ตอนที่ 4 เซี่ยเจิงมาแล้ว
ตอนที่ 4 เซี่ยเจิงมาแล้ว
จี้ซูอวิ๋นยังแทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น พอ ๆ กับน้องสาวนั่นแหละ
เขาเป็นห่วงอาการป่วยของเธอจึงรีบเดินทางมาดู ใครจะคิดว่ามาถึงห้องเช่าแล้วกลับจับผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ได้คาห้อง! ผู้ต้องหาคดีสำคัญของสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง ตอนนี้ถูกเขากดอยู่บนพื้นแล้ว
แทบไม่ต้องเปลืองแรงด้วยซ้ำ แค่นั่งรอ อีกฝ่ายก็เดินมาส่งตัวให้ถึงหน้าประตูเอง
โจวจื่อเฟิงที่ถูกกดอยู่บนพื้นเหลือบมองสองพี่น้อง แยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเจ็บแค้น “พวกแกนั่งรอให้ฉันมาหาถึงที่งั้นเหรอ?”
สีหน้าเขามีทั้งความตกตะลึงและความไม่ยอมรับ ราวกับยังทำใจไม่ได้ว่าตัวเองพลาดท่าจนถูกจับง่าย ๆ แบบนี้ “พวกแกหาเจอได้ยังไงวะ?”
เซี่ยจือหนิงไม่คิดจะอธิบายให้ฟัง หยิบขนมที่พี่ชายซื้อมาแบ่งให้พี่น้องกระรอกบนขอบหน้าต่างแทน สายข่าวตัวจ้อยช่วยขนาดนี้ ก็ต้องมีรางวัลกันหน่อย
“นี่แหละ ทำชั่วมากเข้า สุดท้ายก็เดินมาหาจุดจบเอง!”
เมื่อเธอไม่ยอมพูด โจวจื่อเฟิงก็แค่นเสียงเย็น พ่นคำด่าทอออกมาไม่หยุด
เซี่ยจือหนิงไม่ชายตาไปหาแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้พี่ชายแท้ ๆ ฝีมือไม่ธรรมดาอยู่ข้างเธอ คนร้ายก็ถูกกดอยู่บนพื้น จะให้เธอกลัวอะไรอีก! จะด่าให้คอแตกก็ช่าง เมื่อกี้เขายังเป็นคนที่ทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น แต่ตอนนี้คำด่าของเขาทำให้เธอกลัวแบบนั้นไม่ได้แล้ว
ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ในสายตาเธอตอนนี้ไม่ต่างจากลูกแกะอ้วนพีที่รอถูกเชือด ไม่สิ...เงินห้าแสนหยวนที่ดิ้นได้ต่างหาก!
“พี่ เราจะจัดการเขายังไงต่อคะ?”
“แล้วเมื่อไหร่จะไปรับเงินรางวัลได้!”
พอนึกถึงเงิน ดวงตาเซี่ยจือหนิงก็ลุกวาว ถามจ้อไม่หยุด ความตื่นเต้นพาเธอไปไกลจนเหมือนลืมไปแล้วว่าตัวเองเพิ่งเฉียดตาย คำว่า ‘เงินรางวัล’ วนอยู่ในหัว จะได้รับเมื่อไหร่ ต้องทำยังไงบ้าง เธออยากรู้ไปหมดแล้ว!
“ใจเย็นก่อน พี่ต้องโทรรายงานผู้บังคับบัญชา”
มุมปากจี้ซูอวิ๋นค่อย ๆ โค้งขึ้น น้องสาวตัวน้อยเห็นเงินเป็นไม่ได้จริง ๆ เมื่อกี้ยังกลัวจนแทบไม่เป็นตัวเอง ตอนนี้เอาแต่ถามเรื่องไปรับรางวัลแล้ว
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา อธิบายอย่างอดทน “ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ต้องส่งให้สำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง ทางนั้นให้ความสำคัญกับคดีนี้มาตลอด”
แต่ยังไม่ทันกดโทรออก โทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นก่อน
เหล่าหลี่ เพื่อนร่วมงานของเขา โทรมา พอรับสาย เสียงร้อนรนก็พุ่งเข้าหู “เสี่ยวจี้ นายไปไหนมา? ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับสถานีอีก!”
คำเตือนรัวออกมาจนแทบไม่มีจังหวะหายใจ “รองหัวหน้าสถานีไม่ชอบขี้หน้านายมาตั้งนาน คราวนี้เขาจับจุดอ่อนได้แล้ว!”
“บอกว่านายลางานโดยไม่มีเหตุผลสมควร จะลงโทษทางวินัย หักค่าตอบแทนตามผลงาน แล้วยังจะประกาศตำหนิอีก!”
จี้ซูอวิ๋นกลับตอบอย่างใจเย็น “เหล่าหลี่ ฉันมาเยี่ยมน้องสาวที่ป่วย อยู่เขตฉางซาน กลับไปไม่ทันจริง ๆ”
“ทำไมนายไปไกลขนาดนั้นล่ะ!” เสียงเหล่าหลี่สิ้นหวัง “จบกัน กลับมาไม่ทันแน่ คราวนี้รองหัวหน้าต้องเล่นงานนายยับ!”
จี้ซูอวิ๋นเหลือบมองผู้ต้องหาบนพื้น “เหล่าหลี่ ฉันจับโจวจื่อเฟิงได้ที่นี่”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่ได้ต่างจากตอนบอกว่ากลับสถานีไม่ทันเลย
ปลายสายเงียบกริบไปครู่หนึ่ง คนที่เมื่อกี้ยังพูดรัวอย่างร้อนใจกลับไม่มีเสียงตอบ ราวกับชื่อโจวจื่อเฟิงทำให้คำพูดที่เตรียมไว้หายไปหมด
“อะไรนะ?!”
เสียงเหล่าหลี่ระเบิดขึ้นจนแทบแตกพร่า “นายไปเยี่ยมน้องสาวที่ป่วย แล้วจับโจวจื่อเฟิง ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ได้งั้นเหรอ?!”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมนายพูดเหมือนแวะไปซื้อผักกาดขาวมาหัวหนึ่งล่ะ!”
จี้ซูอวิ๋นบอกต่อ “รองหัวหน้าอยู่ข้าง ๆ นายพอดี ฝากบอกเขาหน่อย”
มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย “ให้รองหัวหน้ารายงานหน่วยงานระดับสูง แล้วส่งคนมารับตัวผู้ต้องหาไป ฉันจะส่งที่อยู่ละเอียด ๆ ให้นายเดี๋ยวนี้”
ความกังวลของเหล่าหลี่หายวับ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นจนแทบหยุดไม่อยู่ “นายมันแน่มาก! ฉันว่าแล้ว คนที่ประวัติการทำงานยอดเยี่ยมอย่างนาย จะถูกส่งมาอยู่สถานีตำรวจตำบลคอยจัดการเรื่องจุกจิกไปตลอดได้ยังไง!”
“แค่กลับบ้านรอบเดียวก็จับผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ได้! ทองแท้อยู่ที่ไหนก็เปล่งประกายจริง ๆ คราวนี้นายได้ก้าวหน้าแน่ ความดีความชอบส่วนบุคคลชั้นสามไม่หนีไปไหนแล้ว!”
“รออยู่นั่นนะ ฉันจะไปทวงความดีความชอบให้นายเดี๋ยวนี้เลย!”
...
เซี่ยจือหนิงฟังจนจบก็มองพี่ชายอย่างคาดหวัง “พี่คะ จับผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A ได้แล้ว พี่จะได้ย้ายกลับมาทำงานในเมืองไหม?”
เธอเห็นฝีมือฉับไวของเขากับตาเมื่อกี้ คนเก่งขนาดนี้ต้องอยู่หมู่บ้าน คอยช่วยชาวบ้านตามหาวัวจับไก่ทุกวัน มันเสียของเกินไปแล้ว!
พอพูดถึงย้ายงาน หว่างคิ้วจี้ซูอวิ๋นก็ขมวดเข้าหากันนิดเดียว แทบมองไม่ออก “ยังไม่แน่หรอก”
แต่เซี่ยจือหนิงจับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ เธอโตมาในตระกูลเซี่ยอย่างระมัดระวัง ต้องคอยอ่านสีหน้าคนอื่นจนเป็นนิสัย ต่อให้แค่ชั่วพริบตาก็ไม่พ้นสายตา รอยขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำว่า ‘ยังไม่แน่’ ทำให้ความหวังที่จะเห็นเขาย้ายกลับเมืองชะงักลง ดูท่าเรื่องจัดสรรตำแหน่งงานของพี่ชายจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่คิด
“ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยวันนี้เงินรางวัลห้าแสนของเราก็แน่นอนแล้ว!”
เธอตบหลังเขาเบา ๆ ปลอบอย่างร่าเริง ในเมื่อเรื่องย้ายงานยังตอบไม่ได้ ก็ยังมีเรื่องน่ายินดีตรงหน้านี่แหละ
จี้ซูอวิ๋นคลี่ยิ้ม “อืม คืนนี้น้องสาวพี่ทำผลงานเด่นที่สุดเลยนะ!”
“ไม่ ๆ” เซี่ยจือหนิงดีดนิ้วดังเป๊าะ “ต้องบอกว่าพี่น้องอย่างเราประสานงานกันดีต่างหาก!”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในห้องเช่า ความเกร็งและความห่างเหินที่กั้นพี่น้องเพิ่งรู้จักกันค่อย ๆ สลายไปในค่ำคืนนี้ พวกเขาเริ่มคุยกันได้อย่างสนิทใจแล้ว คำว่า ‘เรา’ ในประโยคของเซี่ยจือหนิงช่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนความลังเลตอนเพิ่งพบหน้า ตอนนี้ความดีใจเป็นของพี่น้องทั้งคู่
จี้ซูอวิ๋นยัดผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งใส่ปากโจวจื่อเฟิง ป้องกันไม่ให้กัดลิ้นฆ่าตัวตาย ก่อนบอกเรียบ ๆ “ตอนนี้ก็รอสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิงส่งคนมา”
——
คฤหาสน์ตระกูลเซี่ย
เซี่ยเจิง พี่ใหญ่ของตระกูลเซี่ยและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการสืบสวนคดีอาญาประจำสำนักงานตำรวจเมืองเจียงเฉิง นั่งปอกแอปเปิลให้น้องสาวอยู่ข้างเตียงอย่างเอาอกเอาใจ
พอเหลือบเห็นขาขวาที่เข้าเฝือกของเซี่ยชิงชิง แววตาก็เต็มไปด้วยความสงสาร ภาพน้องสาวเจ็บอยู่ตรงหน้าตอกย้ำความโกรธที่เขามีต่อคนที่เชื่อว่าเป็นผู้ทำร้ายเธอ “ชิงชิง เธอใจดีเกินไปแล้ว ความจริงควรส่งเซี่ยจือหนิงเข้าคุกข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนาไปเลยด้วยซ้ำ”
เซี่ยชิงชิงเอนอยู่บนเตียง ผมนุ่มสลวยแผ่กระจายอยู่ด้านหลัง ท่าทางบอบบางแต่ดื้อรั้นเหมือนดอกพุดซ้อนกลางสายฝน ชวนให้คนที่เห็นอดสงสารไม่ได้
เธอส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงใจกว้าง “พี่ใหญ่ ปล่อยไปเถอะค่ะ ยังไงจือหนิงก็เคยเป็นคนในครอบครัว อยู่กับพวกพี่มาตั้งยี่สิบกว่าปี ฉันไม่อยากให้ทุกคนต้องลำบากใจไปมากกว่านี้”
“ชิงชิง เธอรู้จักคิดถึงคนอื่นเกินไปแล้วจริง ๆ ไม่เหมือนเซี่ยจือหนิง รายนั้นนับวันก็ยิ่งหาเรื่องไร้เหตุผล!”
เขาใส่แอปเปิลที่ปอกแล้วลงในมือน้องสาวอย่างเอ็นดู เธอเจ็บอยู่แท้ ๆ ยังห่วงว่าคนอื่นจะลำบากใจ ความใจกว้างแบบนั้นทำให้เขายิ่งปวดใจแทน น้องสาวแท้ ๆ รู้ความถึงขนาดนี้ ก่อนหน้านั้นเธอต้องลำบากมากแค่ไหนกัน ในครอบครัวยากจนที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่เหลืออยู่แล้ว?
แค่คิด เซี่ยเจิงก็ยิ่งสงสารเธอ
ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตาเซี่ยชิงชิงแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว “พี่ใหญ่ จือหนิงเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ความโกรธของเซี่ยเจิงก็ปะทุขึ้นอีก “วันนี้เธออยากเรียกร้องความสนใจจากพี่ อยากให้รับกลับตระกูลเซี่ย ถึงขั้นกุเรื่องแจ้งความเท็จ!”
“โกหกว่ามีเบาะแสโจวจื่อเฟิง ผู้ต้องหาตามหมายจับระดับ A!”
เซี่ยชิงชิงเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “จือหนิงทำแบบนั้นได้ยังไงคะ? ก็รู้อยู่แล้วว่าพี่ใหญ่ทุ่มเททั้งแรงทั้งใจตามคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของโจวจื่อเฟิงมาตลอด...ยังเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นอีก”
น้องสาวแท้ ๆ ที่เพิ่งได้กลับมา ทั้งเอาใจใส่ ทั้งรู้จักคิด ยิ่งฟัง เซี่ยเจิงก็ยิ่งมั่นใจว่าเธอดีแค่ไหน “ชิงชิง มีแต่เธอนี่แหละที่รู้จักผิดชอบชั่วดี”
โทรศัพท์ของเซี่ยเจิงสั่นครืดขึ้น เป็นสายด่วนจากหยางจื้อซาน หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาญา
เขารีบรับ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที “หัวหน้าหยาง เกิดคดีอีกแล้วเหรอครับ?”
“อะไรนะครับ? จับโจวจื่อเฟิงได้แล้ว?”
“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
พอวางสาย ความตื่นเต้นยินดีก็ปรากฏบนใบหน้า “ชิงชิง ในที่สุดโจวจื่อเฟิง ฆาตกรต่อเนื่องที่พี่ตามล่ามาครึ่งปี ก็ถูกจับได้วันนี้!”
“พี่ต้องรีบไปที่เกิดเหตุเดี๋ยวนี้ เธออยู่บ้านดี ๆ นะ อยากได้อะไรก็โทรบอกพี่”
เซี่ยชิงชิงยิ้มอ่อนหวาน “ดีจริง ๆ พี่ใหญ่รีบไปเถอะค่ะ!”
“เห็นไหมคะ ความพยายามไม่เคยทรยศใคร ต้องเป็นเบาะแสที่พี่ใหญ่วิเคราะห์กลั่นกรองมาตลอดครึ่งปี ออกดอกออกผลวันนี้แน่ ๆ!”
คำเยินยอทำให้เซี่ยเจิงฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม คดีที่ทำให้ปวดหัวมาครึ่งปีมีข่าวจับกุมแล้ว และน้องสาวก็ยังเชื่อมั่นในความพยายามของเขาถึงขนาดนี้! เขารีบขับรถตรงไปยังที่อยู่ที่หัวหน้าหยางส่งมาให้
แต่พอจอดรถในชุมชนแออัดกลางเมืองอันทรุดโทรม หว่างคิ้วก็ขมวดด้วยความรังเกียจ เขาเดินขึ้นตึกพร้อมหัวหน้าหยาง อดถามไม่ได้ “ที่ซอมซ่อแบบนี้เป็นที่กบดานของโจวจื่อเฟิงเหรอครับ?”
หยางจื้อซานส่ายหน้า “ไม่ใช่ โจวจื่อเฟิงคิดจะก่อเหตุกับเด็กสาวคนหนึ่งที่พักอยู่ที่นี่”
“แต่ตอนกำลังจะลงมือ พี่ชายเด็กสาวก็อยู่ด้วยพอดี เป็นตำรวจประจำสถานีตำรวจตำบล เลยสยบโจวจื่อเฟิงได้ในทีเดียว”
“ตำรวจประจำสถานีตำบล?” เซี่ยเจิงคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว แววดูแคลนวาบผ่านดวงตา “ที่แท้ก็แค่โชคดี ฟลุกเจอผู้ต้องหาเท่านั้นเอง”
คุยกันมาเรื่อย ๆ ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าห้อง 203 บนชั้นสองโดยไม่รู้ตัว