ตอนที่ 2 กล้าแจ้งเบาะแสเท็จได้ยังไง?
ตอนที่ 2 กล้าแจ้งเบาะแสเท็จได้ยังไง?
“ฉันไม่ได้แจ้งความเท็จ เบาะแสที่บอกไปเป็นเรื่องจริง!” เซี่ยจือหนิงรีบโต้กลับ ร้อนใจจนแทบระงับน้ำเสียงไม่อยู่ เรื่องชีวิตของเธอทั้งชีวิต เขาจะตัดสินว่าเป็นเรื่องโกหกง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง?
“ยังกล้าปฏิเสธอีกเหรอ?”
“เมื่อกี้ศูนย์รับแจ้งเหตุโทรมาบอกทีมสืบสวนของเราว่า คนแจ้งชื่อเซี่ยจือหนิง เห็นโจวจื่อเฟิงแถวที่พักของตัวเอง”
เสียงเซี่ยเจิงเดือดจัด “โชคดีที่พวกเขาบอกฉันก่อน ไม่งั้นทั้งทีมสืบสวนคงถูกเธอหลอกจนหัวหมุนกันหมด!”
“เธอก็รู้ว่าฉันปวดหัวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของโจวจื่อเฟิงมาตลอด!”
“ก็เลยกุเรื่องแจ้งเบาะแสเท็จ จะให้พวกเราเป็นห่วงแล้วรับเธอกลับบ้านงั้นสิ?”
เซี่ยจือหนิงชะงัก ใจเย็นวาบจนคำที่เตรียมจะอธิบายติดขัดไปหมด เธอโทรขอความช่วยเหลือเพราะกลัวตาย แต่ในสายตาเขากลับเป็นแค่คนโกหกที่อยากกลับบ้าน
“พี่ใหญ่ ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ นะ”
“เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ฉันจะเอามาล้อเล่นได้ยังไง?”
“เหอะ อย่ามาเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ เธอมันก็แค่ตัวปลอมที่มายึดรังของคนอื่นตั้งยี่สิบกว่าปี!”
คำว่า ‘พี่ใหญ่’ ไม่ได้ทำให้เขาอ่อนลงสักนิด เซี่ยเจิงยิ่งพูดยิ่งเดือด เสียงแข็งกร้าวจนแทบทุกคำกลายเป็นคำตวาด “เธอรู้ไหมว่าหลายปีมานี้ชิงชิงต้องลำบากอยู่ข้างนอกแค่ไหน?”
“พี่ชายแท้ ๆ ของเธอเป็นแค่ตำรวจชั้นผู้น้อย อยู่สถานีในชนบทห่างไกล เงินเดือนแค่เดือนละสามพันหยวน!”
“คนจนแบบนั้นจะมีปัญญาเลี้ยงชิงชิงให้ดีได้ยังไง?”
ความปวดใจที่มีให้น้องสาวแท้ ๆ ยิ่งเติมเชื้อให้ความโกรธของเซี่ยเจิง “ชิงชิงต้องทำงานหาเงินตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนเธอที่ตระกูลเซี่ยเลี้ยงให้สุขสบาย กินดีอยู่ดีมาตลอด!”
สุขสบายงั้นเหรอ?
มุมปากเซี่ยจือหนิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขื่น เธออ้าปากอยากแก้ต่าง แต่สุดท้ายก็กลืนทุกคำกลับลงคอ จะอธิบายไปทำไม ในเมื่อเขาไม่คิดจะฟังเธอเลย
อย่างน้อยเซี่ยชิงชิงก็มีร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องเจ็บป่วยอยู่ตลอดเหมือนเธอ
ความกดดันมหาศาลกับภาระการเรียนที่ตระกูลเซี่ยยัดเยียดให้ ค่อย ๆ บั่นทอนสุขภาพเธอทีละน้อย กว่าจะรู้ตัว ร่างกายก็ทรุดจนกลายเป็นคนขี้โรคไปแล้ว นี่น่ะเหรอชีวิตสุขสบายที่เขาพูดถึง?
ถ้าเลือกได้ เธอยอมแข็งแรงแล้วใช้ชีวิตธรรมดาดีกว่า ขอเพียงไม่ต้องคอยจับไข้ ไอ หรือหมดสติอยู่บ่อย ๆ อย่างทุกวันนี้ แค่นั้นเธอก็พอใจแล้ว
แต่ตอนนี้แม้แต่ค่ายากับค่าอาหารบำรุงร่างกาย เธอยังแทบจ่ายไม่ไหว ความเจ็บป่วยไม่ได้หายไปพร้อมกับวันที่ถูกไล่ออกจากบ้าน มันยังติดตัวเธออยู่ จะดูแลตัวเองให้ดีก็ยังยาก
“ถ้าเธอยังกล้าแจ้งเบาะแสเท็จอีกล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน การแจ้งความเท็จมีโทษกักขังทางปกครองเหมือนกัน!”
เซี่ยเจิงตัดสายทิ้ง ไม่เปิดช่องให้เธออธิบายอีกแม้แต่คำเดียว
เซี่ยจือหนิงกำโทรศัพท์แน่น อีกมือคลึงขมับที่ปวดตุบ ๆ ความคับข้องใจกับความโกรธอัดแน่นจนกลั้นไม่ไหว น้ำตาเอ่อขึ้นแล้วไหลอาบแก้ม
เซี่ยเจิง ไอ้คนโง่บัดซบนั่นมีสิทธิ์อะไรมาพรากแม้แต่สิทธิ์แจ้งตำรวจของเธอ?
เธออาจถูกฆ่าตายจริง ๆ นะ!
เธอขอให้ช่วยชีวิต เขากลับขู่ด้วยโทษกักขังหากเธอแจ้งอีก แค่ยอมฟังเธอสักครั้ง มันยากนักหรือไง?
สัมผัสนุ่มฟูปัดผ่านแก้มเปียกชื้นเบา ๆ เซี่ยจือหนิงหันไป กระรอกพี่กำลังใช้หางฟูของมันเช็ดน้ำตาให้เธอ
[พี่สาว ฉันเพิ่งล้างหางวันนี้เอง สะอาดมากนะ~ อย่ารังเกียจเลย]
คำปลอบซื่อ ๆ ทำให้ความอดกลั้นที่เหลือพังลง เซี่ยจือหนิงร้องไห้หนักกว่าเดิม เจ้าตัวน้อยกำลังปลอบเธอ แถมยังกลัวว่าเธอจะรังเกียจหางของมันอีก
คนที่เธอมอบความจริงใจให้มายี่สิบกว่าปี กลับสู้กระรอกน้อยที่รู้จักกันไม่ถึงยี่สิบวันไม่ได้ ช่างน่าขันสิ้นดี ทั้งที่คิดแบบนั้น ความเจ็บในอกก็ไม่ได้เบาลงเลย
ตอนนี้แม้แต่ตำรวจก็คงพึ่งไม่ได้แล้ว ในหัวเธอยังมีแต่คำขู่ของเซี่ยเจิง ต่อให้ผู้ต้องหาโผล่มาต่อหน้าแล้วเธอโทรแจ้ง ก็คงไม่มีใครยอมเชื่ออีก—
เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกคนหนึ่ง!
จี้ซูอวิ๋น
พี่ชายแท้ ๆ ของเธอเป็นตำรวจอยู่สถานีตำรวจตำบล ห่างจากที่นี่สามสิบกิโลเมตร
ทั้งคู่เพิ่งยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้ไม่นาน ยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ เธอมีเพียงข้อมูลติดต่อของเขาเก็บไว้ พี่ชายคนนี้จึงยังเป็นคนที่เธอแทบไม่รู้จัก
แต่พอรู้ว่าเธอถูกตระกูลเซี่ยไล่ออกจากบ้าน เขาก็ฝากคนช่วยหาที่พักให้ทันทีโดยไม่ลังเล อย่างน้อยตอนที่เธอไม่มีที่ไป เขาก็ไม่ได้ปล่อยเธอไว้เฉย ๆ
เขาคง...ไม่ใจร้ายกับเธอถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง?
เซี่ยจือหนิงเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึก แล้วกดโทรหาพี่ชายแท้ ๆ ใจกระวนกระวายจนแทบไม่เป็นจังหวะ เธออยากขอให้เขาช่วย แต่ก็กลัวว่าจะได้ยินคำปฏิเสธอีกครั้ง
เสียงสัญญาณดังเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็รับสาย
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนลองเรียกอย่างไม่คุ้นชิน “พี่?”
คำเรียกสั้น ๆ กลับออกจากปากยากเหลือเกิน คนที่อยู่อีกปลายสายคือพี่ชายแท้ ๆ แต่เธอยังไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าเขา
“จือหนิง มีอะไรหรือเปล่า?”
เสียงชายหนุ่มกระจ่างหนักแน่น ฟังแล้วน่าเชื่อถืออย่างประหลาด มีความแปลกใจเจืออยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าเธอจะโทรมา
เธอยังไม่ทันตอบ เขาก็ถามต่อ “ทำไมเสียงอ่อนแรง แถมยังแหบขนาดนั้น ไม่สบายหรือเปล่า?”
เซี่ยจือหนิงไม่คิดว่าเขาจะสังเกตได้เร็วขนาดนี้ เพิ่งพูดกันไม่กี่คำเอง ความเป็นห่วงจากคนที่แทบไม่รู้จักทำให้อกอุ่นขึ้น แต่กลับปวดหน่วงไปพร้อมกัน
“เมื่อวานฉันเป็นไข้นิดหน่อยค่ะ”
เธอไม่มีเวลาซาบซึ้งไปมากกว่านั้น รีบวกเข้าเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ “พี่คะ ฉันถูกผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A หมายหัว พี่ช่วยฉันได้ไหม...ฉันยังไม่อยากตาย”
เสียงเธอสั่นเครือขณะเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เขาฟังทั้งหมด มีเพียงเรื่องที่กระรอกเป็นผู้แจ้งข่าวเท่านั้นที่เธอจงใจเก็บไว้
“ไม่มีใครเชื่อฉันเลย ฉันไม่รู้แล้วจริง ๆ ว่าจะขอให้ใครช่วย...”
เซี่ยจือหนิงคิดว่าเขาคงซักถามรายละเอียด อย่างน้อยก็คงสงสัยคำพูดของเธอบ้าง แต่พอเธอเล่าจบ จี้ซูอวิ๋นกลับตอบอย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องกลัวนะ รอพี่อยู่ในห้อง”
“ล็อกประตูกับหน้าต่างให้สนิท พี่จะไปหาเดี๋ยวนี้”
เสียงสวบสาบดังมาจากปลายสาย คล้ายเขาลุกขึ้นเก็บข้าวของทันที ไม่มีจังหวะลังเลให้เธอต้องรออย่างหวาดหวั่นอีก
จี้ซูอวิ๋นบอกต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้ากลัวก็ไม่ต้องวางสายนะ พี่จะอยู่เป็นเพื่อนตลอดทาง”
เซี่ยจือหนิงนิ่งงัน คำตอบเรียบง่ายนั้นค่อย ๆ คลายความกลัวกับความคับข้องใจที่บีบแน่นอยู่ในอก เธอไม่ได้ต้องการคำปลอบสวยหรู แค่มีคนยอมเชื่อและจะมาหา เท่านี้ก็ทำให้เธอแทบกลั้นสะอื้นไม่อยู่แล้ว
“อืม”
พี่ชายที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันจะรีบเดินทางมาจากตำบลที่ห่างออกไปถึงสามสิบกิโลเมตร เพียงเพราะเธอโทรขอความช่วยเหลือสายเดียว เซี่ยจือหนิงไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะทำให้ถึงขนาดนี้
ระหว่างรอ เธออดค้นข้อมูลของจี้ซูอวิ๋นในอินเทอร์เน็ตไม่ได้
ตอนแรกเซี่ยจือหนิงไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก ในความคิดเธอ ตำรวจประจำตำบลก็คอยดูแลความสงบเรียบร้อย จัดการเรื่องจุกจิกในครัวเรือน ไก่บ้านไหนถูกขโมย วัวของใครหายไป อะไรทำนองนั้น...
แต่ผลค้นหาที่ปรากฏขึ้นทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตา
บทความจากหน่วยงานทางการหลายแห่งบอกตรงกันว่า จี้ซูอวิ๋นเป็นบัณฑิตดีเด่นจากมหาวิทยาลัยความมั่นคงสาธารณะแห่งชาติ สถาบันสูงสุดของวงการตำรวจ ทั้งยังเป็นแชมป์การแข่งขันทักษะตำรวจระดับประเทศ และสร้างผลงานความดีความชอบมาตั้งแต่เรียนอยู่ปีสอง!
ประวัติการศึกษาดีเยี่ยม ฝีมือก็โดดเด่นขนาดนี้ แล้วทำไมถึงมาทำงานอยู่สถานีตำรวจตำบลห่างไกลได้ล่ะ?
หรือเขาไปล่วงเกินผู้มีอำนาจคนไหนเข้า?
เซี่ยจือหนิงเพ่งรูปบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชักไม่แน่ใจว่าตัวเองค้นเจอถูกคนจริงไหม เธออาจเจอคนชื่อเหมือนกันก็ได้ พี่ชายที่เซี่ยเจิงดูถูกว่าเป็นแค่ตำรวจชั้นผู้น้อยจะมีประวัติยอดเยี่ยมขนาดนี้จริง ๆ เหรอ?
เสียงจากโทรศัพท์ดึงเธอกลับมาจากความคิด “จือหนิง กินข้าวหรือยัง?”
“ยังเลยค่ะ ตอนแรกว่าจะออกไปซื้อโจ๊กสักถ้วย” เซี่ยจือหนิงขดตัวอยู่มุมเตียง กอดเข่าไว้หลวม ๆ “แต่ตอนนี้ไม่กล้าออกไปข้างนอก แล้วก็ไม่กล้าสั่งอาหารมาส่งด้วย”
“ได้ รอพี่นะ”
เขาตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นพอให้เธอวางใจ หลังจากนั้นปลายสายก็เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านเป็นระยะ
จี้ซูอวิ๋นไม่ได้พูดคำปลอบอะไรอีก แต่เขายังอยู่ในสาย ความเงียบนั้นจึงไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าถูกทิ้งไว้คนเดียว เซี่ยจือหนิงค่อย ๆ อุ่นใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
เดี๋ยวนะ...
ถ้าพี่ชายของเธอคือจี้ซูอวิ๋นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมตามข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจริง ๆ คืนนี้ก็อาจมีโอกาสจับผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ได้ไม่ใช่เหรอ?
แล้วบางที...พวกเขาอาจได้เงินรางวัลห้าแสนหยวนมาด้วยก็ได้?
เซี่ยจือหนิงทั้งหิวทั้งอ่อนแรง แต่พอคิดถึงเงินรางวัล ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง เงินห้าแสนหยวนเลยนะ!
ความตื่นเต้นพอจะชุบแรงได้เพียงชั่วครู่ ก่อนร่างกายจะหมดแรงอีก เธอฟุบลงบนเตียง ปล่อยใจฝันหวานถึงเงินรางวัล แล้วค่อย ๆ ผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน—
[พี่สาว มีคนมา!]
เสียงร้องเตือนร้อนรนของกระรอกน้องดังขึ้นข้างหู
เซี่ยจือหนิงลืมตาพรวด ความง่วงหายวับ ร่างกายสั่นสะท้าน ความกลัวที่เพิ่งผ่อนลงย้อนกลับมาทันที
นอกหน้าต่างมืดสนิทแล้ว
ห้องเช่าของเธออยู่ในชุมชนแออัดกลางเมือง แสงไฟตามทางเดินสลัวราง ยิ่งทำให้เงาดำด้านนอกหน้าต่างชวนหวาดหวั่น จะให้วางใจว่าไม่มีอะไรอยู่ในความมืดนั้น เธอก็ทำไม่ลง
ผนังห้องบางจนแทบกันเสียงไม่ได้ ฝีเท้าจากทางเดินจึงดังเข้ามาชัดเจน
ทีละก้าว
ใกล้เข้ามาทุกที
หัวใจเซี่ยจือหนิงเต้นโครมครามจนแทบกระดอนขึ้นมาจุกคอ—
“จือหนิง พี่มาถึงหน้าประตูแล้ว เปิดประตูให้หน่อย”
เสียงจี้ซูอวิ๋นดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งจากโทรศัพท์และอีกฟากของบานประตู
เป็นพี่ชายเธอเอง!
เซี่ยจือหนิงหลับตา ปล่อยลมหายใจยาวอย่างโล่งอก ความกลัวที่บีบจนแทบหายใจไม่ออกเมื่อกี้คลายลง เธอรีบลุกไปเปิดประตูให้เขา
แต่พอบานประตูเปิดออก เธอกลับนิ่งค้าง
ชายหนุ่มตรงหน้าสูงใหญ่ ผิวสีน้ำผึ้ง คิ้วคมดุจกระบี่รับกับดวงตาหงส์เรียวยาวที่เชิดขึ้นทางขมับเป็นประกายเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา สะดุดตาตั้งแต่ปราดแรก
ทั้งเที่ยงตรง ทั้งสง่าผ่าเผย นี่มันหนุ่มหล่อต้นแบบที่รัฐคัดมาอย่างพิถีพิถันชัด ๆ!
ให้ตายเถอะ...ผู้ชายคนนี้คือจี้ซูอวิ๋น พี่ชายแท้ ๆ ของเธอจริง ๆ เหรอ?