ตอนที่ 20 เธอหมดสติ
ตอนที่ 20 เธอหมดสติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มเอ่ยปากอธิบายเพิ่มเติม “แทลเลียมเป็นธาตุโลหะหนักชนิดหนึ่งครับ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ละลายในน้ำกับอาหารได้ง่ายมาก”
“หากร่างกายได้รับสารโลหะหนักชนิดนี้สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในระยะเริ่มต้นจะมีอาการผมร่วง ร่างกายอ่อนเพลีย และมีอาการปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า”
“หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้เซลล์ประสาทสมองเสื่อมถอย ระบบประสาทถูกทำลาย และอวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลันได้ครับ”
ตำรวจอาวุโสเสริมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ในอดีตสารแทลเลียมเคยถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาเบื่อหนูนั่นเองครับ”
เสิ่นเจียเอ่อร์ที่กำลังยืนง่วงเหงาหาวนอนอยู่ พอได้ยินคำว่า “ยาเบื่อหนู” ก็สะดุ้งโหยงสุดตัว ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งในชั่วพริบตาเดียว
เขายกสองมือขึ้นขยี้และเกาศีรษะของตัวเองแรงๆ ด้วยความตื่นตระหนก “หา? แต่ว่าผมกินอาหารฝีมือป้าไช่ที่บ้านไปตั้งหลายมื้อแล้วนะครับ!”
“ป้าไช่เป็นคนจัดแจงทำอาหารให้ผมกินคนเดียวทั้งหมดเลย”
เส้นผมสีบลอนด์ทองสั้นหลุดร่วงจากปลายนิ้ว ปลิวร่วงลงสู่พื้นห้องหลายเส้น
เสิ่นเจียเอ่อร์ก้มมองเส้นผมบนพื้น ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
วินาทีต่อมา เขาก็รีบกดโทรศัพท์จนนิ้วมือสั่นพัลวัน “ผมคิดว่าผมควรรีบเรียกรถพยาบาลมารับตัวเองไปตรวจร่างกายเดี๋ยวนี้ดีกว่า!”
ในเวลาเดียวกัน บริเวณชั้นหนึ่งของคฤหาสน์ ป้าไช่หอบตะกร้าเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จเดินเข้ามา เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วมาจากห้องพักแม่บ้าน เธอจึงเดินเลียบๆ เคียงๆ ตามมาดูด้วยความสงสัย
ทว่าทันทีที่เห็นตำรวจในเครื่องแบบสองนายยืนอยู่ข้างใน สีหน้าของเธอก็พลันถอดสี ข้าวของในอ้อมแขนร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
ป้าไช่รีบหมุนตัวกลับหลัง เตรียมจะวิ่งหนีออกจากคฤหาสน์ทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ อย่าหนี!”
ตำรวจหนุ่มพุ่งตามไปตะครุบตัวป้าไช่เอาไว้ได้อย่างแม่นยำ เขากดร่างของเธอลงกับพื้นแล้วสวมกุญแจมือล็อกไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้คนในห้องสตรีมสดของเซี่ยจือหนิงก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด ยอดผู้ชมพร้อมกันพุ่งทะลุหนึ่งพันคนเข้าไปแล้ว!
ชาวเน็ตคิดไม่ถึงว่าแค่แวะเข้ามาดูไลฟ์ จะได้เห็นตำรวจบุกจับกุมคนร้ายวางยาพิษกันสดๆ คาตา ต่างตื่นเต้นกับฉากตรงหน้าจนแทบนั่งไม่ติด
【โอ้โห เหลือเชื่อมาก ฉันแค่อยากเข้ามามุงดูเรื่องสนุก ใครจะไปคิดว่าจะได้เห็นคุณตำรวจจับคนร้ายของจริงคาไลฟ์!】
【ตามดูมาตลอด สตรีมเมอร์ไม่ได้โกหกจริงๆ เธอคือนักสื่อสารกับสัตว์ตัวจริงเสียงจริง กดติดตามทันทีเลย!】
【ให้ตายสิ ในกลุ่มแชตบอกแค่ว่ามีคุณหนูตัวปลอมถูกไล่ออกจากบ้านจนต้องมานั่งโกยมูลสัตว์ ไม่มีใครบอกสักคำว่าเธอมีความสามารถเก่งกาจระดับเทพขนาดนี้?!】
ส่วนกลุ่มคุณชายคุณหนูตระกูลร่ำรวยที่เข้ามาดูเรื่องตลกของเซี่ยจือหนิงตั้งแต่แรก เมื่อเห็นว่านอกจากจะทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว ยังกลายเป็นการช่วยดันยอดผู้ชมให้อีกระลอก ก็เดือดดาลจนหน้าเขียวหน้าคล้ำ แล้วรีบกดปิดห้องไลฟ์หนีไปด้วยความอับอาย
ตำรวจควบคุมตัวป้าไช่ออกจากคฤหาสน์เพื่อนำตัวไปสอบสวนขยายผลต่อที่สถานีตำรวจ
เวลาไล่เลี่ยกัน รถพยาบาลฉุกเฉินที่เสิ่นเจียเอ่อร์เรียกก็แล่นมาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์พอดี
เขารีบกดส่งของขวัญระดับ “คาร์นิวัล” ให้เซี่ยจือหนิงเป็นรางวัลตอบแทนก้อนโต พร้อมส่งข้อความส่วนตัวไปหาเธออย่างรวดเร็ว
เสิ่นเจียเอ่อร์กำลังจะกดปุ่มยุติการเชื่อมสาย ทว่าจู่ๆ ร่างบอบบางของเซี่ยจือหนิงในหน้าจอฝั่งตรงข้ามกลับโงนเงนไปมา ก่อนจะหมดสติล้มพับลงไปนอนกองอยู่บนพื้นทรายต่อหน้าต่อตา!
[พี่สาวเซี่ย!]
แมวสามสีในอ้อมแขนเสิ่นเจียเอ่อร์ตกใจจนร้องลั่น มันดิ้นพล่านและใช้อุ้งเท้าสะกิดเขาไม่หยุดด้วยความร้อนรน
“แย่แล้ว ผู้มีพระคุณ ตื่นสิครับ!”
“คุณจะมาเป็นอะไรไปตรงนี้ไม่ได้นะ!”
เสิ่นเจียเอ่อร์ลนลานจนทำอะไรไม่ถูก แม้ในใจร้อนรุ่มราวถูกไฟแผดเผา แต่ก็ได้เพียงมองผ่านหน้าจอที่กั้นขวางอยู่เท่านั้น
ในวินาทีนั้นเอง เขานึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบกดโทรศัพท์ติดต่อไปหาอีกฝ่ายทันที
ณ อาคารสำนักงานเชิงพาณิชย์ใจกลางย่านธุรกิจในเขตหนานเฉิง
ภายในห้องประชุมใหญ่ บรรยากาศเงียบสงัดและเต็มไปด้วยความกดดันอันหนักหน่วง ผู้บริหารทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจรอคอยการตัดสินใจอย่างเงียบงัน
กู้ไหวเหย่นั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะยาว พลิกตรวจดูสัญญาฉบับสำคัญ เสื้อสูทสั่งตัดสีดำสนิทช่วยขับเน้นแนวไหล่กว้างให้ดูเฉียบคม นิ้วมือเรียวยาวหมุนควงปากกาหมึกซึมแบรนด์หรู
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้น เขาเหลือบตาดูชื่อผู้โทรเข้า “เสิ่นเจียเอ่อร์” คิ้วคมจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ทำไมจู่ๆ เจ้าเด็กแสบคนนี้ถึงโทรเข้าหมายเลขส่วนตัวของเขาในเวลาทำงานเช่นนี้?
เขากดรับสาย “พี่กู้ครับ! ตอนนี้พี่กำลังนั่งประชุมเจรจาโครงการอยู่ที่หนานเฉิงใช่ไหมครับ?”
น้ำเสียงของเสิ่นเจียเอ่อร์ร้อนรนกระวนกระวายอย่างยิ่ง “ช่วยชีวิตคนด้วยครับ ช่วยด่วนเลย!”
ปลายปากกาของกู้ไหวเหย่หยุดชะงักค้างกลางอากาศ เขากวาดสายตามองทุกคนที่ยังเฝ้ารอการตัดสินใจ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบ “เจ้าแซ่เสิ่น ทางที่ดีเรื่องที่นายพูด ควรเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ”
เสิ่นเจียเอ่อร์รีบละล่ำละลักรัวคำพูดออกมาในคราวเดียว “ช่วยคนคนหนึ่งให้ผมทีครับ เธอคนนี้สำคัญทั้งกับพี่และกับผม!”
“ตอนนี้เธอหมดสติอยู่ที่สวนสัตว์เซินอวี่ ตรงข้ามตึกสำนักงานหนานเฉิงของพี่นี่เองครับ!”
หลังวางสาย กู้ไหวเหย่ก็ปิดแฟ้มสัญญาดังฉับแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง การเคลื่อนไหวเฉียบขาดไร้ความลังเล
“ทุกท่านครับ สัญญานี้เอาไว้ค่อยมาหารือกันต่อในคราวหน้า”
ห้องประชุมเงียบกริบ ทุกคนได้แต่มองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึง
นี่คือสัญญามูลค่ามหาศาลกว่าสามร้อยล้านเชียวนะ ประธานกู้คิดจะเลื่อนก็บอกเลื่อนกันดื้อๆ แบบนี้เลยหรือ?
สมแล้วที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ของตระกูลกู้แห่งอาณาจักรธุรกิจ มีอำนาจล้นมือจนเอาแต่ใจตัวเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทัดทาน ได้แต่มองส่งเงาร่างสูงสง่าที่ผลักบานประตูแล้วก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องชัดเจนทุกย่างก้าว ทิ้งแรงกดดันอันมองไม่เห็นไว้เบื้องหลัง
เซี่ยจือหนิงนอนทอดร่างอ่อนปวกเปียกอยู่บนพื้นทราย สติยังไม่ดับวูบไปเสียทีเดียว ทว่าริมฝีปากกลับเปล่งเสียงไม่ได้ กระทั่งปลายนิ้วก็ไม่อาจขยับเขยื้อน
ท่ามกลางสายตาอันพร่าเลือน เงาร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาในสายตา กางเกงสูทซึ่งตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นเรียวขายาวให้ดูสง่างาม
วินาทีถัดมา ร่างเบาหวิวของเธอก็ถูกช้อนอุ้มขึ้นสู่อ้อมแขนอันแข็งแกร่ง กลิ่นไม้หอมเย็นจางๆ พลันโอบล้อมทั่วทั้งร่าง
พี่ชายเหรอ?
เซี่ยจือหนิงรวบรวมเรี่ยวแรงเพ่งมองใบหน้าของอีกฝ่าย นิ้วมืออ่อนแรงขยุ้มอกเสื้อเชิ้ตราคาแพงเอาไว้
คล้ายชายคนนั้นจะสัมผัสได้ถึงแรงขยุ้มอันแผ่วเบา เขาจึงค่อยๆ ก้มหน้าลงมามอง
ใบหน้าซึ่งปรากฏตรงหน้ามีเค้าโครงแตกต่างจากจี้ซูอวิ๋นโดยสิ้นเชิง ความหล่อเหลาของเขาดูดุดัน ทรงพลัง และเจือกลิ่นอายดิบเถื่อน
คิ้วและดวงตาคมกริบราวถูกสลักเสลาด้วยคมมีด แนวกรามเด่นชัดแฝงความหยิ่งทะนงเย็นชา ชวนให้นึกถึงพญาหมาป่าเดียวดาย
ยามเขาทอดสายตามองลงมา ดวงตาดอกท้อดำขลับและลึกล้ำคู่นั้นแฝงแรงกดดันตามธรรมชาติของผู้อยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ
ไม่ใช่พี่จี้ซูอวิ๋น
แล้วเขาคนนี้เป็นใครกัน?
คำถามเพิ่งผุดขึ้นในห้วงคิด เปลือกตาอันหนักอึ้งของเซี่ยจือหนิงก็ปิดลง และสติก็ดำดิ่งสู่ความมืดมิด
เมื่อเซี่ยจือหนิงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นเคยของโรงพยาบาล
ข้างเตียงคล้ายมีใครกำลังพูดคุยกัน เสียงสนทนาลอยเข้ามาอย่างเลือนราง
“เธอแค่เหนื่อยล้าสะสมมากเกินไปและขาดสารอาหารจนเป็นลมหมดสติไปเท่านั้น”
น้ำเสียงของชายคนหนึ่งเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ทุกถ้อยคำราวห่อหุ้มด้วยเกล็ดน้ำแข็ง “เรื่องขี้ผงแค่นี้ นายกลับกล้าโทรจิกใช้ฉันให้มาช่วยคน”
“เสิ่นเจียเอ่อร์ นายเบื่อชีวิตแล้วหรือไง?”
เสียงทุ้มต่ำดังก้องผ่านข้างหู แม้ไม่ดังนัก แต่กลับคมกริบราวใบมีดซึ่งยังซ่อนอยู่ในฝัก
จากนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ค่อยๆ ก้าวเดินห่างออกไปจากห้องพักผู้ป่วย
เซี่ยจือหนิงฝืนลืมตาขึ้นมองอย่างสะลึมสะลือ ทันเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของชายคนนั้นขณะเดินออกจากห้องพักไป
คนที่ช่วยเธอเอาไว้คือเพื่อนของเสิ่นเจียเอ่อร์อย่างนั้นหรือ?
เซี่ยจือหนิงยกมือคลึงขมับที่ปวดตุบๆ จังหวะนั้นโทรศัพท์ข้างหมอนก็สั่นขึ้นพอดี
เป็นสายจากจี้ซูอวิ๋น
เธอรีบรับสายทันที
เสียงเร่งร้อนของจี้ซูอวิ๋นดังผ่านลำโพงเข้ามา “จือหนิง ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”
เซี่ยจือหนิงรีบตอบทั้งที่น้ำเสียงยังอ่อนแรง “พี่คะ ฉันอยู่โรงพยาบาล ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แค่ขาดสารอาหารจนเป็นลม เป็นอาการเดิมน่ะค่ะ”
“ส่งที่อยู่มา พี่จะไปเดี๋ยวนี้”
หลังได้รับที่อยู่ จี้ซูอวิ๋นก็มาถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วปานพายุ
เขารู้ว่าเซี่ยจือหนิงกำลังจะย้ายเข้าไปอยู่หอพักของสวนสัตว์ เช้าวันนี้จึงไปเลือกซื้อของใช้จำเป็น ขนม และอาหารแห้งมาตุนไว้ให้น้องสาว
ใครจะคิดว่าเมื่อไปถึงสวนสัตว์ สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นข่าวว่าเซี่ยจือหนิงหมดสติ และถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งอุ้มขึ้นรถพาออกไปแล้ว
เซี่ยจือหนิงทอดสายตามองจี้ซูอวิ๋นซึ่งนั่งปอกแอปเปิลให้ตนอยู่ข้างเตียง แววตาฉายความรู้สึกผิด “พี่ ขอโทษนะคะ ทำให้เป็นห่วงอีกแล้ว”
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน”
จี้ซูอวิ๋นส่งแอปเปิลซึ่งปอกเสร็จแล้วใส่มือเธออย่างทะนุถนอม
จังหวะนั้น โทรศัพท์ของจี้ซูอวิ๋นก็ดังขึ้น บนหน้าจอปรากฏชื่อผู้กำกับสถานีตำรวจตำบลที่เขาสังกัดอยู่
เขากดรับสายทันที “สวัสดีครับผู้กำกับ ตอนนี้ผมอยู่ในเมืองครับ”
“มีเรื่องด่วนอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?”