ตอนที่ 17 พ่อของผู้ตายมาหาถึงที่
ตอนที่ 17 พ่อของผู้ตายมาหาถึงที่
“จือหนิง...” จี้ซูอวิ๋นดึงชายเสื้อน้องสาวเบา ๆ เขาไม่ค่อยรู้จะวางตัวยังไง เมื่อเธอเอ่ยขอโอกาสให้เขาต่อหน้าหัวหน้าหยางตรง ๆ แบบนี้
เซี่ยจือหนิงหันมาสบตา แววตาสุกใสของเธอไม่มีความลังเล “พี่คะ พี่คู่ควรกับโอกาสนี้!”
จี้ซูอวิ๋นนิ่งไป เธอเชื่อมั่นในตัวเขาถึงขนาดนี้เชียวเหรอ? คำยืนยันหนักแน่นนั้นทำให้ความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันอยู่ในดวงตาเรียวรูปหงส์ที่เคยกระจ่างใส จนเขาทำได้เพียงนิ่งรับคำพูดของน้องสาว
ทั้งคู่เพิ่งได้พบหน้ากันในฐานะพี่น้องไม่กี่วัน ความห่างเหินกลับละลายไปอย่างรวดเร็ว จากคนที่ยังเรียกกันว่าพี่น้องไม่ถนัด ตอนนี้กลับห่วงใยกันราวกับอยู่ด้วยกันมานาน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน
หรือสายเลือดที่เชื่อมถึงกันจะทำให้เข้าใจกันได้ แม้ไม่ต้องพูดอะไรมาก?
หยางจื้อซานชื่นชมฝีมือจี้ซูอวิ๋นอยู่เงียบ ๆ ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ชายหนุ่มเคลื่อนไหวฉับไว แข็งแรง และมีฝีมือที่สะดุดตา
คืนนี้ยังกล้าบุกห้องใต้ดินเข้าไปช่วยตัวประกันอีก ยิ่งได้เห็นกับตา เขาก็ยิ่งเสียดาย ทั้งฝีมือทั้งความกล้าอยู่ในตัวชายหนุ่มคนเดียว คนเก่งขนาดนี้กลับถูกปล่อยให้ไม่มีใครเหลียวแล ต้องอยู่ห่างจากโอกาสที่ควรได้รับ
ส่งชายหนุ่มฝีมือโดดเด่นไปอยู่ตำบลห่างไกลแบบนั้นได้ยังไง? เรื่องเบื้องหลัง เขาพอจะเดาออกอยู่บ้าง
แต่มังกรจะติดอยู่ในน้ำตื้นไปตลอดชีวิตได้เหรอ พระองค์ใหญ่ก็เกินกว่าจะอยู่ในวัดเล็ก ๆ ไปตลอดเหมือนกัน
ความสามารถของจี้ซูอวิ๋นเด่นชัดเกินกว่าจะฝังไว้ในสถานที่เล็ก ๆ ได้ตลอดไปจริง ๆ
“เสี่ยวเซี่ย” หยางจื้อซานกลับมาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อำนาจโยกย้ายบุคลากรไม่ได้อยู่ที่ฉันนะ”
“แต่ฉันรับปากว่าจะรายงานคำขอของเธอต่อผู้บังคับบัญชาให้ครบถ้วน”
เซี่ยจือหนิงจับความหวังในคำตอบนั้นได้ ยังไม่ใช่คำรับรองว่าจะย้ายสำเร็จ แต่มีคนยินดีนำเรื่องของพี่ชายไปเสนอก็พอให้เธอดีใจแล้ว ดวงตาพลันมีรอยยิ้ม “งั้นพวกเราจะรอฟังข่าวดีจากหัวหน้าหยางนะคะ!”
“ได้” เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนวกกลับเข้าเรื่องที่ต้องจัดการคืนนี้
“แต่ตอนนี้ขอให้สองพี่น้องกับคุณเฉินเฉิงตามพวกเรากลับไปให้ปากคำก่อนนะ ต้องอธิบายเหตุการณ์คืนนี้ให้ละเอียด”
...
กว่าทั้งสามจะให้ปากคำเสร็จก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว
พ่อแม่เฉินเฉิงยืนกรานว่าจะขับรถไปส่งสองพี่น้องถึงบ้านด้วยตัวเอง
พอได้เห็นห้องเช่าของเซี่ยจือหนิง ทั้งคู่ก็ปวดใจ ห้องเล็ก ๆ เก่าทรุดโทรมขนาดนี้คือที่อยู่ของคนที่ช่วยลูกสาวพวกเขาไว้เหรอ? อยากเรียกทีมก่อสร้างมาจัดการเดี๋ยวนั้น เปลี่ยนมันให้เป็นห้องตกแต่งใหม่อย่างดีให้สมกับที่ผู้มีพระคุณควรได้อยู่!
แต่ติดอยู่ที่กฎระเบียบ จะตอบแทนใหญ่โตตามใจตัวเองก็ไม่ได้ มีเงินพร้อมจะช่วยแท้ ๆ กลับต้องหักห้ามใจ ถ้าความตั้งใจดีของพวกเขาทำให้จี้ซูอวิ๋นเดือดร้อนขึ้นมา จะยิ่งเป็นการทำร้ายคนที่ช่วยลูกสาวไว้เปล่า ๆ
“พวกคุณช่วยลูกสาวผมไว้ ต่อไปถ้ามีเรื่องลำบากอะไรก็มาหาผมได้เลยนะครับ” พ่อเฉินถอนหายใจ แล้วยัดนามบัตรให้เซี่ยจือหนิงอีกครั้ง
“จริงสิ!” จู่ ๆ แววตาเขาก็สว่างขึ้น เมื่อนึกทางออกได้ “คุณบอกว่าเป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์นี่ครับ งั้นผมบริจาคให้สวนสัตว์ก็ไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม?”
“ตอนนี้สวนสัตว์ขาดอะไรบ้าง บอกผมมาได้เลย!”
ดวงตาจือหนิงเป็นประกายขึ้นทันที “สัตว์ตัวน้อยในสวนใกล้จะไม่มีอาหารกินแล้วค่ะ เงินเดือนพนักงานก็ไม่มีจ่ายเหมือนกัน”
พ่อเฉินพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล “ได้เลย พรุ่งนี้ผมจะให้ผู้ช่วยติดต่อประสานงานกับสวนสัตว์ของคุณ”
ในที่สุดเรื่องอาหารสัตว์กับค่าจ้างผู้ดูแลก็มีทางออกแล้ว คำรับปากของพ่อเฉินทำให้ความหนักใจที่ค้างอยู่ไม่ยอมไปไหนคลายลง เธอไม่ต้องแบกความกลัวว่าสัตว์จะไม่มีอาหารและคนดูแลจะไม่ได้ค่าจ้างไว้ตามลำพังอีก คืนนั้นเซี่ยจือหนิงจึงหลับสนิทได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
พ่อเฉินรับปากจะช่วยแล้ว เธอก็ต้องใช้โอกาสนี้ตั้งหลักให้ได้ ช่วงที่มีเงินสนับสนุนเข้ามา เธอต้องรีบพลิกสวนสัตว์ที่ขาดทุนให้กลับมาทำกำไร การพึ่งเงินช่วยเหลือของคนอื่นไปตลอดคงไม่ได้แน่
สุดท้ายก็ต้องหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอยู่ดี!
เช้าวันรุ่งขึ้น
พอตื่น เซี่ยจือหนิงก็ลุกขึ้นเก็บข้าวของด้วยความกระตือรือร้น วันนี้เธอจะย้ายไปอยู่หอพักพนักงานสวนสัตว์แล้ว!
พี่น้องกระรอกกระโดดขึ้นขอบหน้าต่าง หยิบคุกกี้รูปหมีที่เธอเตรียมไว้ให้เหมือนทุกวัน
แต่พอเหลือบไปเจอข้าวของที่กำลังถูกเก็บใส่กระเป๋า คุกกี้หอมหวานในมือก็เหมือนหมดรสชาติเอาดื้อ ๆ พี่สาวกำลังจะไปแล้ว แล้วหน้าต่างที่พวกมันแวะมาหาทุกวันล่ะ?
กระรอกน้องยังยัดคุกกี้ไว้จนแก้มป่อง แต่ดวงตากลม ๆ กลับมีน้ำตาคลอ [พี่สาวใจดี พี่จะย้ายออกแล้วเหรอ?]
มันร้องไห้พลางดึงหางใหญ่ฟูนุ่มของพี่ชายมาเช็ดหน้า ทั้งน้ำตาทั้งเศษคุกกี้ตรงมุมปากติดไปด้วยกัน
[พี่ไม่เอาพวกเราแล้วเหรอ?]
[หรือพี่รังเกียจที่พวกเราตะกละ กินจนพี่หมดตัวแล้ว?]
“เอิ๊ก—”
เสียงเรอดังลั่นตามมาติด ๆ ความน่าสงสารที่อุตส่าห์สร้างมาหายเกลี้ยงในคราวเดียว
กระรอกพี่เหลือบไปทางน้องชายจอมขี้แยอย่างเหลืออด แล้วออกแรงดึงหางตัวเองคืน
[แกคนเดียวต่างหากที่ตะกละ อย่ามาลากฉันไปด้วย]
เซี่ยจือหนิงรีบดึงทิชชูมาเช็ดน้ำตาให้เจ้าตัวน้อย มือไม้พันกันไปหมด “ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย พี่แค่จะย้ายไปทำงานที่สวนสัตว์เอง”
“ที่นี่ไกลจากที่ทำงาน แถมต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือนด้วยนะ”
เธอบีบแก้มป่องเบา ๆ “เจ้าตัวเล็กสองตัวน่ารักขนาดนี้ พี่จะรังเกียจได้ลงคอเหรอ?”
[จะย้ายไปสวนสัตว์เหรอ?]
ดวงตาเล็กจิ๋วของกระรอกพี่พลันเป็นประกาย [พี่สาว ในสวนสัตว์มีต้นไม้เยอะใช่ไหม? งั้นพวกเราย้ายตามพี่ไปด้วยได้ไหม?]
“ได้อยู่แล้ว!”
เซี่ยจือหนิงพยักหน้าแรงจนปลายผมสะบัด “พี่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ยังไม่คุ้นทั้งคนทั้งสถานที่เลย”
“พอพวกเธอสนิทกับสัตว์ตัวน้อยในสวนแล้ว อย่าลืมช่วยพาพี่ไปทำความรู้จักทุกคนด้วยนะ~”
กระรอกพี่ยกอุ้งเท้าจิ๋วทำสัญลักษณ์โอเคอย่างมั่นใจเต็มที่ [ไม่มีปัญหา พี่คนนี้จะพาเธอบินเอง!]
แล้วมันก็หันไปเตะน้องชายจอมขี้แยทีหนึ่ง [ไปได้แล้ว เจ้าตัวตะกละ เก็บของ!]
[พวกเราจะย้ายบ้านไปกับพี่สาว!]
——
หน้าประตูหอพักพนักงาน สวนสัตว์เซินอวี่
เซี่ยจือหนิงลากกระเป๋ามาหยุดหน้าหอพัก พี่น้องกระรอกเกาะคันชักอยู่คนละข้าง
“ต่อไปที่นี่คือบ้านของพวกเราแล้ว!”
[เย่~ บ้านใหม่! อากาศดีจังเลย~]
กระรอกน้องเชิดหน้า สูดอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอดอย่างชื่นใจ
สวนสัตว์เซินอวี่สมชื่อจริง ๆ ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเขียวครึ้มเหมือนป่าย่อม ๆ อากาศสดชื่น การจัดวางพื้นที่และการออกแบบก็ดูงามไปหมด มองเผิน ๆ ราวกับสวนสัตว์ในเกมจำลองการบริหารหลุดออกมาตั้งอยู่ตรงหน้า
แต่ขาดทุนมาหลายปีจนไม่มีเงินบำรุงรักษา ความทรุดโทรมกับความเงียบเหงาจึงบดบังความสวยงามเดิมไปมาก น่าเสียดายจริง ๆ
พี่น้องกระรอกตื่นเต้นจนแทบอยู่นิ่งไม่ไหว [พี่สาว พวกเราไปหารังก่อนนะ!]
“ไปเถอะ~”
เซี่ยจือหนิงลากกระเป๋าต่อไปทางหอพัก เดินได้ไม่กี่ก้าว หางตาก็จับร่างคุ้นตาที่กำลังถือไม้กวาดกวาดใบไม้บนพื้นอย่างขะมักเขม้น
เสียงฝีเท้าของเธอทำให้ชายวัยกลางคนคนนั้นหันมา
จือหนิงหยุดกึก เหยาเทียนเหอ! พ่อของผู้ตายที่กระชากตัวเธอตอนมาถึงสวนสัตว์เมื่อวานเช้า!
เธอถอยกรูดไปหลายก้าว ร่างกายขยับก่อนจะทันคิดด้วยซ้ำ
เขาคงไม่ได้มาทวงค่าชดเชยที่สวนสัตว์หรอกนะ?
พอเจอสีหน้าหวาดระแวงของเธอ แววตาเหยาเทียนเหอก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ผู้อำนวยการเซี่ย ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมมาขอโทษ”
เขากำชายเสื้อชุดทำงานที่ซักจนซีดแน่น ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ “ตำรวจบอกผมแล้วว่าจับคนร้ายได้”
“เจอศีรษะของเสี่ยวโจว...ลูกสาวผมแล้วด้วย”
เหยาเทียนเหอถูมือไปมา คำพูดติดขัดอยู่ในคอ “แม่หนู เมื่อวานผมผิดเอง”
“ลูกสาวผมจากไปแล้ว ผมร้อนใจจนขาดสติ ปักใจว่าเธอถูกเสือกัด...แล้วยัง...ยังทำแบบนั้นกับคุณอีก คุณยังเด็กขนาดนี้ โตกว่าเสี่ยวโจวแค่ไม่กี่ปีเอง...”
เขาก้มศีรษะ โค้งคำนับจนแผ่นหลังงองุ้ม “ได้ยินว่า...ตอนนี้ไม่มีใครกล้ามาสวนสัตว์แล้ว เพราะผมพูดเหลวไหลเอง...”
“ขะ...ขอโทษนะครับ ทำให้พวกคุณเดือดร้อนไปด้วย...”
พอเขาก้มหน้าลง เซี่ยจือหนิงถึงได้สังเกตว่าเส้นผมบนศีรษะขาวโพลน ท่าทางอ่อนน้อมละอายใจยิ่งทำให้ชายตรงหน้าดูแก่ลง
ลูกสาวเพิ่งจากไป พ่อกลับดูเหมือนผ่านคืนวันยาวนานจนแก่ชราลงในชั่วข้ามคืน ภาพคนที่เคยกระชากตัวเธอด้วยความโกรธยังชัดอยู่ แต่ตอนนี้เหลือเพียงพ่อคนหนึ่งที่ก้มหน้าขอโทษ หลังเสียสิ่งสำคัญที่สุดไป
ความปวดร้าวบีบแน่นอยู่ในอกจือหนิง เธอส่ายหน้าแรง ๆ “ไม่ใช่ค่ะ คนที่ต้องขอโทษคือฆาตกรคนนั้นต่างหาก!”
เธออยากตบปากตัวเอง ก่อนหน้านี้ยังคิดระแวงว่าเขาจะมาทวงค่าชดเชยอยู่เลย เธอคิดแบบนั้นกับคนที่เพิ่งเสียลูกสาวไปได้ยังไง?
“ผู้อำนวยการเซี่ย หวังว่าคุณจะยกโทษให้ผมนะครับ...ผมอยากแวะมาที่เขตเสือบ้าง มาดูสถานที่ที่ลูกสาวอยู่เป็นที่สุดท้าย”
เขารีบเสริม คำพูดรัวเร็วเหมือนกลัวว่าเธอจะไม่ยอม “ไม่ต้องห่วง ผมจะซื้อบัตร แล้วจะช่วยทำความสะอาดให้ด้วย งานอะไรผมก็ทำได้!”
เซี่ยจือหนิงรีบโบกมือ “ไม่ต้องค่ะ คุณมาได้เลย”
พอเธออนุญาต เหยาเทียนเหอก็รีบจากไป
จือหนิงถึงได้เห็นว่าพื้นด้านนอกหอพักถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยม ใบไม้แห้งไม่เหลือสักใบ เมื่อกี้เธอมัวแต่ระแวงคนถือไม้กวาด จนไม่ได้ทันดูเลยว่าเขาทำอะไรไว้ให้บ้าง
ตรงหน้าประตูยังมีชานมอยู่ในถุงเก็บความร้อนที่ปิดผนึกไว้ถุงหนึ่ง
ไม่ต้องถามก็พอเดาได้ว่าใครเป็นคนเอามาวางไว้
ภาพชุดทำงานที่ซักจนซีดติดอยู่ในใจเธอ ลุงคนนี้คงไม่กล้าจ่ายสิบห้าหยวนซื้อชานมสักแก้วให้ตัวเองด้วยซ้ำ แต่กลับซื้อมาให้เธอ ถุงชานมธรรมดา ๆ ตรงหน้าประตูจึงยิ่งทำให้เธอนึกถึงคำขอโทษที่ติดขัดของเขา จนใจหายขึ้นมาอีกครั้ง
ปลายจมูกจือหนิงแสบร้อน เธอสูดจมูกเบา ๆ แล้วหยิบกุญแจมาไขประตูหอพัก
แต่ประตูเพิ่งเปิดออก เซี่ยจือหนิงก็ชะงักค้าง
ภาพข้างในทำเอาเธอตกตะลึงจนขยับไม่ออก