ตอนที่ 25 ไปตรวจอาการต่อหน้า
ตอนที่ 25 ไปตรวจอาการต่อหน้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ปลายสายสนทนารู้สึกคุ้นหูกับน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของหยางจื้อซานเป็นอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อเพ่งสายตามองผ่านหน้าจอโทรศัพท์แล้วเห็นเจ้าของเสียงยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงคนไข้ของเซี่ยจือหนิง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “หัวหน้าหยางจากหน่วยสืบสวนคดีอาญาของสำนักงานตำรวจเมืองใช่ไหมครับ!”
“เมื่อครู่นี้ผมต้องขออภัยด้วยครับที่เสียมารยาท ผมร้อยตำรวจโทหลี่จื้อจากสถานีตำรวจสาขาเขตฉางหนิงครับ”
หยางจื้อซานพยักหน้ารับคำทักทายอย่างสุขุม ก่อนจะเอ่ยบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พวกคุณสบายใจได้เลย เด็กสาวคนนี้ไม่ได้กุเรื่องคุยโวเพื่อเรียกยอดผู้ชม และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างแน่นอน”
“ทางสำนักงานใหญ่ของเราเพิ่งจะส่งคำเชิญทาบทามให้เธอมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านการคลี่คลายคดี แต่เด็กสาวคนนี้ยังไม่ทันได้ตอบตกลงเซ็นสัญญาด้วยซ้ำ”
เหล่าผู้ชมในห้องไลฟ์สดที่ได้ยินคำยืนยันจากปากนายตำรวจระดับสูงต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง
【คุณพระช่วย! ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานทางการมาออกหน้ารับรองให้ด้วยตัวเองเลย!】
【สตรีมเมอร์คนนี้ฟังภาษาสัตว์ออกจริงๆ ด้วย ถ้าไม่ดึงตัวเข้าร่วมทีมสืบสวนคงน่าเสียดายแย่】
【ผู้อำนวยการเซี่ยน้อยไม่ต้องเปิดไฟในห้องตอนกลางคืนแล้ว อนาคตสว่างเจิดจ้าเสียจนฉันแสบตาไปหมด!】
เซี่ยจือหนิงรู้ดีว่า การที่หัวหน้าหยางอุตส่าห์เดินทางมาหาตนถึงโรงพยาบาลในยามค่ำคืน ย่อมต้องมีธุระสำคัญอย่างแน่นอน เธอจึงกล่าวอำลาผู้ชมในห้องไลฟ์อย่างสุภาพ ก่อนจะกดปิดสัญญาณถ่ายทอดสดลง
หยางจื้อซานพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามมา ช่วยกันนำกระเช้าผลไม้ กล่องนมสด และของเยี่ยมไข้ไปวางไว้บนตู้ข้างเตียงของเซี่ยจือหนิง จากนั้นเขาก็หยิบซองสีแดงหนาซองหนึ่งออกมายัดใส่มือของหญิงสาว
เซี่ยจือหนิงลองกะน้ำหนักซองแดงในมือดู คาดเดาว่าเงินสดที่อยู่ภายในคงมีมูลค่าหลายพันหยวนเลยทีเดียว
แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรง แต่ด้วยมารยาทและความเกรงใจ เธอจึงรีบเอ่ยปฏิเสธตามความคุ้นเคย “หัวหน้าหยางคะ เงินก้อนนี้ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ รับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ!”
หัวหน้าหยางคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดูและเปี่ยมด้วยความเมตตา “รับไว้เถอะเสี่ยวเซี่ย เธอช่วยพวกเราคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญและจับกุมตัวคนร้ายได้ถึงสองคดีติดๆ กัน ตอนนี้เธอยังต้องเหน็ดเหนื่อยจนล้มป่วย พวกเราทางสำนักงานตำรวจเองก็รู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลเอาใจใส่สุขภาพของเธอได้ทันท่วงที”
“หากบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษอย่างเธอต้องล้มป่วยลงไป ย่อมเป็นความสูญเสียที่ได้ไม่คุ้มเสียสำหรับพวกเรา”
กล่าวจบ เขาก็เปิดกระเป๋าเอกสารแล้วหยิบสัญญาฉบับหนึ่งออกมา วางลงตรงหน้าเซี่ยจือหนิงอย่างเป็นทางการ “คุณเสี่ยวเซี่ย รายละเอียดสิทธิประโยชน์ของตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษระบุไว้ในสัญญาฉบับนี้ครบถ้วนแล้ว เงินเดือนเริ่มต้นหนึ่งหมื่นหยวน มีประกันสังคมห้าประเภทกับกองทุนที่อยู่อาศัย เวลาทำงานยืดหยุ่นเป็นอิสระ และมีเงินรางวัลพิเศษเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีส่วนช่วยคลี่คลายคดี”
“เธอยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมสืบสวนประจำสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิงไหม”
เซี่ยจือหนิงเปิดอ่านสัญญาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ยิ่งกวาดสายตาอ่านข้อกำหนดเรื่องเงินรางวัลและสวัสดิการ นัยน์ตากลมโตก็ยิ่งเปล่งประกายสว่างวาบ—หากสามารถช่วยคลี่คลายคดีค้างเก่าสะสมครบห้าคดี จะได้รับมอบรถยนต์สมรรถนะสูงที่ผลิตในประเทศหนึ่งคัน และหากช่วยคลี่คลายคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีสำคัญสะสมครบสิบคดี หน่วยงานจะจัดสรรบ้านพักสำหรับครอบครัวให้หนึ่งหลัง!
“บุคลากรผู้สร้างคุณูปการสำคัญด้านการคลี่คลายคดีแก่สำนักงาน จะได้รับสวัสดิการบำนาญระดับผู้เชี่ยวชาญตลอดชีวิต”
มีทั้งรถยนต์ มีทั้งบ้านพัก แถมรัฐยังดูแลยามเกษียณไปตลอดชีวิต!
สวัสดิการที่ยอดเยี่ยมและมั่นคงขนาดนี้ ใครกันจะทนปฏิเสธไหว
เซี่ยจือหนิงไม่อาจรักษาท่าทีสงวนตัวเอาไว้ได้อีกต่อไป เธอคว้าปากกาขึ้นมาแล้วเซ็นชื่อตัวเองลงบนเอกสารอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว
เธอใช้สองมือประคองส่งสัญญากลับคืนให้หยางจื้อซาน ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสจนดวงตาหยีโค้ง “หัวหน้าหยางคะ ต่อไปขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!”
——
สามวันต่อมาในช่วงสาย เซี่ยจือหนิงรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนเองฟื้นฟูกลับมาจนเต็มเปี่ยม เธอจึงรีบทำเรื่องขอออกจากโรงพยาบาลด้วยความกระตือรือร้น
เธอพร้อมจะออกไปสู้ชีวิตเพื่อบ้าน เพื่อรถยนต์ และเพื่อสวัสดิการบำนาญตลอดชีวิตแล้ว!
จี้ซูอวิ๋นมารับตัวเซี่ยจือหนิงออกจากโรงพยาบาลด้วยตนเอง เมื่อกลับมาถึงห้องพักพนักงานในสวนสัตว์เซินอวี่ หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่ชายได้จัดเก็บห้องพักใหม่จนเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
บนเตียงโครงเหล็กมีฟูกหนานุ่ม ปูทับด้วยชุดผ้าปูที่นอนและผ้าห่มโทนสีอบอุ่นสะอาดตา ส่วนตู้เก็บของทุกใบต่างอัดแน่นไปด้วยขนมขบเคี้ยว อาหารแห้ง และเครื่องดื่มที่พี่ชายตระเวนซื้อมากักตุนไว้ให้เธออย่างพรั่งพร้อม
หัวใจของเซี่ยจือหนิงพองโตไปด้วยความอบอุ่นและความสุข จนอดกรีดร้องออกมาอย่างร่าเริงไม่ได้ “พี่คะ พี่ช่างเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดในโลกเลย!”
จี้ซูอวิ๋นชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ในใจของเขารู้สึกเสมอว่าสิ่งที่ตนทำให้แก่น้องสาวยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ ใครจะคิดว่าเพียงแค่การจัดห้องพักและซื้อขนมเท่านี้ ก็ทำให้เธอมีความสุขได้ถึงเพียงนี้แล้ว
ดวงตาหงส์คู่งามของจี้ซูอวิ๋นหลุบต่ำลง ซ่อนความขมขื่นและความรู้สึกผิดที่ฝังแน่นอยู่ในอก ฝ่ามืออันอบอุ่นยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของเซี่ยจือหนิงเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“ต่อไปพี่จะดูแลและทำให้ดีกว่านี้อีกนะ”
——
หลังจากจัดเก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อย เซี่ยจือหนิงกับจี้ซูอวิ๋นก็ช่วยกันประทับตราประจำสวนสัตว์ลงบนหนังสือรับรองการฝึกงานให้นักศึกษาฝึกงานทีละคนจนครบถ้วน
ทันทีที่ได้รับเอกสารพร้อมตราประทับ กู้หลินก็ดีใจจนตัวแทบลอย “ผู้อำนวยการเซี่ยน้อย คุณใจดีและประเสริฐที่สุดเลยครับ วางใจได้เต็มที่ครับ พวกเราสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและไม่หนีหายไปไหนแน่นอน!”
เซี่ยจือหนิงกะพริบตาด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ตลอดสามวันที่ผ่านมา ฉันไม่เห็นพวกเธอโทรมาเลย ตอนนี้ผู้ดูแลสัตว์รุ่นพี่ในสวนสัตว์ก็ลาออกไปหมดแล้ว พวกเธอรับมือกับพวกสัตว์ไหวแน่นะ”
“ผมอยู่ที่นี่มาสามเดือน ก็นับว่าเป็นพนักงานเก่าที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้างครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเจอปัญหาจัดการยากอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”
กู้หลินยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อด้วยท่าทางเขินอายอยู่บ้าง
“แต่ว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยครับ” กู้หลินเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นสดใส “เพราะพวกเราเรียกกำลังเสริมระดับแนวหน้ามาช่วยได้นี่ครับ!”
เซี่ยจือหนิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ “หากำลังเสริมเหรอ ใครกัน”
กู้หลินฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ “พวกเรายังเรียนอยู่ปีสี่และยังไม่จบการศึกษาไม่ใช่เหรอครับ เวลาเจอปัญหาหรือโรคแปลกๆ ของสัตว์ พวกเราก็แค่ยกหูโทรศัพท์ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ให้อาจารย์ช่วยวินิจฉัยและแนะนำการรักษาผ่านระบบทางไกลให้ได้เลยครับ”
เซี่ยจือหนิงได้ยินแล้วก็พลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง ก่อนจะรู้สึกเหมือนตนเองขุดพบขุมทรัพย์ล้ำค่าในราคาแสนประหยัด!
บรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์เหล่านี้ ล้วนเป็นศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์ระดับหัวกะทิ หากต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับนี้มาเป็นที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายย่อมสูงลิบลิ่วอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่ายามนี้นักศึกษาฝึกงานกลับติดต่อขอคำแนะนำได้ฟรีโดยตรง!
ค่าจ้างฝึกงานขั้นต่ำที่เธอจ่ายไป ช่างคุ้มค่าเกินกว่าที่คาดคิดไว้หลายเท่าตัว!
เซี่ยจือหนิงพยายามสะกดกลั้นมุมปากที่ยกยิ้มกว้าง “ยอดเยี่ยมมาก พวกเธอทุกคนฉลาดหลักแหลมกันจริงๆ!”
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของเซี่ยจือหนิงก็สั่นรัวขึ้น บนหน้าจอปรากฏชื่อของเสิ่นเจียเอ่อร์
เสียงโวยวายของอีกฝ่ายดังทะลุออกมาจากลำโพงทันที “คุณหมอเซี่ย ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับเนี่ย!”
“ผมขับรถมารอรับคุณที่หน้าโรงพยาบาล แต่ทำไมถึงไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณเลยล่ะครับ!”
“อย่าบอกนะว่าคุณลืมไปแล้วว่าวันนี้พวกเรามีงานใหญ่ต้องไปทำด้วยกัน”
เซี่ยจือหนิงรีบเอ่ยปฏิเสธเสียงหลง “ไม่ลืมค่ะ! งานใหญ่ที่มีเงินรางวัลสูงถึงสิบล้านหยวนรออยู่แบบนั้น ฉันจะกล้าลืมลงได้ยังไงกันคะ”
“พอดีฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาล เลยแวะเอาข้าวของกลับมาเก็บที่หอพักก่อน กะว่าจะเรียกรถเดินทางไปเองน่ะค่ะ”
วันนี้เธอมีนัดหมายสำคัญในการเดินทางไปตรวจอาการสุนัขวูล์ฟด็อกตัวโปรดของบุคคลชั้นสูงผู้มั่งคั่ง ณ คฤหาสน์ซงเจียน!
เสิ่นเจียเอ่อร์ฟังแล้วก็แทบจะกระโดดด้วยความร้อนรน เมื่อพบว่าหญิงสาวไม่รู้จักเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ “คุณย่าตัวน้อย มีธุระอะไรทำไมไม่โทรบอกผมล่ะครับ!”
“เอาเป็นว่าตอนนี้ผมกำลังจะเลี้ยวรถไปรับคุณที่หน้าประตูสวนสัตว์เซินอวี่ เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ”
เซี่ยจือหนิงตอบรับเสียงใส “ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหาค่ะ!”
หลังจากวางสาย สองพี่น้องกระรอกน้อยแสนรู้ก็พากันไต่ลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเซี่ยจือหนิง
กระรอกตัวน้องเบิกตากลมแป๋ว ทำท่าออดอ้อนน่าเอ็นดู [พี่สาวเซี่ย จะออกไปข้างนอกเหรอ?]
ส่วนกระรอกพี่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา [ช่วยพาพวกเราสองตัวไปด้วยได้ไหม พวกเราเองก็อยากออกไปดูโลกกว้างข้างนอกบ้างเหมือนกันนะ!]
[ได้ยินพี่คุยโทรศัพท์เมื่อกี้ว่าสถานที่ที่จะไปชื่อคฤหาสน์ซงเจียน คำว่าซงแปลว่าต้นสน ย่อมต้องมีต้นสนและลูกสนอร่อยๆ ให้กินเยอะแยะแน่เลยใช่ไหม]
เซี่ยจือหนิงนิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง สถานที่แห่งนั้นเธอไม่คุ้นเคยทั้งสภาพแวดล้อมและผู้คน การมีเพื่อนตัวน้อยร่วมเดินทางไปด้วยสองตัว ย่อมช่วยให้อุ่นใจขึ้นไม่น้อย
เธอจึงไปหยิบกรงเดินทางสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ใช้งานจากคลังของสวนสัตว์มาทำความสะอาด สองพี่น้องกระรอกเห็นแล้วก็รีบเดินมุดเข้าไปในกรงอย่างว่าง่าย แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ยี่สิบนาทีต่อมา
เฟอร์รารีสีแดงเพลิงสุดหรูหราแล่นเข้ามาจอดเทียบสนิทอยู่หน้าประตูสวนสัตว์เซินอวี่
กระจกรถค่อยๆ เลื่อนลดระดับลง เผยให้เห็นเสิ่นเจียเอ่อร์ในลุคหนุ่มเจ้าสำราญผมสีทองสว่าง เขายกมือถอดแว่นกันแดดออก ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นการแต่งกายของหญิงสาว ดวงตาของเขาก็แทบถลนออกมานอกเบ้า “คุณหมอเซี่ย นี่คุณคิดจะแต่งตัวด้วยชุดนี้ไปคฤหาสน์ซงเจียนจริงๆ เหรอครับเนี่ย!”
เซี่ยจือหนิงกำลังทึ่งในความโดดเด่นของรถหรู พอได้ยินคำทักท้วงจึงก้มมองสำรวจชุดทำงานทะมัดทะแมงบนร่างตนเอง กรงเดินทางของกระรอกในมือ และกล่องอุปกรณ์สัตวแพทย์ที่สะพายเฉียงอยู่ข้างลำตัว “การแต่งกายของฉันมีปัญหาตรงไหนเหรอคะ”
ขมับของเสิ่นเจียเอ่อร์กระตุกตุบๆ ด้วยความปวดหัว “ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้บอกให้คุณช่วยแต่งตัวให้เป็นทางการหน่อยหรอกหรือครับ”
เซี่ยจือหนิงยกนิ้วชี้แตะสายหูฟังแพทย์ที่คล้องอยู่รอบคอ “แบบนี้ก็ทั้งเป็นทางการและดูน่าเชื่อถือในฐานะสัตวแพทย์มากแล้วนะคะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าฉันกำลังจะเดินทางไปตรวจรักษา”
“หรือว่าฉันต้องเป็นสัตวแพทย์หัวล้าน ถึงจะดูน่าเชื่อถือขึ้นมาในสายตาคุณคะ”
เสิ่นเจียเอ่อร์ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“วันนี้เป็นงานฉลองวันเกิดของเจ้าของคฤหาสน์ซงเจียน พี่กู้ถึงได้ยอมพาสุนัขวูล์ฟด็อกตัวนั้นติดสอยห้อยตามออกมาด้วย ไม่อย่างนั้นในเวลาปกติเขาแทบจะไม่มีเวลาว่างเลยครับ!”
“ส่วนคุณกลับแต่งตัวแบบนี้ ช่างเถอะ ขึ้นรถก่อนครับ!”
เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุ เซี่ยจือหนิงก็ยิ้มแห้งๆ ก่อนเปิดประตูเข้าไปนั่งบนเบาะหลังอย่างเก้อเขิน