ตอนที่ 28 หน่วยโฮ่งพิทักษ์โลก
ตอนที่ 28 หน่วยโฮ่งพิทักษ์โลก
สุนัขวูล์ฟด็อกร่างสูงใหญ่เกือบครึ่งคนพุ่งกระโจนทะยานลงมาจากบันไดชั้นบนอย่างบ้าคลั่ง!
ตลอดเส้นทางที่มันวิ่งผ่าน มันกระแทกชนโต๊ะ เก้าอี้ และเสาดอกไม้ประดับจนล้มระเนระนาด ปากอ้ากว้างส่งเสียงร้องโหยหวนแหบพร่าจนผู้คนในงานขวัญผวา
แขกเหรื่อในห้องจัดเลี้ยงชั้นล่างแตกตื่นโกลาหลในพริบตา ต่างพากันหวีดร้องวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเพื่อเอาชีวิตรอด!
ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน สวี่เหยาซึ่งทำหน้าที่เข็นรถให้เซี่ยชิงชิงกลับเล็งทิศทางเอาไว้อย่างแม่นยำ ก่อนจะแอบออกแรงผลักรถเข็นเฉียดเข้าไปในฝูงชนเล็กน้อย
เซี่ยจือหนิงซึ่งมีร่างกายบอบบางถูกใครบางคนในกลุ่มแขกที่กำลังเบียดเสียดวิ่งหนีชนเข้าอย่างจังจนเสียหลัก
ร่างบางเซถลาล้มก้นกระแทกพื้นหินอ่อนอย่างแรง ความเจ็บแปลบยังไม่ทันแล่นขึ้นไปถึงสมอง เธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นสุนัขวูล์ฟด็อกยักษ์กำลังพุ่งตรงดิ่งมายังทิศทางที่เธอนอนอยู่!
ซวยแล้ว! เธอดันล้มขวางอยู่บนเส้นทางที่วูล์ฟด็อกกำลังพุ่งชนเข้ามาพอดิบพอดี!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงครวญครางอันเจ็บปวดรวดร้าวของวูล์ฟด็อกกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ
[รีบหนีเร็ว! ศัตรูเปิดฉากโจมตีทางอากาศแล้ว!]
[เจ้านายกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง!]
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เซี่ยจือหนิงเคยไปฝึกงานกับองค์การพิทักษ์สัตว์โลก ทั้งยังเคยเดินทางไปช่วยเหลือสัตว์ในเขตสงครามต่างแดนมาก่อน
ในพื้นที่สงครามต่างประเทศ ทหารท้องถิ่นมักจะฝึกฝนสุนัขทหารให้ดมกลิ่นค้นหาทุ่นระเบิด ลาดตระเวนเฝ้าระวังภัย หรือค้นหาและติดตามร่องรอยเพื่อช่วยชีวิตผู้รอดชีวิต
เซี่ยจือหนิงหรี่ตาลง ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่า สุนัขวูล์ฟด็อกซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ตรงหน้านี้ น่าจะเคยทำหน้าที่เป็นสุนัขทหารปลดประจำการมาก่อน
อีกทั้งยังมีภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือโรคพีทีเอสดี หลงเหลือฝังลึกอยู่ในจิตใจ!
สัตว์หรือมนุษย์ที่มีภาวะสะเทือนขวัญหลังผ่านสมรภูมิรบ มักจะเกิดภาพหลอนและคิดว่าตัวเองยังคงติดอยู่ในดงระเบิด ส่งผลให้ระบบประสาทตึงเครียดผิดปกติจนควบคุมตัวเองไม่ได้
เมื่อตระหนักแน่ชัดแล้วว่าเรี่ยวแรงของตนเองในตอนนี้ไม่มีทางวิ่งหลบพ้น เซี่ยจือหนิงก็เลิกคิดหนี เธอตัดสินใจยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปหามันแล้วตะโกนสุดเสียง “ช่วยฉันด้วย!”
สุนัขทหารซึ่งได้รับการฝึกฝนระเบียบวินัยมาตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข ย่อมมีคำสั่งการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณ
พวกมันพร้อมที่จะสละชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์เสมอ
เซี่ยจือหนิงจึงยอมเดิมพันด้วยชีวิตว่า มันจะยอมหยุดฝีเท้าลงเพื่อช่วยคน
“ช่วยฉันด้วย!”
ทันทีที่วูล์ฟด็อกได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเซี่ยจือหนิง ร่างกายของมันก็ตอบสนองเร็วกว่าความคิด
ความเร็วในการพุ่งทะยานลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ครั้นพุ่งมาถึงตรงหน้าของเซี่ยจือหนิง มันก็กระโจนกดร่างของเธอลงกับพื้นทันที
ทว่าการกระทำนี้กลับไม่ใช่การจู่โจมทำร้าย
วูล์ฟด็อกใช้ลำตัวอันใหญ่โตกำยำโอบปกป้องเซี่ยจือหนิงเอาไว้ด้านล่าง ขาทั้งสี่ข้างยืนคร่อมร่างเธอไว้อย่างแน่นหนาและมั่นคง
ศีรษะฟูนุ่มของมันแนบชิดอยู่ข้างลำคอของเซี่ยจือหนิง เพื่อปกป้องจุดตายที่เปราะบางที่สุดของมนุษย์
หากเวลานี้พวกเขากำลังอยู่ท่ามกลางสนามรบ สิ่งที่สุนัขผู้ซื่อสัตย์ตัวนี้กำลังทำก็คือการใช้ร่างกายของมันเป็นโล่กำบังให้แก่เซี่ยจือหนิง ป้องกันทั้งกระสุนและสะเก็ดซากจากแรงระเบิดที่อาจปลิวเข้ามาทำอันตราย
เสียงโหยหวนอันบ้าคลั่งของมันค่อยๆ อ่อนแรงลง กลายเป็นเสียงครางฮือต่ำๆ ในลำคอ ราวกับกำลังเอ่ยปลอบโยนเธอ
[มนุษย์ ไม่เป็นไรแล้วนะ!]
[ไม่ต้องกลัวไป ฉันจะปกป้องเธอเอง!]
ขอบตาของเซี่ยจือหนิงร้อนผ่าวและแดงก่ำขึ้นมาในทันใด
เธอยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปโอบกอดร่างหนาใหญ่ของวูล์ฟด็อกเอาไว้แน่น
สุนัขตัวโตตรงหน้าดูดุร้ายและน่ากลัวเหลือเกิน ทว่าแม้ตัวมันเองจะยังทุกข์ทรมานจากบาดแผลทางใจในอดีต สัญชาตญาณแรกของมันกลับยังคงเป็นการกระโจนเข้าช่วยเหลือมนุษย์
สุนัขตัวนี้ได้รับการดูแลเอาใจใส่มาเป็นอย่างดี ขนทั่วร่างนุ่มสลวย ยามกอดกระชับเอาไว้จึงคล้ายตุ๊กตาขนฟูตัวยักษ์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาของเซี่ยจือหนิงรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เธอใช้มือลูบศีรษะของมันอย่างอ่อนโยน “เด็กดี การโจมตีทางอากาศสิ้นสุดลงแล้วนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว”
ในฐานะนักเรียนหัวกะทิซึ่งรู้จักประยุกต์ใช้ทฤษฎีเข้ากับสถานการณ์จริง เซี่ยจือหนิงมีประสบการณ์ในการปลอบประโลมจิตใจสัตว์มาไม่น้อย
สองมือของเธอค่อยๆ นวดคลึงบริเวณโคนใบหูของวูล์ฟด็อกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะกระซิบข้างหูของมันด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและมั่นคง “ตอนนี้พวกเราอยู่ในสถานที่ที่สงบสุขและงดงามมากนะ”
“ตึกรามบ้านช่องที่นี่ทั้งหรูหราและสะอาดสะอ้าน พวกเราก้าวพ้นออกจากสนามรบมานานแล้ว”
ใต้ฝ่ามืออันอ่อนโยนของเธอ กล้ามเนื้อที่เคยตึงเกร็งของวูล์ฟด็อกค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย
มันก้มหัวลงต่ำ แล้วใช้ใบหูใหญ่ฟูนุ่มแนบแตะเช็ดหยาดน้ำตาตรงหางตาของเซี่ยจือหนิงอย่างแผ่วเบา
[มนุษย์ อย่าร้องไห้สิ]
[พวกเราอยู่ด้วยกันตรงนี้ ปลอดภัยแล้ว]
เซี่ยจือหนิงชะงักไป หัวใจพลันอ่อนยวบลงอย่างประหลาด เธอพยายามกลั้นก้อนสะอื้นในคอ ก่อนจะเอ่ยปลอบมันต่ออย่างอ่อนโยน “ใช่แล้วจ้ะ พวกเราปลอดภัยแล้วนะ”
“ตอนนี้ทุกคนกำลังร่วมงานเลี้ยงฉลอง ที่นี่ไม่มีสงคราม มีเพียงสิ่งสวยงามเท่านั้น”
“ลองฟังดูสิ รอบตัวมีเพียงเสียงดนตรีอันไพเราะ”
ทั้งถ้อยคำปลอบประโลมและท่วงทำนองดนตรี สามารถส่งสัญญาณให้สัตว์รับรู้ได้ว่าสถานการณ์รอบตัวปลอดภัย และช่วยให้ระบบประสาทของมันค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เซี่ยจือหนิงกำลังจะหันไปขอร้องให้ใครสักคนช่วยบอกวงดนตรีในงาน ให้ช่วยเปลี่ยนมาบรรเลงเพลงที่มีจังหวะอ่อนโยนและนุ่มนวล
“เร็วเข้า นักดนตรีทุกคนไม่ต้องตกใจ บรรเลงเพลงต่อไป ขอเป็นเพลงที่มีทำนองสนุกสนานและอ่อนโยนนะ!”
ทว่าเสียงของเซี่ยชิงชิงกลับดังแทรกขึ้นมาจากข้างกายเสียก่อน
เซี่ยจือหนิงหันขวับไปด้วยความประหลาดใจ ถึงได้พบว่าเซี่ยชิงชิงยอมลงจากรถเข็นลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างตนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ก่อนหน้านี้ใบหูใหญ่ฟูนุ่มของวูล์ฟด็อกบดบังสายตาของเธอเอาไว้จนมิด
เซี่ยจือหนิงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่าบทสนทนาและการปลอบโยนทั้งหมดระหว่างเธอกับวูล์ฟด็อกเมื่อครู่ เซี่ยชิงชิงคงได้ยินไปหมดแล้ว
ใบหน้าของเซี่ยชิงชิงแต่งแต้มด้วยความห่วงใยอย่างล้นเหลือ “จือหนิง เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ฉันตกใจแทบแย่ ถ้าหากเธอเป็นอะไรขึ้นมา ไม่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเสียใจมากขนาดไหน”
ในเวลาเดียวกัน นักดนตรีภายในงานก็เริ่มบรรเลงท่วงทำนองอ่อนโยนไพเราะตามคำสั่งของเซี่ยชิงชิง
วูล์ฟด็อกค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง มันค่อยๆ ลุกขึ้นพ้นจากร่างของเซี่ยจือหนิงอย่างช้าๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างเธออย่างเชื่อฟัง พลางแลบลิ้นหอบหายใจเบาๆ
ช่างว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน
สภาพของมันในยามนี้ แตกต่างจากวูล์ฟด็อกคลุ้มคลั่งน่ากลัวเมื่อครู่ราวกับเป็นสัตว์คนละตัวกันอย่างสิ้นเชิง
นี่คือท่าทางของการเตรียมพร้อมรับคำสั่งทุกเมื่อ เซี่ยจือหนิงคาดเดาว่ามันกำลังเฝ้ารอคอยเจ้านายตัวจริงของมันอยู่
บรรดาแขกเหรื่อซึ่งแตกตื่นหนีตายเมื่อครู่ค่อยๆ สงบจิตใจลง ต่างพากันจ้องมองวูล์ฟด็อกที่นั่งนิ่งอย่างว่าง่ายด้วยความอัศจรรย์ใจ
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ทุกคนอดเอ่ยปากชื่นชมออกมาไม่ได้
“คุณพระช่วย เซี่ยชิงชิงสั่งให้วงดนตรีเปลี่ยนเพลง วูล์ฟด็อกที่กำลังคลุ้มคลั่งก็สงบลงทันที ช่างเป็นหมอเทวดาตัวจริงเสียงจริง!”
“เมื่อกี้เซี่ยจือหนิงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ คุณหนูตัวจริงรีบเสี่ยงอันตรายเข้ามาช่วยทันที ช่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจริงๆ”
“คุณหนูตัวจริงตระกูลเซี่ยจิตใจดีงามเกินไปแล้ว ตัวเองบาดเจ็บจนต้องนั่งรถเข็นแท้ๆ แต่กลับยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยตัวปลอมคนนี้”
“เซี่ยจือหนิงไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยปากขอบคุณสักคำ นี่นับเป็นบุญคุณช่วยชีวิตเชียวนะ!”
ไม่นานนักก็มีคนรีบเข้ามาช่วยพยุงเซี่ยชิงชิงกลับขึ้นไปนั่งบนรถเข็น ทุกคนต่างพากันรุมล้อมเธอราวกับดวงดาวล้อมดวงจันทร์ คอยเอ่ยถามไถ่อาการด้วยความห่วงใยและตรวจดูว่าเธอได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
ส่วนทางฝั่งนี้ เสิ่นเจียเอ่อร์รีบวิ่งพรวดพราดเข้ามาช่วยประคองเซี่ยจือหนิงให้ลุกขึ้นจากพื้น
“คุณหมอเซี่ย ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
แม้เมื่อครู่นี้เสิ่นเจียเอ่อร์จะถูกฝูงชนเบียดจนพลัดหลงจากเธอไป แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องมองเซี่ยจือหนิงอยู่ตลอดเวลา เขาตกใจกลัวเสียจนเหงื่อเย็นกาฬเปียกชุ่มแผ่นหลังไปหมด
ในวินาทีวิกฤตินั้น เขาทำได้เพียงสวดภาวนาอยู่ในใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเซี่ยจือหนิงผู้มีความสามารถด้านภาษาสัตว์จะสามารถเอาตัวรอดจากวูล์ฟด็อกตัวนี้ได้
และเซี่ยจือหนิงก็ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวังจริงๆ
เซี่ยจือหนิงส่ายหน้าเบาๆ บอกเขาว่าเธอปลอดภัยดี “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แล้วตอนนี้ฉันก็รู้แล้วด้วยว่าทำไมวูล์ฟด็อกตัวนี้ถึงได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมา”
เสิ่นเจียเอ่อร์ดีใจจนแทบกระโดดตัวลอย “ผมว่าแล้วเชียว คุณคือดาวนำโชคของผมจริงๆ ด้วย!”
“เดี๋ยวก่อนนะครับ” เสิ่นเจียเอ่อร์เหลือบสายตามองเซี่ยชิงชิงที่กำลังถูกทุกคนรุมล้อมยกยอ แววตาของเขาฉายประกายสงสัยใคร่รู้
จากนั้นเขาจึงหันกลับมาสบตากับเซี่ยจือหนิง “คุณหมอเซี่ยครับ ทำไมผมถึงรู้สึกว่า ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะตะโกนบอกให้วงดนตรีเปลี่ยนเพลง เจ้าวูล์ฟด็อกตัวนี้ก็ถูกคุณพูดปลอบจนสงบลงไปก่อนหน้านั้นแล้วล่ะครับ”