ตาคู่นั้นทอดมองทะเลเบื้องหน้า ราวกับการจับคนคนหนึ่งมาล่ามโซ่ไว้กลางมหาสมุทรเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ

ครู่หนึ่ง ฮวาหว่านจึงค่อย ๆ หันกลับมา สายตาของหญิงสาวทั้งสองสบประสานกันกลางอากาศ

“ฮวาหว่าน เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?” น้ำเสียงของซ่งอวิ๋นแหบพร่า แต่ยังแฝงความแข็งกร้าวไม่ยอมจำนนเอาไว้

ฮวาหว่านไม่ตอบในทันที เธอเพียงเดินเข้ามาช้า ๆ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าซ่งอวิ๋น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่ก้าว

หล่อนก้มมองโซ่ที่พันธนาการข้อมือของซ่งอวิ๋น แล้วเลื่อนสายตาขึ้นสบดวงตาอีกฝ่าย ริมฝีปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมิตร

“ที่นี่สวยดีใช่ไหม?” ฮวาหว่านเอ่ยเสียงเรียบ พลางปรายตามองผืนน้ำกว้างใหญ่รอบด้าน “ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียงรบกวน แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเธอได้ด้วย”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของซ่งอวิ๋นเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกระชากข้อมือจนโซ่เหล็กส่งเสียงดังกราว แต่ไม่ว่าออกแรงมากเพียงใด พันธนาการก็ยังคงแน่นหนาไม่เปลี่ยนแปลง

ฮวาหว่านมองภาพนั้นโดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ก่อนจะย่อตัวลงอีกเล็กน้อย

“ซ่งอวิ๋น เธอคงไม่เคยคิดสินะว่าวันหนึ่งจะต้องมาตกอยู่ในมือฉัน”

ความรู้สึกเหนือกว่าแกมสาสมใจฉายชัดในดวงตาฮวาหว่าน พาให้ซ่งอวิ๋นเกือบเก็บสีหน้าไม่อยู่

“ถ้าฉันเป็นอะไรไป ตระกูลซ่งไม่ปล่อยเธอไว้แน่” การปล่อยให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นผู้ชนะไม่กี่นาที ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไหร่นัก

“พูดอะไรแบบนั้น ฉันเป็นแค่แม่ลูกอ่อน คลอดลูกได้เดือนเดียว จะไปทำร้ายใครได้เล่า อีกอย่างตอนพาตัวเธอมา ก็ไม่มีใครรู้เห็น ถูกไหมล่ะ”

“...” ซ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ร่างกายสั่นสะท้านน้อย ๆ ดูราวกับคนหวาดกลัวที่พยายามเข้มแข็ง เห็นเช่นนั้นแล้วฮวาหว่านยิ่งได้ใจ เปล่งเสียงหัวเราะครืนท่ามกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่

“ฮ่า ๆ ว่าไปแล้วเธอก็หลงผู้ชายหัวปักหัวปำเหมือนกันนะ คิดดูสิ แค่สวมรอยเป็นประธานเฟิง หลอกให้เธอออกมาหาที่สวนสาธารณะ เธอก็ยอมออกมาง่าย ๆ ไม่เอาผู้ติดตามมาด้วยอีกต่างหาก ที่เขาว่าความรักทำให้ผู้หญิงโง่ ดูท่าจะจริง”

“เธอจะฆ่าฉันเหรอ..”

“ถามโง่ ๆ มาอยู่ในมือฉันแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เธอรอดไปได้ ฉันคงโง่เต็มทน” ฮวาหว่านหุบยิ้มฉับ เอื้อมมือออกไปหยิบมีดปลายแหลมขนาดเหมาะมือออกมาจากกระเป๋าสีดำที่วางอยู่ไม่ไกล “แต่ก่อนจะตาย ฉันอยากลองอะไรหน่อย”

“บางที.. คนโง่อาจเป็นเธอเองก็ได้นะ” แทนที่ซ่งอวิ๋นจะแสดงความหวาดกลัว เธอกลับกระตุกยิ้มแกมเวทนาออกมา

“พูดอะไรของแก” ฮวาหว่านชะงักกึก มีดในมือสั่นเทาขึ้นน้อย ๆ เมื่ออีกฝ่ายแสดงท่าทางราวกับอยู่เหนือกว่า ทั้งที่มันควรจะร้องอ้อนวอนขอชีวิต

“ดูข้างหลังเธอสิ..” ซ่งอวิ๋นพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหลัง

ฮวาหว่านหันขวับ เพียงเท่านั้น ปลายคางเธอก็สะบัดอย่างแรง ความปวดแปลบเล่นขึ้นถึงกะโหลก เพราะแรงเสยจากปลายเท้าของซ่งอวิ๋น