ตอนที่ 44 ลักพาตัวขวัญใจประจำกลุ่ม
ตอนที่ 44 ลักพาตัวขวัญใจประจำกลุ่ม
หนิงเทียนเฉิงหันไปส่งตัวเข่อเข่อซึ่งผล็อยหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนให้แก่พี่เลี้ยงเด็ก น้ำเสียงอันแหบพร่าของชายชราอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว “พาคุณชายน้อยกลับไปนอนพักผ่อนในห้องเถอะ ระวังอย่าให้เด็กตื่นล่ะ”
หลังจากพี่เลี้ยงอุ้มเด็กน้อยเดินแยกตัวออกไปแล้ว หนิงเทียนเฉิงก็ล้วงหยิบนามบัตรเคลือบทองคำแท้แผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน
เขาประคองนามบัตรใบนั้นด้วยสองมือ ก่อนจะยื่นส่งให้แก่เซี่ยจือหนิงด้วยท่าทีนอบน้อมและให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง “คุณหนูเซี่ย นี่คือนามบัตรที่มีเบอร์โทรศัพท์และช่องทางติดต่อส่วนตัวของผมครับ”
“นับจากนี้ไป หากคุณมีเรื่องเดือดร้อนอันใด หรือต้องการความช่วยเหลือสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทในเครือตระกูลหนิง ขอเพียงคุณเอ่ยปากมาคำเดียว ผมหนิงเทียนเฉิงจะจัดการให้เต็มกำลังความสามารถทันที!”
สายตาของบรรดาแขกเหรื่อรอบข้างที่ยังคงยืนสังเกตการณ์อยู่ต่างแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนอิจฉาตาร้อน
นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่พวกเขาได้เห็นผู้นำตระกูลหนิง ผู้ทรงอิทธิพลระดับแถวหน้าในวงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ แสดงท่าทีเคารพนับถือและซาบซึ้งใจต่อเด็กสาวรุ่นลูกรุ่นหลานถึงเพียงนี้
“นายท่านหนิงเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ”
เซี่ยจือหนิงยื่นสองมือออกไปรับนามบัตรอันทรงคุณค่าใบนั้นมาถือไว้ ขณะที่สมองอันปราดเปรียวเริ่มวางแผนการในใจอย่างเงียบเชียบ
ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทตระกูลหนิงคือยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง ทั้งยังมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำอยู่ในเครืออีกนับไม่ถ้วน
คราวนี้ ปัญหาเรื่องงบประมาณในการบูรณะซ่อมแซมสวนสัตว์เซินอวี่ที่ทรุดโทรมก็พลอยมีทางออกอันสดใสแล้ว
อีกทั้งยังสามารถขอคำปรึกษาและใช้วัสดุชั้นดีมาปรับปรุงกรงขังและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ให้แก่พวกสัตว์ตัวน้อยทั้งหลายได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
“คุณตำรวจจี้ครับ” หนิงเทียนเฉิงหมุนตัวหันกลับมาหาจี้ซูอวิ๋น พร้อมกับยื่นมือเข้ามากุมมือของนายตำรวจหนุ่มไว้อย่างอบอุ่นและแน่นแฟ้น “ผมจะสั่งให้ฝ่ายบริหารจัดทำป้ายเชิดชูเกียรติและหนังสือขอบคุณอย่างเป็นทางการส่งตรงไปยังสำนักงานตำรวจนครบาล เพื่อประกาศเกียรติคุณความกล้าหาญและความสามารถของคุณให้ทุกคนได้รับรู้ครับ!”
จี้ซูอวิ๋นยังคงรักษากิริยาสุภาพสุขุมตามแบบฉบับของตนเอง “นี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตำรวจอย่างพวกเราพึงกระทำอยู่แล้วครับ”
ในทางกลับกัน “ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนและคลี่คลายคดีระดับประเทศ” อย่างเซี่ยเจิง ซึ่งนายท่านผู้เฒ่าตระกูลกู้ถึงกับสั่งการให้ส่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไปรับตัวมาเป็นกรณีพิเศษ กลับทำได้เพียงยืนเก้ๆ กังๆ หน้าถอดสีอยู่ข้างเสา กลายสภาพเป็นเพียงฉากหลังที่ไร้ใครเหลียวแลไปโดยปริยาย
นายตำรวจสายสืบอีกสองนายที่เซี่ยเจิงพาติดตามมาด้วย ต่างก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจและกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่แพ้กัน
หากก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์เซี่ยยอมลดทิฐิลง แล้วยอมรับความร่วมมือจากที่ปรึกษาพิเศษอย่างเซี่ยจือหนิง ป่านนี้คดีสะเทือนขวัญนี้คงคลี่คลายได้อย่างงดงามไปตั้งนานแล้ว และพวกเขาก็คงได้มีส่วนร่วมในผลงานชิ้นสำคัญนี้ไปด้วย
ในจังหวะนั้นเอง ประตูด้านนอกก็เปิดกว้างออก เจ้าหน้าที่อารักขาร่างใหญ่คุมตัวชายสองคนเดินก้าวเข้ามาในห้องโถง
คนหนึ่งคือฆาตกรตัวจริงในชุดสูทลายตาราง ส่วนอีกคนคือชายท่าทางหื่นกามที่เซี่ยจือหนิงจับกุมตัวไว้ได้ในป่าสน
ทันทีที่เซี่ยชิงชิงเหลือบไปเห็นใบหน้าของชายทั้งสองคนอย่างชัดเจน สีหน้าของเธอก็พลันซีดเผือด หญิงสาวรีบก้าวถอยหลังไปหลายก้าวอย่างลนลาน ก่อนจะแทรกตัวแอบหลบอยู่ด้านหลังฝูงชนเพื่อหลีกเลี่ยงสายตา
เซี่ยจือหนิงยกนิ้วชี้ตรงไปยังชายสวมสูทลายตาราง “ผู้ชายคนนี้แหละค่ะ คือคนร้ายที่ลงมือสังหารลูกสะใภ้ของท่าน”
ดูเหมือนว่าหนิงเทียนเฉิงจะจดจำใบหน้าของคนผู้นี้ได้ในทันที ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนกและเหลือเชื่อ “ทำไมถึงเป็นแกไปได้!”
เนื่องจากผู้เสียชีวิตควรได้รับการเคารพ และเซี่ยจือหนิงเองก็ต้องการรักษาหน้าตาและเกียรติยศของนายท่านหนิงเอาไว้ เธอจึงไม่ได้เปิดโปงความสัมพันธ์ชู้สาวอันอื้อฉาวระหว่างชายผู้นี้กับวังพ่านผู้ตายท่ามกลางสายตาผู้คนจำนวนมาก
เด็กสาวเพียงขยับเข้าไปกระซิบบอกเล่าข้อเท็จจริงให้จี้ซูอวิ๋นฟัง ว่ากระรอกน้อยผู้เป็นพยานปากเอกในที่เกิดเหตุเห็นชายคนนี้ลอบเข้าไปในห้องพักของผู้ตายแบบไหน และแอบปีนหน้าต่างหลบหนีออกมาทางทิศทางใด
กู้ไหวเหย่ปรายตามองสถานการณ์รอบด้าน ก่อนจะเชิดคางส่งสัญญาณให้แก่หัวหน้าเจ้าหน้าที่อารักขาส่วนตัว
เจ้าหน้าที่เข้าใจคำสั่งได้ในทันที จึงเริ่มเดินเข้าไปประสานงานและเชิญตัวแขกเหรื่อรวมถึงผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในห้องโถงให้แยกย้ายกลับไปพักผ่อนยังห้องพักของตนเอง
จี้ซูอวิ๋นเปิดดูเอกสารรายชื่อแขกที่พ่อบ้านนำมาส่งมอบให้ “คนร้ายคนนี้ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบแขกที่ได้รับเชิญ นายท่านหนิงรู้จักมักคุ้นกับเขาหรือครับ”
“มันชื่อเฉินเหอเซิ่ง เป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวไร้ประโยชน์ของลูกชายฉันเอง!”
หนิงเทียนเฉิงชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้นจนหนวดเคราสั่นระริก “แกชักชวนลูกชายฉันไปมัวเมาในบ่อนการพนันยังไม่หนำใจ ตอนนี้ยังกล้าเหิมเกริมคิดจะลักพาตัวหลานชายของฉันไปเรียกค่าไถ่อีกงั้นหรือ!”
ทว่าเฉินเหอเซิ่งกลับเชิดหน้าขึ้นตอบโต้อย่างไม่สะทกสะท้าน “ลูกชายของแกเคยเห็นฉันเป็นเพื่อนแท้สักครั้งที่ไหนกัน!”
“ตระกูลหนิงของพวกแกมีทรัพย์สินเงินทองกองท่วมหัว เจียดเศษเงินมาให้ฉันใช้หนี้บ้างมันจะตายหรือไง!”
ดวงตาของเฉินเหอเซิ่งแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย อารมณ์คุ้มคลั่งชี้ชัดว่าเขาสูญเสียสติสัมปชัญญะไปหมดสิ้นแล้ว “พวกเจ้าหนี้ตามล่าจะเอาชีวิตฉันอยู่รอมร่อ พวกแกเห็นคนกำลังจะตายอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับแล้งน้ำใจไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วย!”
หนิงเทียนเฉิงได้ยินข้ออ้างหน้าด้านๆ เช่นนั้นก็ยิ่งเดือดดาลจนความดันพุ่งสูง “เงินทองทุกบาททุกสตางค์ของตระกูลหนิง ล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายที่ฉันตรากตรำหามาเองทั้งชีวิต!”
“แกจะติดหนี้พนันจนตัวตายมันก็เป็นเรื่องของแก แต่ทำไมแกถึงต้องลงมือฆ่าลูกสะใภ้ของฉันด้วย!”
เฉินเหอเซิ่งแค่นหัวเราะในลำคอด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “เรื่องนั้นแกก็ต้องไปถามลูกสะใภ้แสนดีของแกเองสิ ลองทายดูหน่อยไหมล่ะว่าฉันแอบลอบเข้ามาในคฤหาสน์ซงเจียนที่มีระบบป้องกันแน่นหนาแห่งนี้ได้ยังไง”
ใบหน้าชราของหนิงเทียนเฉิงพลันขาวซีดราวกับกระดาษ
“นังนั่นมันไม่ยอมให้ฉันพาตัวเข่อเข่อที่เป็นขุมทรัพย์เคลื่อนที่ไป มันถึงได้บีบคั้นให้ฉันต้องลงมือปิดปาก!”
เมื่อเฉินเหอเซิ่งตระหนักดีว่าตนเองจนมุมและไม่มีหนทางรอดอีกต่อไป เขาจึงไม่คิดจะหวาดกลัวหรือปิดบังสิ่งใดอีก
หนิงเทียนเฉิงโกรธจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม ก่อนจะสบถด่าออกไปด้วยความชิงชัง “ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย!”
กู้ไหวเหย่โบกมือสั่งการให้เจ้าหน้าที่นำตัวฆาตกรใจเหี้ยมออกไปคุมขังไว้ในห้องนิรภัยก่อน เพื่อรอให้รถตำรวจจากตีนเขาเดินทางขึ้นมารับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
“คนเมื่อครู่นี้คือฆาตกร แล้วไอ้หมอนี่ล่ะ” หนิงเทียนเฉิงชี้ไปยังชายอีกคนที่ถูกมัดมือไพล่หลัง หน้าอกของชายชรายังคงกระเพื่อมไหวด้วยแรงโทสะ
จากการสังเกตพฤติกรรมตั้งแต่แรก จี้ซูอวิ๋นมั่นใจอย่างยิ่งว่า ชายลามกคนนี้กับฆาตกรไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในคดีลักพาตัว
จี้ซูอวิ๋นจึงเอ่ยปากชี้แจง “นายท่านหนิงครับ ท่านวางใจแล้วกลับไปพักผ่อนดูแลสุขภาพก่อนเถอะครับ ชายผู้นี้เป็นผู้ต้องหาในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งผมจะสอบสวนด้วยตนเอง”
หนิงเทียนเฉิงมีอายุมากแล้ว อีกทั้งค่ำคืนนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์บีบหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายจึงเริ่มอ่อนล้าจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ชายชราจึงพยักหน้ารับอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมผู้ติดตาม
เมื่อคล้อยหลังผู้คน จี้ซูอวิ๋นก็ตวัดปลายเท้าเตะเข้าที่ข้อพับหัวเข่าของชายคนนั้นอย่างจัง พร้อมกับตวาดถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “บอกชื่อมา!”
ชายคนนั้นทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ถูกท่อนแขนแข็งแกร่งของจี้ซูอวิ๋นกดตรึงไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ “ผมชื่อ สวี่เจ๋อครับ”
“คุณตำรวจครับ เมตตาผมด้วยเถอะ ผมก็แค่ออกมาเดินสูบบุหรี่แก้เซ็งเท่านั้นเอง”
สวี่เจ๋อละล่ำละลักแก้ตัวจนลิ้นแทบจะพันกัน “พอเดินเข้าไปในป่าสนแล้วเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่คนเดียว จู่ๆ หน้ามืดตามัวเพราะผีผลัก แต่สาบานได้เลยครับว่าผมยังไม่ได้แตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว!”
เขายังคงพยายามดิ้นรนหาทางรอดตามข้อกฎหมาย “เรื่องแบบนี้ อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่คดีก่อความวุ่นวายและประพฤติตนไม่เหมาะสม โดนสั่งกักตัวแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง”
จี้ซูอวิ๋นเค้นยิ้มเย็นชา “เหอะ ศึกษาข้อกฎหมายมาละเอียดยิบเลยนี่” ชายหนุ่มออกแรงบดข้อมือของอีกฝ่ายหนักขึ้นจนสวี่เจ๋อร้องโอดโอย
เมื่อเซี่ยจือหนิงได้ยินว่าชายคนนี้มีนามสกุลว่าสวี่ เธอก็นึกเชื่อมโยงไปถึงสวี่เหยา ลูกสมุนคนสนิทของเซี่ยชิงชิงขึ้นมาได้ในทันที
เธอรู้ดีว่าชายคนนี้เป็นเพียงเบี้ยล่าง คงไม่มีทางยอมปริปากซัดทอดผู้บงการง่ายๆ ในตอนนี้แน่ จึงเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของพี่ชายเบาๆ “พี่คะ ค่อยส่งตัวเขาไปดำเนินคดีที่โรงพักพร้อมกันในวันพรุ่งนี้เถอะค่ะ”
“ส่งเขาเข้าไปดัดสันดานในห้องกักขังสักสองสามวัน ให้รู้จักเข็ดหลาบเสียบ้าง”
เซี่ยจือหนิงแอบส่งสายตาเป็นสัญญาณลึกลับให้จี้ซูอวิ๋น นายตำรวจหนุ่มเข้าใจความคิดของน้องสาวได้ในเสี้ยววินาที จึงยอมพยักหน้าแล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่อารักขานำตัวสวี่เจ๋อไปควบคุมไว้ต่างหาก
“วันที่เขาได้รับการปล่อยตัวออกจากสถานกักกัน พี่อย่าลืมส่งข่าวบอกฉันด้วยนะคะ ฉันจะส่งพวกสัตว์ตัวเล็กๆ ไปคอยเกาะติดจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาเอง”
จี้ซูอวิ๋นหันกลับมามองใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดของน้องสาว คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความกังวลใจ “จือหนิง ตอนนี้เธอต้องรีบกลับไปนอนพักผ่อนเดี๋ยวนี้เลย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไว้ด้วยความห่วงใยและเจ็บปวดใจอย่างลึกซึ้ง
เซี่ยจือหนิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายโดยไม่คิดดื้อดึงอีกต่อไป ร่างกายของเธออ่อนเพลียจนแทบจะหมดแรงก้าวเดินแล้วจริงๆ
พ่อบ้านใหญ่ตระกูลกู้จัดเตรียมห้องพักรับรองที่สะดวกสบายให้แก่จี้ซูอวิ๋น ส่วนร่างสูงของกู้ไหวเหย่นั้น ปลีกตัวเดินหายออกไปอย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
ในขณะที่เซี่ยจือหนิงกำลังลากฝีเท้าอันหนักอึ้งเดินมาจนถึงหน้าห้องพักของตนเอง พนักงานบริการคนหนึ่งก็เข็นรถอาหารคันหรูมาหยุดลงตรงหน้าพอดี “คุณหนูเซี่ยครับ อาหารมื้อดึกรอบพิเศษของคุณมาส่งแล้วครับ”
เมื่อเปิดฝาครอบกระเบื้องเคลือบเนื้อดีออก กลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กเนื้อไก่ฉีกตุ๋นพุทราจีนร้อนๆ ก็ลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก ชวนให้น้ำลายสอ
เซี่ยจือหนิงชะงักไปชั่วครู่ “แต่ฉันไม่ได้สั่งอาหารมื้อดึกเลยนี่คะ”
“ทางห้องครัวใหญ่ได้รับคำสั่งพิเศษให้นำมาส่งให้คุณหนูโดยเฉพาะครับ”
พนักงานบริการค้อมตัวอธิบายด้วยความนอบน้อม “มีคำสั่งแจ้งมาว่า ค่ำคืนนี้คุณหนูยังไม่มีโอกาสได้รับประทานอาหารมื้อค่ำเลยแม้แต่คำเดียวครับ”
บนถาดเงินข้างชามโจ๊ก ยังมียาเม็ดบำรุงที่ถูกจัดแบ่งใส่ซองไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย วางเคียงคู่กับกระดาษโน้ตสีขาวพับครึ่งแผ่นหนึ่ง
เธอคลี่แผ่นกระดาษออกอ่าน ข้อความสั้นๆ ถูกเขียนด้วยลายมือหนักแน่นเฉียบคม 【หากรู้สึกว่ามีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้รับประทานหนึ่งเม็ดทันที】 เส้นสายลายมือนั้นตวัดคมกริบประดุจคมดาบ ทว่ากลับไม่มีการลงชื่อผู้ส่งไว้แต่อย่างใด
ทว่าเพียงแค่กวาดสายตามองดูลายมือนั้น เซี่ยจือหนิงก็สามารถคาดเดาได้ทันทีว่าใครคือคนที่ส่งโจ๊กชามนี้มาให้
นอกจากกู้ไหวเหย่ ชายหนุ่มผู้เคยเป็นอดีตแพทย์ทหารในสนามรบคนนั้นแล้ว จะมีใครอื่นอีกที่เขียนใบสั่งยาด้วยลายมือพลิ้วไหวและเด็ดขาดได้เช่นนี้
แต่ทำไมจู่ๆ คนเย็นชาพันธุ์นั้นถึงได้นึกใจดี สั่งอาหารบำรุงมาให้เธอกันล่ะ
เซี่ยจือหนิงยืนครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียว ก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจในที่สุด
ในเวลานี้ เธอคือนักสื่อสารกับสัตว์เพียงคนเดียวบนโลกที่รู้วิธีรักษาอาการคลั่งของเจ้าดาวทมิฬ กู้ไหวเหย่คงกลัวว่าเธอจะชิงเป็นลมตายเพราะความหิวโหยไปเสียก่อนที่จะได้ช่วยรักษาสุนัขตัวโปรดของเขานั่นเอง
—
เช้าตรู่วันถัดมา แสงแดดอบอุ่นเริ่มสาดส่อง เส้นทางสัญจรลงจากภูเขาก็ได้รับการเคลียร์หินดินถล่มจนเปิดใช้งานได้ตามปกติ บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันทยอยขึ้นรถเดินทางออกจากคฤหาสน์ซงเจียนอย่างเร่งรีบ ไม่มีใครคิดอยากจะรั้งอยู่ต่อในสถานที่ที่เพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญเช่นนี้อีก
ตั้งแต่เช้ามืด รถสายตรวจของตำรวจก็นำตัวฆาตกรเดินทางกลับไปยังสำนักงานตำรวจเพื่อสอบสวนดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ และเนื่องจากจี้ซูอวิ๋นเป็นนายตำรวจผู้ลงมือจับกุมคนร้ายด้วยตนเอง เขาจึงต้องร่วมขบวนเดินทางกลับไปพร้อมกันด้วย
เซี่ยจือหนิงเดินย้อนกลับมายังผืนป่าสนด้านหลังคฤหาสน์ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเมื่อคืนที่ผ่านมา
เธอยังคงไม่ลืมเจ้าค้างคาวอ้วนที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยนำฝูงมาช่วยเหลือเธอ เพราะเธอได้รับปากกับมันเอาไว้เป็นมั่นเหมาะว่าจะช่วยดูแลเรื่องการลดน้ำหนักให้มัน
เด็กสาวแหงนหน้าขึ้นพลางส่งเสียงร้องเรียกเบาๆ เข้าไปในดงสน “ค้างคาวน้อย เจ้ายังอยู่แถวนี้ไหม”
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ เสียงสะบัดปีกพึ่บพั่บก็ดังแว่วมาจากพุ่มไม้หนาทึบ เจ้าค้างคาวตัวกลมป้อมกระพือปีกอย่างสุดกำลัง บินตรงเข้ามาเกาะลงบนกิ่งไม้ตรงหน้าเธออย่างรวดเร็ว
[พี่สาวสัตวแพทย์ ฉันกำลังนอนหลับสบายอยู่พอดีเลย]
“ฉันกำลังจะเดินทางลงจากเขาแล้วนะ” เซี่ยจือหนิงส่งยิ้มอ่อนโยนให้มัน “ถ้าเจ้าอยากลดน้ำหนักและมีสุขภาพแข็งแรงจริงๆ ก็สามารถเดินทางกลับไปอยู่ที่สวนสัตว์กับฉันได้”
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน ฉันคงไม่สามารถอยู่คอยรักษาและควบคุมอาหารให้เจ้าที่นี่ได้ตลอดไปหรอกนะ”
เจ้าค้างคาวอ้วนพยักหน้าหงึกหงักทันทีโดยปราศจากความลังเล [ฉันอยากไปอยู่กับพี่สาวสัตวแพทย์ด้วย!]
เซี่ยจือหนิงมองดูท่าทางกระตือรือร้นของมันแล้วก็อดเป็นกังวลไม่ได้ หากพาตัวทายาทหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลค้างคาวไปเช่นนี้โดยไม่บอกกล่าว คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ “เจ้าไม่ต้องไปบอกลาหรือปรึกษาครอบครัวก่อนหรือไง”