ตอนที่ 32 ไม่เคยยอมตามใจใคร
ตอนที่ 32 ไม่เคยยอมตามใจใคร
ทันทีที่ก้าวเท้าตามเข้ามาเห็นห้องพักส่วนตัวของดาวทมิฬ เซี่ยจือหนิงก็แทบจะเข่าอ่อนใจสลาย—สถานที่ซุกหัวนอนในปัจจุบันของเธอยังเทียบชั้นกับบ้านพักสุนัขตัวนี้ไม่ได้เลยสักนิดเดียว!
ห้องพักของดาวทมิฬเป็นบ้านเดี่ยวหลังย่อมที่สร้างขึ้นอย่างประณีตงดงาม ภายในเพียบพร้อมไปด้วยของเล่นนำเข้า เบาะนอนหนานุ่มสั่งทำพิเศษ และอุปกรณ์ฝึกทักษะสุนัขครบครันทุกรูปแบบ
ด้านนอกยังเชื่อมต่อเปิดออกไปสู่สนามหญ้าสีเขียวขจีผืนกว้างขวาง ซึ่งใหญ่โตเพียงพอที่จะให้สุนัขสายพันธุ์ยักษ์วิ่งเล่นออกกำลังกายได้อย่างสบายใจ
เมื่อหันกลับมานึกถึงห้องพักในหอพักแคบๆ ของเซี่ยจือหนิงแล้ว ขนาดพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดยังเล็กกว่าห้องอาบน้ำส่วนตัวของเจ้าสุนัขวูล์ฟด็อกตัวนี้เสียอีก
“เสิ่นเจียเอ่อร์บอกว่าคุณฟังภาษาสัตว์รู้เรื่อง”
กู้ไหวเหย่หยุดยืนแล้วหันมาจับจ้องใบหน้าของเธอไม่วางตา แววตาคมกริบประดุจใบมีดโกนราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงห้วงความคิด “เมื่อกี้ตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน ดาวทมิฬคุยอะไรกับคุณบ้าง?”
แม้ตามปกติเสิ่นเจียเอ่อร์จะดูไม่ค่อยเอาถ่านและติดเล่นไปบ้าง แต่เรื่องสำคัญเช่นนี้ย่อมไม่กล้าโกหก ประกอบกับปรากฏการณ์ประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องจัดเลี้ยง กู้ไหวเหย่จึงเชื่อแล้วว่าเซี่ยจือหนิงมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์ได้จริงๆ
เซี่ยจือหนิงปะทะเข้ากับสายตาคาดคั้นซักไซ้ของอีกฝ่ายอย่างจัง เธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มันบอกว่า—เวลาได้อยู่ข้างๆ ฉันแล้ว มันรู้สึกปลอดภัยมากค่ะ”
กู้ไหวเหย่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อค้นหาร่องรอยคำโกหก ทว่าเด็กสาวตรงหน้ากลับมีท่าทีเปิดเผยจริงใจ แววตากลมโตสุกใสดุจลูกกวางคู่นั้นบริสุทธิ์เสียจนไม่อาจจับพิรุธใดๆ ได้เลย
ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคอเบาๆ “รู้จักเอาทองมาแปะหน้าตัวเองดีนี่”
เซี่ยจือหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าท่าทีของชายคนนี้ช่างพิลึกพิลั่น เขาคงไม่ได้เห็นสุนัขคู่ใจแสดงความสนิทสนมกับเธอแล้วเกิดอาการหึงหวงขึ้นมาหรอกนะ!
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คอยดูเถอะ เธอจะกอดฟัดดาวทมิฬให้หนำใจ ยั่วโมโหเขาจนอกแตกตายไปเลย!
กู้ไหวเหย่หยิบแฟ้มเอกสารหนาเตอะที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ยื่นส่งมาตรงหน้าเธอ “นี่คือรายงานประวัติสุขภาพของดาวทมิฬ”
เซี่ยจือหนิงรับแฟ้มมาเปิดไล่สายตาอ่านอย่างตั้งใจ ดาวทมิฬเป็นเชโกสโลวาเกียนวูล์ฟด็อกสายเลือดแท้ เพศผู้ ปีนี้อายุหกปีแล้ว ในอดีตกระดูกสันหลังและขาทั้งสามข้างของมันล้วนเคยได้รับบาดแผลฉกรรจ์จากกระสุนปืนหรือสะเก็ดระเบิด
มันเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นสุนัขค้นหาและกู้ภัยประจำหน่วยแพทย์สนาม อยู่ในเขตสงครามนานถึงสองปีเต็ม หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับประเทศพร้อมกับกู้ไหวเหย่
นี่คือยอดสุนัขที่ฝ่าห่ากระสุนและเอาชีวิตรอดจากความตายมาได้อย่างแท้จริง กว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาสู่แผ่นดินเกิดได้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด
ยิ่งอ่าน ขอบตาของเซี่ยจือหนิงก็ยิ่งร้อนผ่าวจนแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความสะเทือนใจ เธอค่อยๆ วางแฟ้มรายงานลง ก่อนจะโอบกอดร่างใหญ่โตของดาวทมิฬไว้เต็มอ้อมแขน
ดาวทมิฬสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันอ่อนโยนที่สั่นไหวของเธอ มันจึงใช้ศีรษะใหญ่ดุนซุกไซ้ลำคอเพื่อปลอบประโลมอย่างแผ่วเบา [พี่สาวคนสวย ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้ฉันแข็งแรงดี วิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นได้สบายมาก]
[อีกอย่าง บาดแผลบนตัวของเจ้านายยังมีมากกว่าฉันตั้งเยอะ ฉันต้องเข้มแข็งและกล้าหาญให้เหมือนเจ้านาย]
พอได้ยินประโยคบอกเล่าทางจิตนั้น เซี่ยจือหนิงก็เงยหน้าขึ้นมองกู้ไหวเหย่ด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง
ก่อนหน้านี้เสิ่นเจียเอ่อร์เคยเล่าให้ฟังว่า เดิมทีกู้ไหวเหย่เป็นอัจฉริยะด้านการแพทย์ อายุสิบห้าปีก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของประเทศได้สำเร็จ เขาเรียนหลักสูตรต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนคว้าปริญญาเอกมาครองได้ตอนอายุเพียงยี่สิบสองปี เดิมทีเขาควรจะได้ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อกลุ่มบริษัทยาของตระกูลกู้ ทว่ากลับถูกแม่เลี้ยงวางแผนส่งไปเป็นแพทย์สนามรบไร้พรมแดนในต่างประเทศ
งานในสมรภูมินั้น ทั้งหนักหนาสาหัสและอันตรายเกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการถึง
แต่ละวันต้องเผชิญหน้ากับผู้บาดเจ็บนับร้อยราย แต่ละคนมีบาดแผลเลือดเนื้อฉีกขาด ต่อให้ทุ่มเทแค่ไหนก็ช่วยคนไว้ไม่ได้ทั้งหมด จะข่มตานอนก็ไม่เคยหลับได้สนิท ครั้นลืมตาตื่นก็ต้องรีบไปยื้อชีวิตคนต่อ ท่ามกลางภาวะขาดแคลนเวชภัณฑ์อย่างรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเสี่ยงต่อการถูกยิง เหยียบกับระเบิด หรือติดเชื้อโรคร้ายจนเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ
แววตาที่เซี่ยจือหนิงใช้ทอดมองกู้ไหวเหย่จึงค่อยๆ เปลี่ยนไป มีทั้งความเคารพยกย่องและความเห็นอกเห็นใจจากใจจริง
เมื่อเห็นเด็กสาวตรงหน้ามองตนราวกับสัตว์ตัวน้อยที่บาดเจ็บ กู้ไหวเหย่ก็พลันไม่สบอารมณ์ขึ้นมาครามครัน
เขายกมือขึ้นคลึงหน้าผาก สีหน้าเต็มไปด้วยความปวดหัว “ดาวทมิฬพูดเรื่องอะไรกับคุณอีก?”
เจ้าหมานี่ช่างปากไม่มีหูรูดเสียจริง มีเรื่องอะไรก็เที่ยวบอกเล่าให้คนอื่นฟังไปทั่ว
น้ำเสียงของเซี่ยจือหนิงพลอยอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว “ดาวทมิฬบอกว่าคุณได้รับบาดเจ็บมามากมายกว่ามันตั้งเยอะ มันก็เลยอยากกล้าหาญให้ได้เหมือนคุณค่ะ”
ประกายความอบอุ่นสายหนึ่งไหววูบขึ้นในดวงตาดอกท้อของกู้ไหวเหย่ สายตายามมองดาวทมิฬนั้น ไม่ต่างจากกำลังมองสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว
จังหวะนั้นเอง เสิ่นเจียเอ่อร์ก็แอบย่องตามเข้ามาพอดี
ครั้นปะทะเข้ากับสายตาดุคมของกู้ไหวเหย่ เขาก็รีบหดคอลงทันที “พี่กู้ ผมก็แค่เป็นห่วงอาการของดาวทมิฬ เลยตามมาดูครับ”
กู้ไหวเหย่ปรายตามองค้อนอย่างรู้ทัน “ฉันว่านายเป็นห่วงรถสปอร์ตในโรงรถของฉันมากกว่าล่ะมั้ง”
เสิ่นเจียเอ่อร์หัวเราะแหะๆ แก้เก้อ ก่อนจะหาที่นั่งให้ตัวเอง หากเซี่ยจือหนิงรักษาดาวทมิฬได้สำเร็จ เขาผู้เป็นคนแนะนำย่อมต้องได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้าอย่างคุ้มค่าแน่นอน
เซี่ยจือหนิงตรวจร่างกายพร้อมสื่อสารซักถามดาวทมิฬอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงวินิจฉัยออกมา
“ดาวทมิฬกำลังเผชิญกับภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือโรคพีทีเอสดีค่ะ”
“ตอนที่มันเพิ่งกลับประเทศมากับคุณ อาการยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังมานี้กลับเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันมักสับสนระหว่างความเป็นจริงกับภาพความทรงจำในเขตสงคราม จนเกิดอาการตื่นตระหนกคลุ้มคลั่งและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาหลายรูปแบบ”
คำวินิจฉัยอันแม่นยำตรงเป้าทำให้กู้ไหวเหย่ชะงักงันไปทันที
เสิ่นเจียเอ่อร์เบิกตากว้าง ก่อนอุทานอย่างประหลาดใจ “พี่กู้ โรคของพี่ก็เป็นแบบนี้เป๊ะเลยไม่ใช่เหรอครับ!”
จากนั้นเขาก็รีบหันขวับไปถามเซี่ยจือหนิง “คุณหมอเซี่ย ถ้าอย่างนั้นคุณพอจะมีวิธีรักษาโรคของดาวทมิฬได้ไหมครับ?”
เซี่ยจือหนิงกำหมัดแน่น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “ฉันขอลองดูค่ะ ตอนนี้มั่นใจประมาณแปดส่วน”
“ข้อได้เปรียบของฉันคือสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้โดยตรง เพราะงั้นฉันจึงนำเทคนิคที่นักจิตวิทยาใช้เยียวยาบาดแผลทางใจของมนุษย์ มาประยุกต์ใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจของสัตว์ตัวน้อยได้ค่ะ”
เสิ่นเจียเอ่อร์ตบต้นขาตัวเองดังฉาดใหญ่ “เยี่ยมไปเลย! ผมว่าแล้วเชียวว่าครั้งนี้ตามคนมาไม่ผิดแน่!”
“พี่กู้เองก็มีภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญเหมือนกัน กลางคืนมักนอนไม่หลับ แถมยังฝันร้าย มีแค่ตอนดาวทมิฬอยู่ข้างกายเท่านั้น เขาถึงจะหลับสนิทได้อย่างสบายใจ”
พอได้ยินเช่นนั้น เซี่ยจือหนิงก็อดเหลือบมองรอยคล้ำใต้ดวงตาของกู้ไหวเหย่ไม่ได้
ดูท่าว่าอาการนอนไม่หลับของชายคนนี้จะรุนแรงกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก
“แต่ตอนนี้อาการของดาวทมิฬทรุดลงเรื่อยๆ มันมักตื่นขึ้นมาคลุ้มคลั่งตอนกลางดึก อาการนอนไม่หลับของพี่กู้เลยพลอยแย่ลงตามไปด้วย”
เสิ่นเจียเอ่อร์ยกสองมือขึ้นพนมตรงหน้าเซี่ยจือหนิง “คุณหมอเซี่ยช่วยดาวทมิฬ ก็เท่ากับช่วยพี่กู้ไปพร้อมกัน ได้บุญกุศลหนุนนำสองเท่าตัวเลยครับ!”
เซี่ยจือหนิงเข้าใจความหมายแฝงของเสิ่นเจียเอ่อร์ได้ในพริบตา เขากำลังช่วยพูดเปิดทางให้กู้ไหวเหย่ยอมเพิ่มเงินค่ารักษาให้นั่นเอง
มีนายหน้าคนนี้คอยช่วยพูดให้ ช่างได้ผลดีจริงๆ!
สีหน้าของกู้ไหวเหย่มืดทะมึนลงทุกขณะ เวลานี้เขาแทบระงับแรงกระตุ้นที่จะเตะเสิ่นเจียเอ่อร์ให้ปลิวออกไปไม่อยู่
ทั้งคนทั้งสุนัขในห้องนี้ไม่มีใครเก็บความลับอยู่สักราย ซ้ำยังพร้อมใจกันเข้าข้างคนนอกอย่างเซี่ยจือหนิงกันหมด
กู้ไหวเหย่ยกมือคลึงหว่างคิ้ว ก่อนเอ่ยตัวเลขก้อนโตออกมาสั้นๆ “ยี่สิบล้าน”
หัวใจของเซี่ยจือหนิงเต้นระรัวเมื่อได้ยินตัวเลขนั้น สมองพลันอื้ออึงไปหมด
“สิบล้านเป็นค่ารักษา โดยจะแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตามความคืบหน้า”
กู้ไหวเหย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ “ส่วนอีกสิบล้านเป็นเงินรางวัลพิเศษ หลังดาวทมิฬหายขาดเป็นปกติแล้ว เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของคุณทันที”
“นอกจากนี้ ผมยังรับปากเงื่อนไขของคุณได้หนึ่งข้อ ตราบใดที่เรื่องนั้นอยู่ในขอบเขตความสามารถของผม”
ข้อเสนอนี้ช่างหอมหวานจนเซี่ยจือหนิงเกือบหลุดปากตอบตกลงไปทันที
ทว่ากู้ไหวเหย่กลับชิงพูดเงื่อนไขสำคัญขึ้นมาก่อน “แต่ระหว่างการรักษา คุณต้องพักอยู่ร่วมกับผมและดาวทมิฬ และต้องเตรียมพร้อมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
เขากวาดสายตาสำรวจเรือนร่างบอบบางของเด็กสาว พลางเริ่มครุ่นคิดว่าจะต้องหาอาหารบำรุงแบบไหนมาขุนเธอ และต้องทำยังไงถึงจะรักษาร่างกายที่อ่อนแอนี้ให้แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นได้
เด็กสาวตรงหน้าดูบอบบางเสียจนราวกับจะล้มป่วยหรือเป็นลมได้ง่ายๆ
เขากังวลว่าหากปล่อยให้เธอคลาดสายตา เรื่องไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นอีก เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารกับสัตว์อย่างเธอ คงไม่มีทางหาใครมาทดแทนได้ง่ายๆ แน่นอน
กู้ไหวเหย่เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่เปิดช่องให้ต่อรอง “ในช่วงนี้ หากไม่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ คุณห้ามลาหรือออกไปไหน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามคำสั่งและการจัดการของผมเท่านั้น”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยจือหนิงชะงักค้าง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในพริบตา
เงื่อนไขแบบนี้ต่างจากการจับเธอมาขังคุกตรงไหนกัน?
จากการประเมินเบื้องต้น การบำบัดรักษาจิตใจให้ดาวทมิฬต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปี
นั่นหมายความว่าตลอดเวลาครึ่งปีเต็ม เธอต้องตามติดกู้ไหวเหย่ชนิดไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
แต่เธอไม่ได้มีสัตว์ตัวน้อยเพียงตัวเดียวที่ต้องดูแล อีกทั้งยังไม่ชอบความรู้สึกอึดอัดที่ถูกใครมาผูกมัดบงการชีวิตไว้แบบนี้ด้วย
“การรักษาจิตใจให้ดาวทมิฬ ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูอาการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกค่ะ”
“แค่จัดตารางมาบำบัดสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง จากนั้นค่อยประเมินปรับเปลี่ยนตามผลการรักษาก็เพียงพอแล้ว”
“ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ คุณก็โทรหาฉันได้ตลอดเวลาค่ะ”
เซี่ยจือหนิงขมวดคิ้วแน่น พยายามใช้เหตุผลเกลี้ยกล่อมเขา “ฉันไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างคุณตลอดเวลานี่คะ ไม่ต้องตั้งกฎเข้มงวดถึงขนาดนี้ก็ได้ใช่ไหมคะ?”
กู้ไหวเหย่ตอบด้วยน้ำเสียงขรึมเย็น “หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา การที่คุณอยู่ข้างดาวทมิฬย่อมจัดการได้ทันท่วงทีกว่า”
เซี่ยจือหนิงเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันพาดาวทมิฬกลับไปอยู่สวนสัตว์ด้วยกัน ไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
กู้ไหวเหย่ให้เหตุผลอย่างจริงจัง “ผมต้องมีดาวทมิฬอยู่ข้างกาย ถึงจะข่มตานอนหลับได้”
เซี่ยจือหนิงกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ย้ายไปอยู่สวนสัตว์กับมันด้วยเลยสิคะ!”
“เสิ่นเจียเอ่อร์บอกว่าอาคารสำนักงานของคุณอยู่ใกล้เซินอวี่ การเดินทางไปทำงานสะดวกสบายจะตายไป”
กู้ไหวเหย่มองเธอด้วยสีหน้านิ่งสนิท “ขอโทษครับคุณเซี่ย”
“ในชีวิตของผม ไม่เคยยอมตามใจใครมาก่อน”
เซี่ยจือหนิงเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองดาวทมิฬอย่างตัดใจไม่ลง ทว่าก็ไม่มีวันยอมประนีประนอมกับข้อเรียกร้องของกู้ไหวเหย่เช่นกัน
ดาวทมิฬเห็นท่าทีของทั้งคู่ตึงเครียด มันจึงรีบกระดิกหางแรงๆ [พี่สาวคุณหมอ ไม่ว่าพี่จะตัดสินใจแบบไหน ฉันสนับสนุนพี่เต็มที่เลย!]
[พี่สาวเก่งขนาดนี้ ยังมีสัตว์อีกตั้งมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือจากพี่นะ~]
[ปฏิเสธไปได้เลย! ฉันมีวิธีทำให้เจ้านายยอมตามใจพี่เอง!]