ตอนที่ 31 ใครแกล้งทำเป็นขาพิการ?
ตอนที่ 31 ใครแกล้งทำเป็นขาพิการ?
น้องกระรอกตัวอ้วนกลมที่กินจนพุงกางกระโดดไปมาบนตัวเซี่ยชิงชิงอย่างตื่นเต้น อุ้งเท้าเล็กจิ๋วประทับรอยเปื้อนคล้ายดอกเหมยไว้ทั่วชุดกระโปรงสีอ่อนตัวหรูของเธอ
เหล่าเพื่อนกระรอกเจ้าถิ่นแห่งคฤหาสน์ซงเจียนที่เพิ่งผูกมิตรกันสดๆ ร้อนๆ ก็พากันวิ่งวนรอบตัวเซี่ยชิงชิงไม่หยุด
[ว้าว กลิ่นบนมือของผู้หญิงคนนี้หอมจัง!]
[บนตัวเธอก็หอม หอมยิ่งกว่าอาหารทุกอย่างที่ฉันเคยกินมาทั้งชีวิตเลย!]
เพียงพริบตาเดียว ฝูงกระรอกน้อยก็พากันปีนป่ายขึ้นไปบนรถเข็นของเซี่ยชิงชิง ไม่นานทั่วทั้งร่างของเธอก็เต็มไปด้วยก้อนขนฟูตัวเล็กๆ ขยับยั้วเยี้ยไปหมด
ตามปกติกระรอกน้อยเพียงหนึ่งหรือสองตัวย่อมดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่พอยกพวกกรูกันมาเป็นฝูงใหญ่ ภาพตรงหน้ากลับชวนให้หวาดกลัวไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพวกมันเป็นสัตว์ป่าที่อาจมีเชื้อโรคติดตัวมาด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น กระรอกน้อยบางตัวยังแลบลิ้นเลียมือเซี่ยชิงชิง ราวกับเห็นมือขาวผ่องของเธอเป็นอาหารหอมกรุ่นชิ้นโต
ต่อให้เซี่ยชิงชิงจะเสแสร้งเก่งแค่ไหน แต่เวลานี้เธอก็ทนรับไม่ไหวอีกต่อไป เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังลั่น “ไปให้พ้นนะ! ออกไปให้พ้น!”
ทว่าสัตว์ที่เข้ามาร่วมวงไม่ได้มีแค่ฝูงกระรอกเท่านั้น ทั้งสุนัขพันธุ์เล็กพันธุ์ใหญ่ที่แขกพาติดสอยห้อยตามมา รวมถึงแมวจรจัดรอบคฤหาสน์ ต่างก็พากันวิ่งกรูเข้ามาเมื่อเห็นฝูงสัตว์หลั่งไหลเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยง
สัตว์ตัวน้อยตัวใหญ่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พากันไหลบ่าเข้ามาในห้องโถง เดินวนเวียนรอบตัวเซี่ยชิงชิงพลางยื่นจมูกดมฟุดฟิดไปทั่วร่าง
สองพ่อลูกอย่างเซี่ยชิงชิงกับเซี่ยเฉิงช่วยกันปัดป้องเท่าไหร่ก็ไล่ไม่หมดเสียที!
บริเวณรอบตัวเซี่ยชิงชิงกลายเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อมไปโดยสมบูรณ์
สุดท้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตระกูลกู้จำต้องยื่นมือเข้าจัดการ พวกเขานำอาหารหลากหลายชนิดมาล่อ จึงสามารถพาสัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังเคลิบเคลิ้มเหล่านั้นออกจากห้องจัดเลี้ยงไปได้
ในที่สุดเซี่ยชิงชิงก็ได้รับการช่วยเหลือเสียที ทว่าทั้งบนศีรษะและร่างกายของเธอกลับมีขนสัตว์นานาชนิดติดเต็มไปหมด ส่วนชุดกระโปรงสีอ่อนก็เต็มไปด้วยรอยอุ้งเท้าเปื้อนดินและคราบน้ำลายจนแทบดูไม่ได้
มือทั้งสองข้างของเธอเปียกแฉะและมีรอยฟันแทะประทับอยู่ มองดูก็รู้ว่าสัตว์พวกนั้นเห็นมือเธอเป็นตีนไก่รสเลิศแล้วพากันแทะกิน
ภาพตรงหน้าเซี่ยชิงชิงพลันดับวูบ ก่อนที่ร่างของเธอจะอ่อนยวบหมดสติคาเก้าอี้รถเข็นไปในที่สุด
เซี่ยเฉิงเห็นลูกสาวหมดสติก็ร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติด รีบสั่งให้พนักงานบริการรีบไปตามแพทย์มาทันที
เวลานี้บนตัวเซี่ยชิงชิงไม่หลงเหลือกลิ่นหอมชวนหลงใหลอีกต่อไป มีเพียงกลิ่นน้ำลายสัตว์นานาชนิดที่เริ่มแห้งกรังติดตัว ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งเสียจนคนรอบข้างแทบทนหายใจไม่ไหว!
แขกเหรื่อทุกคนต่างพร้อมใจกันถอยห่างไปถึงสามช่วงตัว ปล่อยให้พื้นที่รอบตัวเธอเว้นว่างเป็นวงกว้าง
แม้แต่สวี่เหยา ผู้ติดตามคนสนิทของเซี่ยชิงชิง ยังอดขยับปลายเท้าถอยหนีห่างออกไปไม่ได้
เซี่ยจือหนิงกลั้นหัวเราะจนปวดท้อง ทำได้เพียงรีบหันหลังกลับแล้วก้มหน้าลง แอบหัวเราะคิกคักจนไหล่บางสั่นระริก
เธอยื่นมือไปตบแขนของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเบาๆ พลางลดเสียงกระซิบอย่างสะใจ “เสิ่นเจียเอ่อร์ ฉันบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งใจร้อน เรื่องแค่นี้ฉันจัดการเองได้สบายมาก”
ทว่ากล้ามเนื้อแขนของอีกฝ่ายกลับแน่นตึงและแข็งแกร่ง สัมผัสดีจนน่าแปลกใจ เซี่ยจือหนิงจึงเผลอลูบซ้ำอีกครั้งอย่างเพลิดเพลิน
“เห็นไหม เมื่อกี้ข้างตัวเซี่ยชิงชิงเปิดสวนสัตว์ได้สบายๆ เลย!”
“เห็นแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคุณเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของกู้ไหวเหย่ดังขึ้นเหนือศีรษะของเซี่ยจือหนิงอย่างกะทันหัน
รอยยิ้มบนใบหน้าเธอชะงักค้างทันที จังหวะนั้นเองถึงเพิ่งรู้ตัวว่าแขนที่เธอกำลังจับกุมอยู่นั้นเป็นของกู้ไหวเหย่!
ส่วนเสิ่นเจียเอ่อร์ยืนอยู่ทางขวามือ กำลังยกนิ้วโป้งให้เธออย่างชื่นชม “สมแล้วที่เป็นคุณเซี่ย!”
เซี่ยจือหนิงอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนีหายไปเดี๋ยวนั้น
เธอนึกเอะใจอยู่แล้วเชียวว่าทำไมสัมผัสถึงไม่ค่อยคุ้น เสิ่นเจียเอ่อร์ดูผอมเพรียวขนาดนั้น กล้ามเนื้อแขนจะไปแน่นเปรี๊ยะขนาดนี้ได้ยังไงกัน
ที่แท้เธอก็คว้าจับผิดคนตั้งแต่แรก!
เซี่ยจือหนิงรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้านวลแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูในพริบตา
เธอรับรู้ได้ว่าสายตาคมกริบของกู้ไหวเหย่ยังคงจับจ้องมองเธออยู่ไม่วางตา
“เอ่อ สงสัยเมื่อกี้เพิ่งกินเสร็จ แต่ทำไมเหมือนจะหิวอีกรอบแล้วนะ”
หญิงสาวพึมพำแก้เก้อกับตัวเอง พลางขยับถอยหนีไปสองสามก้าวจนถึงโต๊ะของหวานแบบบริการตนเอง แล้วแสร้งทำเป็นง่วนอยู่กับการเลือกขนมเค้ก เพียงนาทีเดียวก็หยิบชิ้นนั้นวางชิ้นนี้สลับไปมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
ขณะนั้นเอง เซี่ยจือหนิงสัมผัสได้ว่ามีพวงหางนุ่มฟูกำลังปัดผ่านข้อเท้าอยู่ใต้โต๊ะอาหาร
เธอจึงก้มลงเลิกผ้าคลุมโต๊ะขึ้นดู ก่อนจะพบว่าสองพี่น้องกระรอกแอบมุดเข้ามาซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
กระรอกแต่ละตัวกอดขนมมาการองเอาไว้ตัวละชิ้น กำลังเคี้ยวหยับๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มกลมป่อง
“พวกเธอสองตัวแอบมาเปิดบุฟเฟต์กินกันตรงนี้เองเหรอ?” เซี่ยจือหนิงเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
เจ้าน้องกระรอกใช้หลังอุ้งเท้าเช็ดครีมตรงมุมปาก [พี่สาว ฉันยังอยากกินเค้กสตรอว์เบอร์รีชิ้นเล็กตรงนั้นอีกจัง!]
“ได้สิ ยังอยากกินอะไรอีกไหม เดี๋ยวพี่หยิบมาให้”
เซี่ยจือหนิงกำลังจะขยับตัวลุกไปหยิบขนมมาให้สองพี่น้องกระรอก ทว่าเจ้าพี่กระรอกกลับเอ่ยถามขึ้นเสียก่อน [พี่สาว ฉันเคยเห็นแมวจรจัดแกล้งทำเป็นขาพิการ เพื่อเรียกความสงสารจากมนุษย์เวลาขออาหารเพิ่ม]
[แล้วมนุษย์แกล้งทำเป็นขาพิการไปเพื่ออะไรกันเหรอ? เพราะขี้เกียจเดินหรือเปล่า?]
เซี่ยจือหนิงชะงักค้าง คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย “ใครแกล้งทำเป็นขาพิการเหรอ?”
เจ้าน้องกระรอกรีบตอบทันควัน [ผู้หญิงบนเก้าอี้มีล้อเลื่อนคนนั้นไง เธอแกล้งทำเป็นขาพิการชัดๆ!]
พี่กระรอกช่วยเสริมรายละเอียด [เพื่อนกระรอกที่เพิ่งรู้จักกันเล่าว่า เห็นผู้หญิงคนนี้ลุกจากเก้าอี้ล้อเลื่อนเดินปร๋ออยู่ในสวนหลังคฤหาสน์ เพื่อก้มลงไปเก็บสร้อยคอที่ตกอยู่บนพื้น]
[เพื่อนๆ ยืนยันว่าขาขวาของเธอไม่มีปัญหาอะไรเลย เดินคล่องแคล่วมาก]
หัวใจของเซี่ยจือหนิงกระตุกวูบเมื่อได้ยินเบาะแสสำคัญนี้
เซี่ยชิงชิงเสแสร้งเก่งเหลือเกิน ถึงขนาดยอมใส่เฝือกแกล้งหลอกทุกคนมาได้ตั้งนานขนาดนี้
อันที่จริงเธอควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว
เซี่ยชิงชิงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อใส่ร้ายเธอ แต่คนอย่างนั้นไม่มีวันยอมใจร้ายกับตัวเองถึงขั้นทำให้ขาบาดเจ็บหักจริงๆ แน่
เซี่ยจือหนิงยิ้มจนดวงตาหยีโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ เธอนำจานขนมที่พี่น้องกระรอกอยากกินไปวางไว้ใต้โต๊ะ พลางครุ่นคิดในใจว่าจะหาจังหวะเปิดโปงเซี่ยชิงชิงแบบไหนดี
เวลานั้น เสียงทุ้มลึกของกู้ไหวเหย่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“พนักงานนำกล่องอุปกรณ์สัตวแพทย์ของคุณมาให้แล้ว”
“ตอนนี้คุณมีแรงพอจะตรวจดูอาการของมันหรือยังล่ะ?”
เซี่ยจือหนิงหันกลับมาพยักหน้ารัวๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว “พร้อมค่ะ เริ่มตรวจตอนนี้เลย!”
เธอกวักมือเรียกวูล์ฟด็อกตัวยักษ์ “ดาวทมิฬ มานี่สิ ฉันอยากถามคำถามแกสักสองสามข้อ”
ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน สุนัขวูล์ฟด็อกของประธานกู้ซึ่งปกติเชื่อฟังเพียงคำสั่งของเขา พลันกระดิกหางรัวเร็วแล้ววิ่งกระดี๊กระด๊าตรงเข้ามาหาเซี่ยจือหนิงทันที
ศีรษะใหญ่ฟูนุ่มยังเอาแต่ถูไถอยู่ตรงซอกคอของหญิงสาวไม่ยอมห่าง
ท่าทีของมันต่อเธอกับคนอื่นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
มองดูแล้วราวกับเซี่ยจือหนิงต่างหากที่เป็นเจ้านายที่แท้จริงของมัน
“ให้ตายเถอะ เซี่ยจือหนิงแอบให้ยาเสน่ห์อะไรสุนัขตัวนี้กินกันแน่นะ?”
“ก่อนหน้านี้ลูกสาวฉันเลื่อนเจอไลฟ์ของเธอ บอกว่าตัวเองฟังภาษาสัตว์รู้เรื่อง หรือว่านั่นจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา?”
“วูล์ฟด็อกของประธานกู้ทรมานจากโรคมานาน หากจะรักษาให้หายขาด คงไม่ใช่เรื่องง่ายในเวลาสั้นๆ แน่”
เสียงซุบซิบดังแว่วมาไม่ขาดสาย
แม้กระทั่งตัวกู้ไหวเหย่เองยังอดรู้สึกหวงแหนขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
นับตั้งแต่ดาวทมิฬเริ่มล้มป่วย บางครั้งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
กู้ไหวเหย่ปรายตามองเซี่ยจือหนิงแวบหนึ่ง แววตาลุ่มลึกยากจะอ่านออก “ตามผมมาเถอะ ที่นี่เสียงดังเกินไป”
เซี่ยจือหนิงรีบเดินตามหลังเขาไปอย่างร่าเริง
เงินรางวัลสิบล้านหยวน ฉันกำลังจะไปรับแล้ว!
กู้ไหวเหย่ถือสายจูงของดาวทมิฬเอาไว้ ปกติมันมักจะเดินนำหน้าเขาเสมอ แต่ตอนนี้มันกลับยอมเดินตามหลังเขาอยู่ครึ่งก้าว
ร่างใหญ่โตของมันแทบจะแนบชิดอยู่ข้างตัวเซี่ยจือหนิง ระหว่างเดินยังส่งเสียงครางงึมงำคุยอย่างสนิทสนม
[คุณหมอ จะอยู่เล่นกับฉันตลอดไปได้ไหม? มีแค่คุณคนเดียวที่ฟังฉันรู้เรื่อง]
[อยู่ข้างคุณแล้ว ฉันรู้สึกปลอดภัยมากจริงๆ~]
วูล์ฟด็อกเดินคลอเคลียข้างกายเซี่ยจือหนิงอย่างมีความสุข
เซี่ยจือหนิงลูบศีรษะมันอย่างเอ็นดู “ขอโทษนะดาวทมิฬ ฉันคงอยู่ข้างแกตลอดไปไม่ได้หรอก”
“ที่สวนสัตว์ยังมีสัตว์อีกเต็มไปหมดที่ต้องดูแล ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาว่างเลยล่ะ”
“แต่ถ้าคิดถึงฉัน ก็แวะไปเที่ยวเล่นที่สวนสัตว์ได้เสมอนะ หรือจะย้ายไปอยู่ที่นั่นเลยก็ได้~ ที่นั่นมีเพื่อนตัวน้อยรออยู่อีกเพียบ”
“เพิ่งรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมง คุณก็เริ่มคิดจะลักพาตัวสุนัขของผมแล้วเหรอ?”
กู้ไหวเหย่ผลักประตูห้องพักสุนัขออก ก่อนจะหันกลับมามองเซี่ยจือหนิงด้วยแววตาเย็นชาแกมระแวง
เซี่ยจือหนิงรีบหุบปากสนิทลงทันที