ตอนที่ 1 มีคนคิดจะฆ่าเธอ
ตอนที่ 1 มีคนคิดจะฆ่าเธอ
“มีคนคิดจะฆ่าเธอ!”
เสียงเตือนกระชากเซี่ยจือหนิงให้ตื่น เธอลืมตาพรวด หัวใจรัวกระแทกอกจนความง่วงแตกกระเจิง คำว่า ‘ฆ่า’ ยังดังซ้ำอยู่ในหู
ใคร?
เสียงใครกำลังพูด?
เธอผุดขึ้นนั่ง กวาดตาหาต้นเสียงทั่วห้องเช่าแคบ ๆ ห้องเล็กขนาดนี้มองเพียงปราดเดียวก็เห็นครบทุกมุมแล้ว แต่กลับไม่มีเจ้าของเสียงอยู่ตรงไหนเลย
ทั้งห้องมีแต่เธอ
หรือเมื่อคืนไข้ขึ้นสูงจนประสาทหลอน? เซี่ยจือหนิงพยายามหาคำอธิบายให้สิ่งที่เพิ่งได้ยิน แต่เสียงนั้นชัดจนแทบจะจับได้ทุกคำ แถมยังคล้ายเสียงเด็กผู้ชายด้วย จะบอกว่าหูฝาดก็เชื่อไม่ลง
อย่าบอกนะว่าห้องเช่าซอมซ่อของเธอมีผีสิง?
เธอหันไปทางหน้าต่าง กระรอกน้อยสองตัวเกาะอยู่บนขอบ พวงหางฟูสะบัดไหว ดวงตากลมเล็กกลอกไปมา ก่อนจ้องเธอเขม็ง พอเห็นว่าเธอตื่นแล้ว ทั้งคู่ก็อ้าปากกว้าง ยกอุ้งเท้าจิ๋วขึ้นชี้ปากตัวเองทันที
คราวนี้ไม่ต้องเดาเลย เจ้าตัวตะกละมาทวงของกินอีกแล้ว!
ห้องเธออยู่ชั้นสอง ต้นการบูรใหญ่ด้านนอกแผ่กิ่งมาถึงหน้าต่างพอดี กระรอกที่ทำรังอยู่บนนั้นจึงชอบไต่ตามกิ่งมาขออาหาร แขกตัวจ้อยคู่นี้คุ้นหน้าเธอดี ถึงได้ทวงกันอย่างไม่เกรงใจขนาดนี้
เซี่ยจือหนิงคลึงขมับที่ยังปวดตุบ ๆ แล้วหยิบเทอร์โมมิเตอร์มาวัดอุณหภูมิ ไข้ที่รุมเร้าอยู่สองวันลดลงแล้ว ในที่สุดเธอก็พอจะโล่งใจได้บ้าง หลังถูกพิษไข้เล่นงานจนแทบไม่ไหว
เธอหยิบแครกเกอร์สำหรับมื้อเช้าออกมา แบ่งให้เจ้าตัวน้อยบนขอบหน้าต่างทั้งสองตัว ตัวหนึ่งใหญ่กว่าอีกตัวชัดเจน ดูท่าจะเป็นพี่ชายกับน้องชายกัน
ตัวน้องกอดแครกเกอร์แน่นราวกับได้สมบัติล้ำค่า แล้วรีบยัดเข้าปากจนแก้มสองข้างป่องกลม เคี้ยวตุ้ย ๆ พลางร้อง “จี๊ด ๆ” อย่างมีความสุข
[ขอบคุณนะ พี่สาวใจดี~]
มือที่กำลังแบ่งแครกเกอร์ของเซี่ยจือหนิงค้างอยู่กลางอากาศ
เดี๋ยวนะ...
ดวงตาเธอเบิกกว้าง เจ้ากระรอกเพิ่งพูดขอบคุณเธอเหรอ?
นี่เธอลุกพรวดเร็วเกินไปจนสมองเบลอ หรือไข้สูงเผาสมองจนเพี้ยนไปแล้ว? เซี่ยจือหนิงตบศีรษะตัวเองเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ ขนาดหูยังพลอยรวนไปด้วย ถึงได้ยินกระรอกพูดภาษาคนชัดถ้อยชัดคำขนาดนี้!
เจ้าตัวน้อยทั้งคู่กลับไม่รับรู้ความตกตะลึงของเธอเลย ยังคงกินไปคุยกันไปตามสบาย ตัวน้องมีแววตาใสซื่อ พอมีของกินตรงหน้าก็เหมือนไม่มีเรื่องอื่นให้สนใจอีกแล้ว
[พี่ วันนี้แครกเกอร์รสนมนะ หอมจังเลย~]
ตัวพี่มีดวงตาวาวราวเม็ดถั่วดำ ดูฉลาดกว่าน้องอยู่ไม่น้อย แต่คำที่มันพูดออกมากลับทำให้เธอหมดอารมณ์คิดเรื่องประสาทหลอน
[แต่เหมือนพี่สาวใจดีจะไม่มีเงินซื้อข้าวกินเองแล้วนะ แถมยังถูกฆาตกรหมายหัวอีก]
[ฉันเป็นห่วงพี่เขาจัง]
กระรอกน้องหยุดเคี้ยวทันที ความร่าเริงบนใบหน้าเล็ก ๆ หม่นลง [แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? พวกเราก็แจ้งตำรวจไม่ได้ด้วย...]
ฟังมาถึงตรงนี้ เซี่ยจือหนิงไม่อาจปัดว่าเป็นแค่หูฝาดอีกแล้ว เสียงสนทนาชัดเจนทุกคำ เธอฟังภาษากระรอกออกจริง ๆ!
ถ้างั้นคำเตือนที่ปลุกเธอเมื่อกี้ก็มาจากสองตัวนี้สินะ?
ความมหัศจรรย์ตรงหน้าถูกความกลัวเบียดออกไป เธอโน้มตัวเข้าหาพวกมัน ถามอย่างร้อนรน “เจ้ากระรอกน้อย มีคนคิดจะฆ่าฉันจริง ๆ เหรอ?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
แครกเกอร์ในอุ้งเท้าพี่น้องกระรอกหล่นแปะลงพื้นพร้อมกัน
ตัวน้องอ้าปากหวอเป็นรูปตัวโอ ดวงตากลมเล็กเบิกกว้าง คราวนี้ฝ่ายที่ไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินกลายเป็นพวกมันบ้างแล้ว
[ธะ...เธอฟังพวกเรารู้เรื่องเหรอ?]
เซี่ยจือหนิงพยักหน้าช้า ๆ ตัวเธอเองยังแทบไม่เชื่อ “ฉันเพิ่งเป็นไข้สูง แล้วจู่ ๆ ก็ฟังพวกเธอรู้เรื่องขึ้นมา”
เสียงจี๊ด ๆ ที่เข้าหูเหมือนกลายเป็นคำพูดที่เธอเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องพยายามแปลเลย
[เยี่ยมไปเลย!] กระรอกน้องดีใจจนแทบกระโดด ก่อนรีบรายงาน [หลายวันมานี้มีผู้ชายมาคอยดูลาดเลาใต้ตึกของพี่สาวตอนดึก ๆ ตลอดเลย]
กระรอกพี่เสริม [เขาคอยสังเกตห้องพี่สาว!]
[ทุกคืนต้องรอให้พี่สาวปิดไฟก่อน เขาถึงจะยอมกลับไป!]
ความเย็นแล่นขึ้นมาตามตัวเซี่ยจือหนิง ผู้ชายคนนั้นกำลังสืบกิจวัตรของเธอ เฝ้าดูอยู่ใต้ตึก รอจนเธอปิดไฟ และทำแบบนั้นอยู่หลายวันแล้ว!
ขนทั่วร่างลุกชัน เธอเร่งถาม “พวกเธอเห็นหน้าเขาชัดไหม?”
กระรอกพี่เอียงคอ เกาศีรษะแกรก ๆ ขณะพยายามนึก
[หน้าตาเขาคล้ายคนในโปสเตอร์ที่แปะบนต้นไม้ในสวนสาธารณะ]
[คุณปู่ที่มาเดินเล่นบอกว่าเขาเป็น ‘ข้าวหน้ากุ้ง’!]
กระรอกน้องกลืนน้ำลายเอื๊อก แค่ได้ยินชื่อของกินก็อดไม่ได้แล้ว [‘ข้าวหน้ากุ้ง’ ฟังดูน่าอร่อยจัง ทุกคนคงชอบเขามากเลยสินะ~]
[น่าจะเป็นคนดังด้วยนะ! มีโปสเตอร์เขาเต็มไปหมดเลย!]
หา? ข้าวหน้ากุ้ง?
เซี่ยจือหนิงขำไม่ออกสักนิด อย่าบอกนะว่าเจ้าตัวน้อยฟังคำว่า ‘ฆาตกร’ เพี้ยนเป็นของกิน! ยิ่งมีโปสเตอร์อยู่เต็มไปหมดด้วยแล้ว ลางร้ายในใจก็ยิ่งชัดขึ้น
“โปสเตอร์นั่นอยู่ไหน?” น้ำเสียงเธอตึงขึ้น “ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง?”
กระรอกพี่วางแครกเกอร์ชิ้นเล็กลงอย่างว่าง่าย [พี่สาว เมื่อวานฉันใช้เล็บแกะมาแผ่นหนึ่ง เก็บไว้ในรัง!]
[ฉันจะเอามาให้ดู]
มันเผ่นกลับไปยังรังเล็กในโพรงไม้ ไม่นานก็คาบกระดาษวิ่งปรู๊ดกลับมา
เซี่ยจือหนิงรับกระดาษสีขาวที่ทั้งยับเยินและขาดวิ่นมากาง พออ่านหัวกระดาษออก ภาพตรงหน้าก็คล้ายจะมืดวูบ
‘ประกาศจับ’
ตัวอักษรใหญ่เด่นอยู่ตรงนั้น ชัดจนไม่มีทางอ่านเป็นอย่างอื่นได้
โปสเตอร์คนดังอะไรกัน! นี่มันประกาศจับ!
“ประกาศจับ: โจวจื่อเฟิง (ชาย อายุ 37 ปี) ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ต้องสงสัยว่าก่อคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์หลายคดี มีพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงอย่างยิ่ง”
...
“ผู้ใดแจ้งเบาะแสอันนำไปสู่การจับกุม จะได้รับเงินรางวัลรวม 500,000 หยวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวผู้เสียหาย”
ยิ่งไล่อ่าน เซี่ยจือหนิงก็ยิ่งหนาวเยือก ความเย็นซึมผ่านแผ่นหลังจนปลายนิ้วชา คนที่ถูกประกาศจับในคดีฆาตกรรมหลายคดีกำลังเฝ้าดูหน้าต่างห้องเธอทุกคืน!
ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A กำลังหมายหัวเธอ!
เธอต้องแจ้งตำรวจ เดี๋ยวนี้เลย
แต่ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาก่อน เซี่ยจือหนิงปลดล็อกโทรศัพท์ สายตาหยุดอยู่ตรง ‘เซี่ยเจิง’ ในรายการโทรล่าสุด ปลายนิ้วที่แตะหน้าจอสั่นน้อย ๆ
คนที่เธอเรียกว่าพี่ใหญ่มายี่สิบสองปี
เซี่ยเจิงอายุยังน้อยก็เป็นศาสตราจารย์ด้านการสืบสวนคดีอาญา และเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการคลี่คลายคดีประจำสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง เขาติดตามคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของโจวจื่อเฟิงมาตลอด ถ้ามีใครช่วยเธอได้ในตอนนี้ ก็คงเป็นเขา
ขอแค่เขายอมช่วย ก็ส่งบอดี้การ์ดของตระกูลเซี่ยมาคุ้มครองเธอได้ทันที แถมยังติดต่อหน่วยคดีร้ายแรงได้โดยตรง เธออาจไม่ต้องนั่งกลัวอยู่ในห้องนี้ตามลำพัง โดยไม่รู้ว่าฆาตกรจะมาเมื่อไหร่
เซี่ยจือหนิงกดโทรออก เสียงสัญญาณเพิ่งดังได้ไม่นาน สายก็ถูกตัดทิ้ง
จากนั้นข้อความตามมา
“เลิกรบกวนฉันได้แล้ว!”
“เธอทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ ฉันไม่มีวันรับเธอกลับตระกูลเซี่ย!”
เซี่ยจือหนิงเจ็บแปลบในอก ตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดทำให้คำที่คิดจะขอความช่วยเหลือเหมือนติดอยู่ตรงคอ เธอกำลังกลัวว่าจะถูกฆ่า แต่เขากลับพูดอยู่แค่ว่าจะไม่รับเธอกลับบ้าน
ชื่อบนหน้าจอคือคนเดิม คนที่เธอเรียกว่าพี่ใหญ่มายี่สิบสองปี แต่ตอนนี้เขาไม่ยอมแม้แต่จะฟังเธอสักครั้ง
หนึ่งเดือนก่อน เซี่ยชิงชิงถือผลตรวจดีเอ็นเอมาถึงบ้านตระกูลเซี่ย ผลตรวจนั้นทำให้ตระกูลผู้มั่งคั่งรู้ว่าลูกสาวที่เลี้ยงมายี่สิบสองปีเป็นคุณหนูตัวปลอมมาตลอด
ลูกสาวคนนั้นก็คือเธอ
ตระกูลเซี่ยทำธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยงกับเครือโรงพยาบาลสัตว์เป็นหลัก เส้นทางชีวิตเธอจึงถูกกำหนดมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่บังคับให้มุ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ชั้นนำ แล้วยังต้องตระเวนเรียนหลักสูตรเสริมสารพัด ราวกับทุกอย่างในชีวิตมีไว้เตรียมให้เธอทำงานให้ตระกูล
พ่อเซี่ยเข้มงวดจนเลือดเย็น ถ้าเธอสอบไม่ได้ที่หนึ่ง เขาจะโยนหนูแฮมสเตอร์ที่เธอเลี้ยงออกจากชั้นบน
สำหรับเซี่ยจือหนิง อันดับในผลสอบจึงไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่มันผูกอยู่กับชีวิตเล็ก ๆ ที่เธอรัก จะให้เธอปล่อยตัวตามสบายได้ยังไง ในเมื่อความผิดพลาดของตัวเองอาจทำให้มันต้องตาย?
ตั้งแต่จำความได้ เธอไม่เคยกล้าผ่อนแรง ชีวิตมีแต่หนังสือกับความกดดันที่บีบแน่นอยู่ตลอดเวลา ความเหนื่อยยังพอทนได้ แต่ความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอนั้นไม่เคยปล่อยเธอเลย
สุดท้ายหยาดเหงื่อกับความหวาดกลัวก็ผลักให้เธอเป็นสัตวแพทย์ชั้นยอดตั้งแต่อายุยังน้อย ได้เป็นผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาวัคซีนสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของตระกูลเซี่ยในชื่อ ‘เกราะอุ้งเท้า’
ผลงานเหล่านี้ยังมีค่าต่อตระกูล ต่อให้ลูกสาวตัวจริงกลับมาแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้คิดจะไล่เธอทันที อย่างน้อยเซี่ยจือหนิงก็ยังมีประโยชน์
จนกระทั่งครึ่งเดือนก่อน เซี่ยชิงชิงขาขวาหัก แล้วยืนกรานว่าเธอเป็นคนผลักตกจากชั้นบน
คำกล่าวหาเพียงเท่านั้นทำให้คนตระกูลเซี่ยเดือดดาล ไม่มีใครคิดจะฟังคำอธิบาย ไม่เปิดโอกาสให้เธอแก้ต่างแม้แต่ประโยคเดียว เซี่ยเจิงเป็นคนโยนกระเป๋าสัมภาระของเธอออกนอกประตูใหญ่ด้วยมือตัวเอง
พี่ใหญ่ของเธอทำแบบนั้นเอง
เซี่ยจือหนิงนึกแล้วทั้งเหนื่อยใจทั้งหนาวสะท้าน คนพวกนี้ไม่เคยเล่นอินเทอร์เน็ตกันเลยหรือไง? มุกใส่ร้ายเก่าจนแทบเดาทางได้ขนาดนี้ ยังเชื่อกันสนิทโดยไม่สงสัยสักนิด!
เขาไม่ยอมรับสาย เธอจึงพิมพ์เรื่องผู้ต้องหาตามหมายจับส่งไปแทน อย่างน้อยให้เขารู้ว่าคราวนี้เธอไม่ได้โทรมาเรื่องตระกูลเซี่ย เธอต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
แต่ข้อความส่งไปไม่ถึง
เซี่ยเจิงบล็อกเธอแล้ว
หนทางที่พอจะหวังพึ่งเมื่อกี้ปิดลงต่อหน้า ต่อให้เธอมีคำอธิบายอีกเท่าไหร่ เขาก็ไม่คิดจะรับฟังอยู่ดี
ช่างเถอะ ต่อให้พูดจนหมดเสียง คนตระกูลเซี่ยก็คงไม่เชื่อเธออยู่ดี ฝากความหวังไว้กับพวกเขาต่อไปก็มีแต่เสียเวลา เซี่ยจือหนิงกดโทรแจ้งเหตุด่วน 110 แทน
เสียงสัญญาณดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปลายสายยังไม่รับ เธอรออย่างกระวนกระวาย แต่ละวินาทีผ่านไปช้าเหลือเกิน ในเมื่อคนที่หมายเอาชีวิตเธอยังลอยนวลอยู่ข้างนอก
ในที่สุดก็มีคนรับ
“สวัสดีค่ะ ที่นี่ศูนย์รับแจ้งเหตุด่วน 110 เมืองเจียงเฉิง” เสียงอ่อนโยนเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่หญิงดังขึ้น “มีเรื่องอะไรให้ช่วยคะ?”
เซี่ยจือหนิงสูดลมหายใจลึก พยายามกดความสั่นในเสียงให้มากที่สุด “สวัสดีค่ะ ฉันพบผู้ชายคนหนึ่ง สงสัยว่าจะเป็นโจวจื่อเฟิง ผู้ต้องหาตามหมายจับ เขามาอยู่ใต้ตึกที่ฉันพักค่ะ”
“ดูเหมือนเขาจะมาดูลาดเลาก่อนลงมือค่ะ!”
เธอรีบบอกที่อยู่และชั้นที่พักอย่างละเอียด พยายามเรียบเรียงคำให้ชัดที่สุดทั้งที่ใจร้อนรน “ที่อยู่คือ...”
พอได้ยินว่าเป็นเบาะแสของผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A น้ำเสียงปลายสายก็จริงจังขึ้นทันที “ขอบคุณที่โทรมานะคะ เราจะรีบแจ้งหน่วยงานระดับสูงให้เร็วที่สุดค่ะ”
“ขอชื่อกับข้อมูลติดต่อด้วยได้ไหมคะ?”
...
หลังวางสาย เซี่ยจือหนิงจึงค่อยปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออก อย่างน้อยก็มีคนยอมฟังและรับเรื่องของเธอจริงจังแล้ว เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นไม่ได้ปัดคำแจ้งของเธอทิ้งราวกับเป็นเรื่องล้อเล่น
ความกลัวยังอยู่ แต่เธอพอจะมีหวังให้ยึดไว้บ้าง
เธอเหลือบดูเวลาบนหน้าจอ หกโมงเย็นแล้วเหรอ? ไข้เล่นงานจนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่นึกเลยว่าเวลาจะล่วงมาขนาดนี้
ท้องฟ้านอกหน้าต่างใกล้มืดเต็มที
ท้องร้องจ๊อก ๆ ประท้วงด้วยความหิว แต่ประตูห้องกลับกลายเป็นเส้นที่เซี่ยจือหนิงไม่กล้าก้าวข้าม ต่อให้หิวแค่ไหน เธอก็ไม่กล้าออกไป
เธอค้นประวัติโจวจื่อเฟิงในโทรศัพท์แล้วใจยิ่งฝ่อ หมอนี่ลงมือไม่เลือกเวลา กลางวันแสก ๆ ก็ยังกล้าฆ่าคนแล้วเอาศพไปทิ้ง จะหวังให้ช่วงเวลาไหนปลอดภัยได้ยังไง?
หากดวงซวยเปิดประตูออกไปเจอเขาเข้า ก็เท่ากับเธอเดินเอาชีวิตไปทิ้งเอง
[พี่สาวใจดีไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะอยู่เป็นเพื่อนพี่เอง]
กระรอกพี่รับรู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัว มันขยับเข้ามา ใช้อุ้งเท้าจิ๋วตบไหล่เธอเบา ๆ ท่าทางปลอบโยนของร่างเล็กนิดเดียวทำให้หัวใจที่เกร็งแน่นอ่อนลง
[ฉันส่งน้องชายไปเฝ้าอยู่ใต้ตึกแล้ว]
[ถ้ามีคนร้ายมา มันจะรีบมาบอก]
เซี่ยจือหนิงซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ตอนที่เธอต้องการคนช่วยที่สุด ครอบครัวกลับไม่ยอมแม้แต่จะฟัง แต่เจ้ากระรอกน้อยสองตัวนี้ยังอยู่เป็นเพื่อน แถมช่วยระวังภัยให้ด้วย
เพียงอุ้งเท้าเล็ก ๆ ที่ตบไหล่เบา ๆ กลับให้ความอุ่นใจได้ถึงขนาดนี้
เธอยิ้มบาง ๆ แล้วป้อนแครกเกอร์ให้กระรอกพี่ด้วยมือตัวเอง “ขอบคุณนะ เจ้าตัวน้อย”
เสียงโทรศัพท์ดังแทรกขึ้น ขณะที่ความอบอุ่นจากคำปลอบยังค้างอยู่ในใจ
ชื่อบนหน้าจอทำให้รอยยิ้มค่อย ๆ จางไป
เซี่ยเจิง
พี่ใหญ่ของตระกูลเซี่ยโทรมาแล้ว
เซี่ยจือหนิงนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนกดรับ ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเดือดดาลของเขาก็กระแทกเข้าหู
“เซี่ยจือหนิง เธอนี่เก่งจริง ๆ!”
“แค่ฉันไม่รับโทรศัพท์ เธอก็ถึงขั้นกุเรื่องแจ้งความเท็จเลยเหรอ?!”
อ่านล่วงหน้าได้สองช่องทางที่เพจเอินเอินขอแปล และ Samootnovel นะคะ
หากอ่านทางเว็บ เพียงล็อกอินและทำภารกิจรับเหรียญฟรี ก็อ่านฟรีได้วันละกว่า 10 ตอน
ใครอยากอ่านให้จุใจยิ่งขึ้น มี แพ็กรับเหรียญคูณสองราคาประหยัด ช่วยให้อ่านได้มากกว่าวันละ 20 ตอน เลยค่ะ
หากค้นหาเว็บไซต์ไม่เจอ ทักมาสอบถามที่เพจ เอินเอินขอแปล ได้เลยนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนกันเสมอค่ะ