ตอนที่ 22 ขอความช่วยเหลือทางข้อความส่วนตัว
ตอนที่ 22 ขอความช่วยเหลือทางข้อความส่วนตัว
“เมื่อวานนี้พนักงานในสวนสัตว์พากันยื่นใบลาออกจนหมด เหลือเพียงกู้หลิน นักศึกษาฝึกงานปีสี่คนเดียวที่ยอมอยู่ช่วยงานต่อ เพราะเขายังต้องการตราประทับลงในหนังสือรับรองการฝึกงานส่งมหาวิทยาลัย”
พอเอ่ยถึงชื่อนี้ขึ้นมา เซี่ยจือหนิงก็นึกขึ้นได้ วันนี้เธอรับปากว่าจะช่วยประทับตราบนหนังสือรับรองการฝึกงานให้กู้หลิน
“ใช่แล้ว กู้หลินคนนั้นแหละ!”
จี้ซูอวิ๋นพยักหน้ารับคำ “เมื่อเช้าตอนที่พี่หิ้วของไปเก็บไว้ที่ห้องพักของเธอในหอพัก พ่อหนุ่มคนนี้เป็นคนช่วยพาเดินไปส่งถึงหน้าห้อง พี่ยังตั้งใจมองดูป้ายบัตรพนักงานของเขาอยู่เลย”
ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในอกของเซี่ยจือหนิง เธอจึงรีบกดโทรศัพท์ไปหากู้หลินทันที “เสี่ยวกู้ ฉันเซี่ยจือหนิงนะ ตอนนี้ฉันพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เรื่องหนังสือรับรองการฝึกงานของเธอ”
“ผู้อำนวยการเซี่ยน้อย เรื่องประทับตราเอกสารฝึกงานไม่ต้องรีบร้อนครับ รอให้คุณออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” น้ำเสียงของกู้หลินที่ตอบกลับมาฟังดูสดใสมีชีวิตชีวา
“จริงสิครับ วันนี้ผมถือวิสาสะพาเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาที่สวนสัตว์ด้วยหลายคน พวกเขาอยากขอมาช่วยงานเพื่อแลกกับหนังสือรับรองการฝึกงานเหมือนกัน คุณคิดเห็นว่ายังไงบ้างครับ”
เซี่ยจือหนิงเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที ที่แท้กลุ่มคนหนุ่มสาวท่าทางกระฉับกระเฉงที่พี่ชายพูดถึง ก็คือเพื่อนร่วมรุ่นของกู้หลินนั่นเอง
นักศึกษาในยุคนี้ยอมทุ่มเทเพื่อแลกกับหนังสือรับรองการฝึกงานฉบับเดียวถึงขนาดนี้เชียวหรือ
เซี่ยจือหนิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เพื่อนที่มาด้วยกันแค่ไม่กี่คนใช่ไหม”
กู้หลินซึ่งอยู่ปลายสายกระแอมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงอึกอัก “เอ่อ ยี่สิบสองคนครับ”
ได้ยินตัวเลขจำนวนคนแล้ว เซี่ยจือหนิงแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง “เยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ!”
“ทำไมถึงพากันแห่มาฝึกงานในสวนสัตว์ใกล้ล้มละลายของฉันกันล่ะ”
กู้หลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรงใจอยู่บ้าง “สถานที่ฝึกงานส่วนใหญ่ข้างนอกสมัยนี้ชอบรีดเค้นแรงงานพวกเราจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ราวกับบีบเค้นเมล็ดถั่วลิสงเพื่อเอาน้ำมันเลยครับ”
“ส่วนสวนสัตว์เซินอวี่ของเรามีสัตว์ไม่เยอะ มีหอพักให้อยู่ฟรี แถมผู้อำนวยการคนใหม่อย่างคุณก็ใจดีมาก”
“ผมอยู่ที่นี่มาสามเดือนแล้ว รู้สึกว่ามีอิสระดี พอเห็นว่าสวนสัตว์กำลังขาดแคลนคนดูแลอย่างหนัก ผมก็เลยลองชวนเพื่อนๆ ในกลุ่มดู”
“คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะแห่ตามกันมาเยอะขนาดนี้ครับ”
เซี่ยจือหนิงฟังจนเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด แต่กระนั้นก็ยังอดทึ่งไม่ได้ ใครจะคิดว่าปัญหาขาดแคลนคนดูแลที่เคยกดทับหัวใจ จะได้รับการคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
ถึงอย่างนั้น เธอตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากคิดจะบริหารกิจการในระยะยาว ย่อมจำเป็นต้องมีพนักงานเก่าคอยสอนงานและแนะนำนักศึกษาฝึกงานเหล่านี้
“นายช่วยรวบรวมรายชื่อของทุกคนเอาไว้ให้ฉันก่อนนะ”
เซี่ยจือหนิงเริ่มคิดคำนวณในใจว่าจะจัดสรรเงินบริจาคสามล้านหยวนจากคุณพ่อของเฉินเฉิงยังไงดีเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด
ค่าใช้จ่ายด้านอาหารสำหรับสัตว์ในแต่ละเดือนคงกินงบก้อนใหญ่
เธอเอ่ยถามด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง “ตอนนี้งบประมาณของฉันยังมีจำกัด ค่าตอบแทนการฝึกงานคงจ่ายได้เพียงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามมาตรฐานของเมืองเจียงเฉิงเท่านั้น พวกนายทุกคนจะยอมรับกันได้หรือเปล่า”
กู้หลินได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นลิงโลด “จริงเหรอครับ มีห้องพักให้อยู่แล้วยังมีเบี้ยเลี้ยงฝึกงานให้อีกหรือ ผู้อำนวยการเซี่ยน้อย คุณช่างใจดีมากจริงๆ ครับ!”
เซี่ยจือหนิงได้แต่นึกในใจ นักศึกษาสมัยนี้ช่างไร้เดียงสาและหลอกง่ายเกินไปแล้วกระมัง
กู้หลินเอ่ยขึ้นต่ออย่างกระตือรือร้น “จริงสิครับผู้อำนวยการ ช่วยบอกรหัสผ่านบัญชีวิดีโอของคุณให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
“ผมกับเพื่อนๆ ตั้งใจจะช่วยกันถ่ายคลิปชีวิตประจำวันตอนดูแลพวกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย แล้วช่วยกันโปรโมตปั้นบัญชีของคุณให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีกครับ”
“ตอนนี้ยอดผู้ติดตามในบัญชีของคุณพุ่งทะลุหนึ่งหมื่นคนไปแล้ว จะปล่อยทิ้งโอกาสทองนี้ให้เสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด”
เซี่ยจือหนิงชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ “ยอดผู้ติดตามหนึ่งหมื่นคนเลยเหรอ”
ตัวเลขพวกนี้เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เธอรีบเปิดหน้าข้อมูลส่วนตัวในแอปพลิเคชันขึ้นมาดูทันที จึงได้พบว่ายอดผู้ติดตามในช่องของตนเองทะลุหลักหมื่นไปแล้วจริงๆ แถมตัวเลขยังคงขยับเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่กดรีเฟรชหน้าจอ
ที่แท้มีผู้ชมตัดต่อคลิปช่วงไฮไลต์สำคัญจากไลฟ์สดเมื่อเช้าของเธอไปเผยแพร่ จนเกิดเป็นกระแสโด่งดังขึ้นมาในโลกออนไลน์
พอลองเปิดดูกล่องข้อความหลังบ้าน ก็พบว่ามีผู้คนส่งข้อความส่วนตัวเข้ามาสอบถามอย่างล้นหลาม ส่วนใหญ่ถามว่าเธอยังรับปรึกษาด้านการสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงอยู่อีกหรือไม่
เซี่ยจือหนิงลองคัดกรองข้อความเหล่านั้นดู พบว่าเกือบทั้งหมดเข้ามาพิมพ์แซวเล่นเพื่อความสนุกสนาน
มีเพียงไม่กี่รายที่ดูเหมือนกำลังประสบปัญหาเดือดร้อนจริง เซี่ยจือหนิงจึงพิมพ์ตอบกลับไปว่าเธอจะเปิดไลฟ์สดตอนสองทุ่มตรง หากต้องการตรวจดูอาการสัตว์เลี้ยงก็สามารถกดส่งคำขอเชื่อมสายเข้ามาได้
ไหนๆ ตอนนี้ก็นอนว่างพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว ช่วงบ่ายเธอจะได้นอนพักผ่อนให้เต็มที่ พอถึงช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ชมหนาแน่นที่สุด ค่อยเปิดไลฟ์สดตรวจอาการ ถือโอกาสหาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ เข้ากระเป๋าไปในตัว
ในช่วงบ่าย จี้ซูอวิ๋นต้องเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง
เซี่ยจือหนิงจึงได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอดทั้งบ่าย พอถึงช่วงเย็น หลังจากรับประทานชุดอาหารบำรุงสุขภาพรสเลิศที่พยาบาลสาวนำมาให้ เธอก็กดเริ่มเปิดไลฟ์สดอย่างเป็นทางการ
คราวนี้ พอเซี่ยจือหนิงกดเริ่มสัญญาณไลฟ์ ผู้ชมก็ทยอยหลั่งไหลเข้ามาในห้องอย่างคึกคักทันตาเห็น
【สตรีมเมอร์ฟังภาษาสัตว์ออกจริงๆ ใช่ไหม ช่วยถามเจ้าฮัสกีจอมแสบที่บ้านฉันให้หน่อยสิว่า ก่อนที่มันจะพังข้าวของในบ้าน มันชอบตะโกนคำว่า ‘สาม สอง หนึ่ง เริ่มงาน!’ หรือเปล่า】
【เมื่อเช้านี้พลังวิเศษของสตรีมเมอร์หมดเกลี้ยงจนเป็นลมพับไปใช่ไหมเนี่ย】
【ผู้อำนวยการเซี่ยน้อยสวยสะกดตามาก นัยน์ตากลมโตเป็นประกายเหมือนลูกกวางเลย แต่ผิวพรรณดูขาวซีดเหมือนคนป่วย น่าสงสารจัง】
【กลัวสตรีมเมอร์จะขาดใจคามือถือเหลือเกิน ขอส่งของขวัญช่วยค่ารักษาพยาบาลให้นิดหน่อยแล้วกันนะ】
เมื่อเห็นสภาพของเซี่ยจือหนิงที่ดูอิดโรยและคล้ายคนป่วยหนัก เหล่าผู้ชมในห้องไลฟ์ต่างพากันส่งของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้ามาให้เธออย่างไม่ขาดสาย
เซี่ยจือหนิงแอบยิ้มขำในใจ ทุกคนคะ นี่ฉันคงกลายเป็นขอทานออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแล้วสินะ
หญิงสาวส่งยิ้มสดใสทักทายผู้ชมหน้ากล้องอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับปักหมุดลิงก์สั่งซื้อบัตรเข้าชมสวนสัตว์เซินอวี่เอาไว้บนหน้าจอ “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันคือผู้อำนวยการเซี่ยน้อย ยินดีต้อนรับทุกคนให้แวะมาเที่ยวชมและเช็กอินที่สวนสัตว์ของเรากันนะคะ”
“สำหรับใครที่อยากจะเชื่อมสายเพื่อให้ช่วยตรวจดูอาการของสัตว์เลี้ยง รบกวนส่งของขวัญเป็นรูปรถสปอร์ตหนึ่งคันก็พอค่ะ”
รถสปอร์ตหนึ่งคันในระบบมีมูลค่าห้าร้อยเหรียญโต่วปี้ คิดเป็นเงินสดประมาณห้าสิบหยวน หลังจากหักส่วนแบ่งของแพลตฟอร์มแล้ว เซี่ยจือหนิงจะได้รับเงินสามสิบห้าหยวน ซึ่งพอดีกับค่าอาหารหนึ่งวันของเจ้าสุนัขจิ้งจอกเฟนเนกทั้งสี่ตัวในโซนแดนสวรรค์ทะเลทราย สัตว์ตัวน้อยพันธุ์นี้กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารหลัก โดยชอบกินจิ้งหรีด หนอนนก รวมถึงอาหารเม็ดของแมว
ส่วนค่าอาหารของสัตว์กินเนื้อชนิดอื่น คงต้องหวังพึ่งพางบประมาณจากเงินบริจาคสามล้านหยวนไปก่อนชั่วคราว
หลังจากเปิดไลฟ์สดไปได้เพียงไม่นาน ก็มีผู้ชมใจกว้างส่งของขวัญรูปรถสปอร์ตเข้ามาหนึ่งคัน พร้อมกับยื่นคำขอเชื่อมสายวิดีโอคอลในทันที
เซี่ยจือหนิงกดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของผู้ขอเชื่อมต่อ จึงพบว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีทางการที่ได้รับการยืนยันตัวตนในนาม ‘สวนลิงภูเขาเหมยซาน’
คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเพื่อนร่วมวงการสวนสัตว์แวะมาทักทายถึงที่
ทว่าทันทีที่ระบบเชื่อมต่อสัญญาณสำเร็จ ภาพที่ปรากฏกลับทำเอาเซี่ยจือหนิงต้องตกใจ
หน้าจอกล้องของฝั่งตรงข้ามยังคงมืดสนิท มีเพียงน้ำเสียงตื่นตระหนกและร้อนรนดังทะลุออกมา “ผู้อำนวยการเซี่ยน้อย ช่วยผมด้วยครับ! ผมอยากขอให้คุณช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในที่ทำงานให้ผมหน่อย!”
เสียงของชายหนุ่มปลายสายฟังดูสั่นระริกและลนลานอย่างยิ่ง “เพื่อนร่วมงานในที่ทำงานรุมกลั่นแกล้งผมทุกวี่ทุกวันเลยครับ!”
เซี่ยจือหนิงได้ยินแล้วก็รู้สึกงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก “โดนเพื่อนร่วมงานรังแกในที่ทำงานเหรอคะ เรื่องแบบนี้ไม่ควรไปหาทนายความมากกว่าหรอกหรือ”
ในจังหวะนั้นเอง สัญญาณภาพจากกล้องของอีกฝ่ายก็เปิดขึ้นในที่สุด
ภาพบนหน้าจอสั่นไหวอย่างรุนแรงตามจังหวะการก้าวเท้า มองเห็นรางๆ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์เพศชายคนหนึ่งในชุดเสื้อกั๊กทำงาน กำลังกุมศีรษะวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุน
ส่วนทางด้านหลังของเขา มีฝูงลิงหน้าตาดุร้ายกำลังวิ่งไล่กวดตามมาติดๆ พลางส่งเสียงร้องเจี๊ยกจ๊ากโวยวายลั่น ทั้งยังคอยขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เขาไม่หยุดหย่อน
ชายหนุ่มวิ่งหนีสุดฝีเท้าพลางทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ “หงอคง เจ้าหงอคง พอได้แล้ว อย่าไล่ตีฉันอีกเลย!”
“ฉันไปทำอะไรล่วงเกินพวกนายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”
เขายังไม่ทันจะขาดคำ ลิงตัวหนึ่งก็ห้อยหัวทิ้งตัวลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ ในมือของมันกำกิ่งไม้ท่อนยาวไว้แน่นคล้ายถือกระบองคู่กาย
[จงรับกระบองวิเศษของข้าเหล่าซุนไปกินซะ!]
เซี่ยจือหนิงรีบส่งเสียงเตือนผ่านหน้าจอ “ก้มหัวหลบเร็ว!”
ชายหนุ่มเจ้าหน้าที่สะดุ้งสุดตัวแล้วรีบย่อตัวก้มศีรษะลงตามสัญชาตญาณ กิ่งไม้ท่อนนั้นจึงหวดแหวกอากาศเฉียดผ่านกระหม่อมของเขาไปอย่างหวุดหวิด
ชายหนุ่มทุ่มเทแรงกายทั้งหมดวิ่งหน้าตั้ง ในที่สุดก็สามารถพุ่งตัวหลบเข้าไปในห้องพักของเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ได้สำเร็จ ถึงอย่างนั้น ฝูงลิงที่เกรี้ยวกราดยังคงตามมาล้อมและกระหน่ำทุบกระจกหน้าต่างห้องไม่ยอมเลิกรา
เจ้าหน้าที่หนุ่มยืนหอบหายใจตัวโยนพลางยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ ก่อนจะระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก “ผู้อำนวยการเซี่ยน้อย ผมเพิ่งได้รับการบรรจุเข้าทำงานเป็นผู้ดูแลในเขตหุบเขาลิงแห่งนี้ได้ไม่นานครับ”
เขาเบะปากทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ “ผมเพิ่งมาทำงานได้ยังไม่ทันถึงสองวันเต็ม แต่พวกลิงพวกนี้พอเห็นหน้าผมทีไร เป็นต้องพากันยกพวกไล่ทุบตีผมทุกที”
“ผมยอมเจียดเงินซื้อขนมอร่อยๆ มาให้พวกมันเป็นค่าคุ้มครองตั้งเยอะแยะ แต่พวกมันก็ยังไม่ยอมเลิกรา ไล่ตามตีผมไม่หยุด”
“ผมอยากขอร้องให้คุณช่วยคุยกับลิงพวกนี้ทีเถอะครับ ว่าทำไมถึงต้องคอยไล่ตีผม ผมไปทำอะไรให้พวกมันขุ่นเคืองใจกันแน่”
เซี่ยจือหนิงเพ่งสายตามองทะลุกระจกไปยังฝูงลิงที่ยังคงส่งเสียงเจี๊ยกจ๊ากอยู่นอกหน้าต่าง ไม่นานนักเธอก็สังเกตเห็นพญาลิงจ่าฝูงที่ยืนตระหง่านอย่างโดดเด่นอยู่ท่ามกลางสมุน
ตามธรรมชาติแล้ว พญาลิงจ่าฝูงมักจะมีขนาดร่างกายกำยำใหญ่โตและมีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งที่สุดในฝูง อีกทั้งขนตามลำตัวยังยาวกว่าและมีสีสันสดใส จึงดูสง่างามและแตกต่างจากลิงตัวอื่นอย่างชัดเจน
เวลานี้ พญาลิงจ่าฝูงกำลังปาเปลือกกล้วยใส่กระจกหน้าต่างด้วยความโกรธเกรี้ยว [เจ้าหมอนี่แหละที่บังอาจเอาปืนฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดใส่ข้าเมื่อสิบห้าปีก่อน ต่อให้เจ้ามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำหน้าเจ้าได้ไม่ลืม!]
[พวกเรา รวมพลังกันกระทืบมันให้ตาย อย่าปล่อยให้มันลอยนวลไปได้!]
เซี่ยจือหนิงฟังแล้วจึงแปลความหมายและถ่ายทอดคำฟ้องร้องของพญาลิงจ่าฝูงให้เจ้าหน้าที่หนุ่มฟังไปตามความเป็นจริง
ทันทีที่ได้ยินเหตุผลต้นตอ ชายหนุ่มก็ทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่นใจยิ่งกว่าเดิม “เมื่อสิบห้าปีก่อนผมเพิ่งจะอายุได้แค่ห้าขวบเองนะครับ เด็กตัวแค่นั้นจะไปมีปัญญายกปืนฉีดน้ำแรงดันสูงไหวได้ยังไงกัน”
“อีกอย่าง ตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็กน้อยกะโปโลอยู่เลย หน้าตาในวัยเด็กจะไปเหมือนกับรูปร่างหน้าตาตอนโตเป็นหนุ่มแบบนี้ได้ยังไงกันเล่า!”