LNCrawler

ตอนที่ 21 เงินรางวัลสิบล้านหยวน!

ลูกสาวตัวปลอมขอลา! จากนี้จะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นสัตวแพทย์ผู้ได้ยินเสียงสัตว์ — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 21 เงินรางวัลสิบล้านหยวน!

จี้ซูอวิ๋นเงียบฟังปลายสายโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง คิ้วเข้มที่เคยขมวดมุ่นค่อยคลายตัวออก ก่อนจะหันไปมองเซี่ยจือหนิงซึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้

เซี่ยจือหนิงเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปกะทันหันก็อดกังวลไม่ได้ “พี่คะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นตรงมุมปากของจี้ซูอวิ๋น เขาช่วยเก็บชายผ้าห่มให้น้องสาวอย่างอ่อนโยน “พี่จะได้ไปช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจเมืองแล้ว”

“เร็วขนาดนี้เชียว?” เซี่ยจือหนิงทั้งแปลกใจและไม่อยากเชื่อ “เพิ่งคุยกับหัวหน้าหยางเมื่อคืนเองไม่ใช่เหรอคะ”

จี้ซูอวิ๋นพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ อีกครั้ง “หัวหน้าสถานีโทรมาแจ้งว่า ทางสำนักงานตำรวจเมืองจะยืมตัวพี่ไปช่วยงานก่อน”

“แปลว่าแค่ถูกยืมตัวไปทำงานในเมืองเท่านั้นเหรอคะ” เซี่ยจือหนิงเบะปากน้อยๆ แววตาฉายความไม่ค่อยพอใจ “แบบนี้ไม่เหมือนกับที่ฉันขอไว้ตั้งแต่แรกน่ะสิ”

“นี่เป็นวิธีกลับไปทำงานในเมืองที่รวดเร็วที่สุดแล้วล่ะ”

จี้ซูอวิ๋นคลี่ยิ้มอ่อนโยน “อย่างน้อยพวกเราสองคนก็จะได้อยู่ใกล้กัน คอยดูแลกันได้ง่ายขึ้นด้วยไง”

เขามองออกว่าแท้จริงแล้วเซี่ยจือหนิงสนใจตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของตำรวจไม่น้อย จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ไม่ต้องคอยห่วงพี่หรอกนะ รีบตอบตกลงกับหัวหน้าหยางเถอะ”

“เมื่อกี้หัวหน้าหยางส่งข้อความมาหาพี่แล้ว” เขาโบกโทรศัพท์ในมือเบาๆ “ช่วงเวลาที่ถูกยืมตัวไปทำงานในสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง จะถือเป็นระยะประเมินผลงานของพี่ไปในตัว”

“ถ้าหากผ่านการประเมิน ก็จะได้ย้ายเข้าสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการ ถึงตอนนั้นพวกเราจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันจริงๆ”

พอได้ยินคำว่า “เพื่อนร่วมงาน” เซี่ยจือหนิงก็นึกถึงเซี่ยเจิงขึ้นมาทันควัน อีกฝ่ายเองก็ดำรงตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิงอยู่เหมือนกัน

มือเรียวเล็กใต้ผ้าห่มกำแน่นเข้าหากัน ผลงานของพวกเธอสองพี่น้องจะต้องโดดเด่นจนบดขยี้เซี่ยเจิงให้ราบคาบ!

เธอคือเซี่ยจือหนิง ต่อให้ออกจากตระกูลเซี่ยมาแล้ว เธอก็ต้องใช้ชีวิตให้รุ่งโรจน์และดียิ่งกว่าเดิมให้ได้!

“พี่ชายเก่งขนาดนี้ ต้องผ่านการประเมินและได้อยู่ต่อแน่นอนค่ะ”

ในจังหวะนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น พยาบาลสาวคนหนึ่งเข็นรถเข็นคันเล็กเข้ามาในห้องพัก

เธอกางโต๊ะตัวเล็กคร่อมบนเตียงของเซี่ยจือหนิง จากนั้นจึงยกอาหารบำรุงสุขภาพซึ่งจัดวางมาอย่างประณีตวางลงทีละอย่าง

เซี่ยจือหนิงเห็นแล้วถึงกับตะลึงไปเล็กน้อย คนขี้โรคที่เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำอย่างเธอย่อมคุ้นเคยกับอาหารผู้ป่วยพวกนี้เป็นอย่างดี

อาหารบำรุงร่างกายระดับพรีเมียมแบบนี้ ชุดหนึ่งมีราคาหลายร้อยหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย

เซี่ยจือหนิงรีบถามด้วยความเกรงใจ “คุณพยาบาลคะ ฉันไม่ได้สั่งอาหารบำรุงพวกนี้นะคะ ส่งผิดห้องหรือเปล่า”

พยาบาลมองเห็นความกังวลบนใบหน้าหวาน จึงยิ้มปลอบใจ “คุณเซี่ยสบายใจได้ค่ะ มีคนชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าอาหารบำรุงทั้งหมดให้คุณเรียบร้อยแล้วค่ะ”

“คุณต้องการนอนพักผ่อนอยู่ที่นี่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ตามสบายค่ะ”

ว่าแล้วพยาบาลก็นำอาหารระดับหรูอีกชุดหนึ่งส่งให้จี้ซูอวิ๋น “ส่วนนี่เป็นอาหารสำหรับญาติที่มาเฝ้าไข้ค่ะคุณผู้ชาย”

“ทางโน้นมีเตียงสำหรับผู้เฝ้าไข้เตรียมไว้ให้พร้อม คุณพักผ่อนที่นี่ได้ตามสะดวกค่ะ”

ถึงตอนนี้เซี่ยจือหนิงจึงเพิ่งสังเกตว่า ห้องพักผู้ป่วยของเธอทั้งสว่างและกว้างขวาง ดูหรูหราสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากห้องเดี่ยวพิเศษในโรงพยาบาลชั้นนำตามซีรีส์โทรทัศน์

จี้ซูอวิ๋นลองกะน้ำหนักกล่องอาหารในมือ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย หลังได้ยินคำพูดของพยาบาล ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจ “จือหนิง คนที่ช่วยพาเธอมาส่งโรงพยาบาลเป็นใครกันแน่”

เซี่ยจือหนิงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไลฟ์สดวันนี้ให้จี้ซูอวิ๋นฟังตั้งแต่ต้นจนจบ “น่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่คุณเสิ่นขอให้รีบมาช่วยค่ะ”

“เดี๋ยวฉันจะลองดูว่าติดต่อคุณเสิ่นได้ไหม แล้วจะขอโอนเงินค่ารักษาพยาบาลคืนให้ เพื่อให้เขาช่วยส่งต่อไปยังเพื่อนของเขาอีกที”

จี้ซูอวิ๋นได้ยินดังนั้นจึงค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ได้มอบผลประโยชน์ก้อนโตให้โดยไม่มีที่มาที่ไปก็พอ เพราะเขากลัวว่าน้ำใจครั้งนี้อาจแอบแฝงเจตนาบางอย่าง

เขาช่วยจัดช้อนส้อมให้เซี่ยจือหนิง “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรีบร้อน ทานข้าวก่อนเถอะ”

หลังจัดการอาหารตรงหน้าจนอิ่มหนำ เซี่ยจือหนิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดบัญชีไลฟ์สดของตัวเอง

เธอพบว่าผู้ใช้ ‘คนในดวงใจ’ ซึ่งก็คือเสิ่นเจียเอ่อร์ ส่งข้อความส่วนตัวทิ้งไว้ให้หลายข้อความทีเดียว

【คุณหมอเซี่ย รับงานปรึกษาด้านการสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงแบบพบหน้ากันไหมครับ?】

【สุนัขพันธุ์วูล์ฟด็อกของเพื่อนผมอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งยังผอมลงเรื่อยๆ สุขภาพทรุดโทรมลงมาก เขาพาไปพบสัตวแพทย์ชื่อดังมาหลายคนแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้เลย อยากรบกวนให้คุณมาช่วยสื่อสารกับมันดูสักครั้งจะได้ไหมครับ?】

【เรื่องค่าปรึกษาคิดเป็นรายนาทีได้เลย คุณกำหนดราคาได้เองตามสบาย หากรักษาจนหายขาดได้ เพื่อนผมมีเงินรางวัลสิบล้านหยวนมอบให้ด้วยครับ】

อะไรนะ!

สิบล้านหยวน!

ถึงกับมีคนยอมทุ่มเงินมหาศาลถึงสิบล้านหยวนเพื่อสัตว์เลี้ยงตัวเดียวเชียวเหรอ

ช่างเปิดหูเปิดตาจริงแท้!

นอกจากความตื่นเต้นดีใจแล้ว เซี่ยจือหนิงยังอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า เจ้าของสุนัขวูล์ฟด็อกตัวนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่

เสิ่นเจียเอ่อร์ยังแนบข้อมูลติดต่อส่วนตัวของตัวเองมากับข้อความด้วย

ดวงตาของเซี่ยจือหนิงเปล่งประกายสดใส การลองไปดูสักตั้งย่อมไม่มีอะไรเสียหาย ยังไงเธอก็มีข้อได้เปรียบที่สัตวแพทย์คนอื่นไม่มี นั่นคือการสื่อสารกับสัตว์ได้โดยตรง

เมื่อตัดสินใจได้ เซี่ยจือหนิงก็รีบกดโทรหาเสิ่นเจียเอ่อร์ทันที

เสียงสัญญาณดังอยู่เพียงครู่เดียว ปลายสายก็กดรับ

เสียงเนิบนาบติดจะเฉื่อยชาของเสิ่นเจียเอ่อร์ลอยออกมาจากลำโพง “ฮัลโหล ใครครับ”

“คุณเสิ่นคะ ฉันคือเซี่ยจือหนิง หรือก็คือผู้อำนวยการเซี่ยน้อยแห่งสวนสัตว์เซินอวี่ที่เชื่อมสายกับคุณวันนี้ค่ะ”

นึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเจียเอ่อร์กินอาหารที่ใส่สารแทลเลียมไปหลายมื้อ เซี่ยจือหนิงจึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง “คุณไปตรวจร่างกายหรือยังคะ ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง”

“คุณหมอเซี่ย ฟื้นแล้วเหรอครับ!” น้ำเสียงของเสิ่นเจียเอ่อร์ฟังดูดีอกดีใจขึ้นมาทันที

“ผมตรวจร่างกายเบื้องต้นอย่างละเอียดแล้วครับ หมอบอกว่าโชคดีเหลือเกินที่พบเร็ว แค่นอนโรงพยาบาลสังเกตอาการและขับพิษอีกสักระยะก็กลับบ้านได้แล้วครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ” เซี่ยจือหนิงค่อยวางใจลงได้ ก่อนรีบถามต่อ “คุณเสิ่นคะ ค่ารักษาพยาบาลกับค่าห้องของฉันรวมเป็นเงินเท่าไหร่คะ ฉันจะโอนคืนให้ รบกวนช่วยส่งต่อให้เพื่อนของคุณด้วยนะคะ”

เมื่อครู่นี้เธอเพิ่งได้รับข้อความแจ้งเตือนว่า เงินรางวัลนำจับหนึ่งแสนหยวนจากการพบศีรษะของผู้เสียชีวิตโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว

เธอพักอยู่ที่นี่ไม่ถึงครึ่งวัน เงินจำนวนนี้น่าจะเพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลอยู่กระมัง

เมื่อนึกถึงชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตเธอซึ่งบอกว่าจะไปคิดบัญชีกับเสิ่นเจียเอ่อร์ เซี่ยจือหนิงก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้

ผู้ชายคนนั้นคงต้องละทิ้งธุระสำคัญกลางคันเพื่อรีบมาช่วยเธอ แต่สุดท้ายกลับพบว่าเธอเพียงแค่ขาดสารอาหารจนหมดสติไปเท่านั้น

ทว่าเสิ่นเจียเอ่อร์กลับหัวเราะร่าอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องหรอกครับ โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นของเขาเอง เรื่องค่าใช้จ่ายแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรสำหรับเขาเลยสักนิด”

“อีกอย่าง เจ้าวูล์ฟด็อกป่วยที่ผมบอกคุณก็เป็นสุนัขของเขาเองนั่นแหละครับ”

“ถึงเวลานั้น เขายังต้องขอความช่วยเหลือจากคุณหมอเซี่ยอีกมาก”

ยิ่งพูด น้ำเสียงของเสิ่นเจียเอ่อร์ก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากสัตวแพทย์ที่เขาหามาสามารถรักษาสุนัขวูล์ฟด็อกซึ่งเคยช่วยชีวิตกู้ไหวเหย่จนหายขาดได้ เขาก็เอาเรื่องนี้ไปทวงบุญคุณกับกู้ไหวเหย่ได้ตลอดชีวิต!

“คุณหมอเซี่ยไม่ต้องกังวลไปเลยครับ”

เสิ่นเจียเอ่อร์เอ่ยอย่างใจกว้าง “คุณหมอจะนอนพักผ่อนในโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ จนสบายใจเลยก็ได้ เอ่อ ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่าขอให้อาการดีขึ้นในเร็ววันต่างหาก”

เซี่ยจือหนิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะเดียวกัน ภาพเงินรางวัลสิบล้านหยวนก็ลอยวนเวียนอยู่ในหัว “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเดินทางไปตรวจดูอาการสุนัขวูล์ฟด็อกของเพื่อนคุณได้เมื่อไหร่คะ”

เสิ่นเจียเอ่อร์ถามกลับด้วยความห่วงใย “ตอนนี้สภาพร่างกายไหวแน่นะครับ”

“ไหวแน่นอนค่ะ มันเป็นแค่อาการเดิม พักผ่อนให้ดีก็หายแล้วค่ะ”

ไม่นาน เสิ่นเจียเอ่อร์ก็เพิ่มเซี่ยจือหนิงเป็นเพื่อนในวีแชต ก่อนจะส่งตำแหน่งที่อยู่มาให้เธอทางข้อความ

“วันอังคารหน้าสิบโมงเช้า มาเจอกันที่นี่นะครับ”

เซี่ยจือหนิงกดเปิดดูที่อยู่ แล้วพบว่าจุดหมายปลายทางคือคฤหาสน์หรูหรากลางสวนธรรมชาติขนาดใหญ่

ร่ำรวยและทรงอำนาจบารมีขนาดนี้เชียวหรือ!

รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยจือหนิงค่อยๆ กว้างขึ้น ชีวิตของเธอกำลังจะดีขึ้นตามลำดับแล้วจริงๆ

เธอตักขนมหวานหลังมื้ออาหารเข้าปากอย่างเพลิดเพลิน รสชาติหวานละมุนซึมลึกไปถึงหัวใจ

ทว่ากินไปได้เพียงครึ่งเดียว เธอก็นึกถึงเรื่องพนักงานสวนสัตว์ซึ่งพากันลาออกยกชุดเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้

เซี่ยจือหนิงรีบวางช้อนลงทันที ก่อนจะเปิดผ้าห่มเตรียมลุกขึ้น “ไม่ได้การ วันนี้ฉันต้องออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”

“ยังไม่มีใครคอยให้อาหารและดูแลเจ้าพวกขนฟูในสวนสัตว์เซินอวี่เลยสักตัว”

จี้ซูอวิ๋นมีสีหน้าแปลกใจ “มีคนดูแลอยู่นี่ พี่เห็นพนักงานทำงานอยู่ในสวนสัตว์ตั้งหลายคน พอลองนับดูคร่าวๆ ก็น่าจะสักสิบสามหรือสิบสี่คนได้”

“แถมแต่ละคนยังดูหนุ่มแน่น อายุน้อย และขยันขันแข็งกันมากด้วย”

“เธอนอนพักรักษาตัวให้ดีเถอะน่า” จี้ซูอวิ๋นพูดพร้อมกับแตะไหล่น้องสาวเบาๆ ดันเธอกลับลงไปนอน “วันนี้สวนสัตว์ดูสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าตอนที่พี่แวะไปหาเมื่อคืนตั้งเยอะ”

พอได้ยินดังนั้น เซี่ยจือหนิงก็ทั้งตกใจทั้งสงสัยจนตาค้าง “คนมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกันคะ”

“พี่คงไม่ได้มองเห็นผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ หรอกนะ?”