LNCrawler

ตอนที่ 56 ตื่นมาแรงไปหน่อย เห็นแบทแมนตัวจริงเสียแล้ว

ลูกสาวตัวปลอมขอลา! จากนี้จะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เป็นสัตวแพทย์ผู้ได้ยินเสียงสัตว์ — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 56 ตื่นมาแรงไปหน่อย เห็นแบทแมนตัวจริงเสียแล้ว

บรรยากาศภายในห้องชุดหรูหราเวลานี้ อึดอัดและตึงเครียดเสียจนแทบจะบีบคั้นให้ลมหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตหยุดชะงัก

นอกจากคลื่นเสียงร้องแหลมสูงของค้างคาวที่ถูกเร่งระดับเสียงจนดังกึกก้องออกมาจากลำโพงมอนิเตอร์แล้ว ทั่วทั้งห้องโถงกว้างใหญ่ก็ไม่มีสุ้มเสียงอื่นใดดังเล็ดลอดออกมาอีกเลย

เซี่ยจือหนิงที่อยู่ปลายสายไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำพูดหรือขยับตัวทำเสียงกุกกัก เธอทำได้เพียงเฝ้ารอฟังเสียงอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่เสียงก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำรัวเร็วเป็นจังหวะตุบตับด้วยความร้อนรน

ในระหว่างที่คณะนักร้องประสานเสียงค้างคาวทั้งห้าตัวกำลังทุ่มสุดตัว เปล่งคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านระบบขยายเสียงเพื่อส่งสัญญาณวิกฤตเรียกพรรคพวกจากระยะไกลให้บินข้ามฟากฟ้ามาช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย—

“เอี๊ยด—”

เสียงเสียดสีของบานพับไม้เนื้อแข็งดังแว่วสะท้อนออกมาจากส่วนลึกของห้องแต่งตัว

เสียงที่ดังขึ้นแผ่วเบานั้น มีความถี่ที่แตกต่างจากคลื่นอัลตราซาวนด์อันแหลมสูงของค้างคาวอย่างสิ้นเชิง โสตประสาทการรับฟังของมนุษย์จึงสามารถจับทิศทางและจำแนกมันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

เส้นประสาททุกเส้นทั่วร่างกายของเจียงซิงโย่วพลันตึงเขม็งราวกับสายธนูที่ถูกง้างจนสุด!

นิ้วมือที่สั่นเทาพิมพ์ข้อความส่งข้ามมาทันที 【คุณหมอเซี่ยคะ เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงบานประตูตู้เสื้อผ้าเปิดออกแล้วค่ะ】

เจียงซิงโย่วกดสมาร์ตโฟนแนบชิดติดแผ่นอกไว้แน่น ตัวเครื่องโลหะอันเย็นเฉียบแทบจะฝังจมลึกลงไปในเนื้อผ้า

เสียงฝีเท้าอันเชื่องช้า หนักอึ้ง และเหนอะหนะ ค่อย ๆ ดังแว่วมาจากส่วนลึกของทางเดินเชื่อมอันมืดมิด—

“ตึก— ตึก—”

แต่ละย่างก้าวที่ทิ้งน้ำหนักลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ ฟังดูราวกับกำลังเหยียบย่ำบดขยี้ลงบนขั้วหัวใจของคนฟัง ทำให้เลือดในกายของไอดอลสาวเย็นเฉียบจนอกสั่นขวัญแขวน

เงาดำทะมึนของร่างมนุษย์ค่อย ๆ ก้าวพ้นจากเงามืดออกมาสู่แสงไฟสลัว ร่างของชายคนหนึ่งเดินหลังค่อมงุ้ม ใต้ปีกหมวกเบสบอลสีดำเก่าซอมซ่อเผยให้เห็นลำคอผอมแห้งซีดขาวส่วนหนึ่ง

เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ผิวหน้าของชายผู้นี้เหี่ยวย่นและหยาบกร้านราวกับเปลือกส้มที่ถูกแช่น้ำสกปรกจนเปื่อยยุ่ย

ลูกตาสีขุ่นมัวทั้งสองข้างกระตุกระริกและกลอกกลิ้งไปมาอย่างวิปริตไม่หยุดนิ่ง

“เสี่ยวเจียง—” ชายคนนั้นเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอ น้ำเสียงเหนียวหนืดเจือไปด้วยเสียงเสมหะชวนคลื่นไส้ “ได้เวลาซ้อมเต้นรอบดึกแล้วนะ—”

จู่ ๆ ริมฝีปากแห้งแตกของเขาก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าสยดสยอง เผยให้เห็นคราบฟันและเหงือกสีเหลืองคล้ำชวนสะอิดสะเอียน

“คุณ— คุณอย่าก้าวเข้ามานะ!” เจียงซิงโย่วส่งเสียงตวาดห้ามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่

เธอนั่งคุดคู้อยู่ข้างขอบหน้าต่างกระจก ด้านหลังคือผนังและวิวตึกสูงอันว่างเปล่า ไม่มีหนทางใดให้ถอยหนีรอดไปได้อีกแล้ว น้ำเสียงของเธอจึงเจือไปด้วยเสียงสะอื้นไห้อย่างเด่นชัด “ฉันแจ้งตำรวจไปแล้วนะ อีกไม่กี่นาทีตำรวจก็จะมาล้อมตึกนี้แล้ว!”

เซี่ยจือหนิงที่เฝ้าเงี่ยหูฟังทุกความเคลื่อนไหวผ่านปลายสาย หัวใจแทบจะหยุดเต้น เธอรีบรัวนิ้วพิมพ์ข้อความส่งไปเร่งรัดจี้ซูอวิ๋นทันที 【พี่ซูอวิ๋นคะ เร็วเข้า เร็วที่สุดเลยค่ะ!】

【คนร้ายเดินถืออาวุธประชิดตัวเหยื่อแล้ว กำลังจะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นแล้วค่ะ!】

ภายในห้องชุดหรู มือขวาที่หยาบกร้านของชายวัยกลางคนกำด้ามมีดสปริงเล่มยาวเอาไว้แน่น ปลายมีดเหล็กกล้าคมกริบสะท้อนแสงไฟเป็นประกายเย็นเยียบเยือก

“แจ้งตำรวจงั้นเหรอ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงชาตินี้ฉันก็คงไม่มีอะไรต้องเสียและไม่รอดอยู่แล้ว และที่สำคัญ ตัวเธอก็อย่าได้หวังว่าจะรอดชีวิตไปจากฉันได้เหมือนกัน”

มือซ้ายที่สั่นเทาของเขาลูบไล้อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองอย่างทะนุถนอมคลั่งไคล้ บนหน้าจอนั้นกำลังเล่นวนคลิปแฟนแคมบันทึกการแสดงสดเดี่ยวของเจียงซิงโย่วในคอนเสิร์ตล่าสุด

เห็นได้อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา ชายโรคจิตผู้นี้คือซาแซงแฟนตัวอันตรายของเจียงซิงโย่ว!

ซาแซงแฟนคือกลุ่มคนป่วยทางจิตที่คอยสะกดรอยตามศิลปิน ดักฟัง ขุดคุ้ยเรื่องราวส่วนตัวอย่างละเมิดสิทธิมนุษยชน และพร้อมจะทำทุกวิถีทางที่บ้าคลั่งเพื่อครอบครองตัวตนของไอดอลที่ตนคลั่งไคล้

“เสี่ยวเจียง ทำไมถึงไม่ยอมเปิดเพลงเต้นของเธอล่ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายผู้นั้นทั้งบิดเบี้ยว วิปริต และเต็มไปด้วยความกระหาย สายตาอันน่าขนลุกไล่สำรวจชุดวอร์มลำลองสีเรียบที่เจียงซิงโย่วสวมใส่อย่างไม่สบอารมณ์

จู่ ๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงดุร้าย “เจียงเจียง เธอสวมชุดแบบนี้แล้วดูไม่สวยเอาเสียเลย”

“ในห้องแต่งตัวของเธอมีชุดกระโปรงเวทีแสนสวยอยู่ตั้งเยอะแยะมากมาย—”

ในเวลานี้ ระยะห่างระหว่างเขากับเจียงซิงโย่วร่นกระชั้นชิดเข้ามาเหลือไม่ถึงห้าก้าว “มาสิ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนช่วยเปลี่ยนชุดสวย ๆ พวกนั้นให้เธอด้วยมือคู่นี้ของฉันเอง—”

ขณะที่ชายคนนั้นยื่นมือผอมเกร็งที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกเตรียมจะพุ่งเข้ามากระชากตัวเจียงซิงโย่วซึ่งนั่งทรุดอยู่บนพื้นนั่นเอง—

“พรึ่บพรั่บ— พรึ่บพรั่บ—”

คลื่นเสียงกระพือปีกนับร้อยนับพันก็พลันระเบิดขึ้นมาจากฟากฟ้านอกบานหน้าต่าง!

ฝูงค้างคาวป่ายามราตรีฝูงแล้วฝูงเล่า พากันบินพุ่งทะลวงผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ หลั่งไหลทะลักเข้ามาภายในห้องชุดอย่างมืดฟ้ามัวดิน!

เสียงปีกหนังบางนับร้อยคู่กระพือตีอากาศพร้อมกันเป็นเสียงหึ่งกระหึ่มชวนขนหัวลุก ราวกับแผ่นกระดาษหนานับพันแผ่นกำลังสั่นไหวและสะบัดอย่างบ้าคลั่งในพายุหมุน

เสียงก้องสะท้อนของค้างคาวที่ส่งคลื่นเสียงความถี่สูงตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบประสาท ทำให้แก้วหูของมนุษย์เกิดเสียงอื้ออึงวิงเวียนคล้ายโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง

ในที่สุด กองทัพเสริมจากเวหาอันมืดมิดก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้าอย่างทันท่วงที!

เซี่ยจือหนิงเมื่อได้ยินเสียงคลื่นลมปีกที่คุ้นเคย เธอจึงตะโกนผ่านลำโพงสั่งการสุดเสียงทันที “เจียงเจียง กระต่ายน้อย รีบยกมืออุดหูของตัวเองเร็วเข้า!”

เจียงซิงโย่วยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาตามสัญชาตญาณความหวาดระแวง ใช้สองมือโอบปิดใบหูยาวหนานุ่มของกระต่ายแองโกราเอาไว้อย่างทะนุถนอมและอ่อนโยนที่สุด

ทว่าในวินาทีวิกฤตินั้นเอง เธอกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของอุ้งเท้าหน้าปุกปุยคู่หนึ่ง ที่ค่อย ๆ เอื้อมขึ้นมาแนบทาบลงบนใบหูของเธออย่างแผ่วเบา—

เจ้ากระต่ายน้อยแองโกราตัวขาวกำลังพยายามหยัดยืนด้วยขาหลังอันสั่นเทา แล้วใช้อุ้งเท้าหน้าเล็กจ้อยทั้งสองข้างพยายามช่วยปิดป้องใบหูให้แก่ผู้เป็นเจ้านายอย่างเงอะงะสุดกำลัง

ในเสี้ยวเวลานั้น หยาดน้ำตาอุ่นร้อนของเจียงซิงโย่วก็พรั่งพรูอาบสองแก้มอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป

เธอโอบกอดเจ้าก้อนขนตัวน้อยตรงหน้าไว้แนบอก ทั้งที่ร่างกายของมันหวาดกลัวต่อสิ่งรอบข้างจนสั่นเทิ้มไปหมดทั้งตัว แต่หัวใจดวงน้อย ๆ ของมันกลับคิดเพียงแต่จะปกป้องเจ้านายอันเป็นที่รัก

ไอดอลสาวซุกใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาลงกับขนนุ่มอุ่นของมันด้วยความตื้นตันและสะเทือนใจอย่างที่สุด

ขณะเดียวกัน ฝูงค้างคาวสีดำสนิทก็โหมกระหน่ำถาโถมเข้าใส่คนร้ายอย่างไม่ขาดสาย ราวกับพายุทอร์นาโดมีชีวิตที่ก่อตัวขึ้นกลางห้องโถง

“ตัวบ้าอะไรกันวะเนี่ย!”

ซาแซงแฟนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พยายามผงะถอยหลังด้วยความสะพรึงกลัว แต่กลับถูกค้างคาวร่างใหญ่ตัวแรกพุ่งดิ่งเข้าชนใบหน้าอย่างแม่นยำและจังเบอร์

ค้างคาวตัวนั้นใช้กรงเล็บแหลมและเขี้ยวงับชายปีกหมวกแก๊ปสีดำของเขาไว้แน่น ก่อนจะออกแรงกระพือปีกกระชากหมวกเหวี่ยงไปทางด้านหลังอย่างรุนแรงจนหลุดกระเด็น—

“อ๊ากกก!”

ฝูงค้างคาวกลุ่มใหญ่กว่าเดิมกรูกันเข้ามาล้อมกรอบ พวกมันไม่ได้บินชนสะเปะสะปะโดยไร้ทิศทาง หากแต่แบ่งหน้าที่ประสานงานกันราวกับกองพันทหารที่ผ่านการฝึกฝนยุทธวิธีมาเป็นอย่างดี บางตัวรับหน้าที่บินโฉบตบหน้าผากและแก้ม บางตัวใช้กรงเล็บเกี่ยวรั้งชายเสื้อและแขนเสื้อเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหว

ส่วนค้างคาวกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดได้รวมตัวกันเป็นกำแพงมีชีวิตสีดำทมิฬ บินวนเวียนปิดล้อมขังชายผู้นั้นไว้แน่นขนัดทุกทิศทาง

ปีกของค้างคาวป่าสะสมฝุ่นผงและละอองสารคัดหลั่ง เมื่อพวกมันกระพือปีกพร้อมกัน ละอองเหล่านั้นจึงฟุ้งกระจายกลายเป็นหมอกควันกลิ่นฉุนกึกที่อบอวลไปทั่วบริเวณ

ชายคลั่งเซถลาไปมา พลางเหวี่ยงแขนถือมีดฟาดฟันลมอย่างบ้าคลั่งไร้สติ ทว่าสิ่งที่คมมีดและฝ่ามือของเขาสัมผัสได้ มีเพียงผืนปีกหนังเปียกชื้นและกลุ่มขนเหนียวเหนอะที่รุมประเคนใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ช่วยด้วยค่ะ มีคนร้ายบุกรุกเข้ามาทำร้ายร่างกาย!”

เจียงซิงโย่วสบโอกาสทอง จึงรีบอุ้มกระต่ายน้อยพุ่งปราดวิ่งตรงไปยังประตูห้องทางออกทันที ขณะที่ทางด้านหลังมีเสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจของคนร้ายดังไล่หลังมาอย่างต่อเนื่อง “ไสหัวไปให้พ้น ไอ้พวกสัตว์นรก—”

จู่ ๆ เสียงกระแทกพื้นอันหนักหน่วงก็ดังสนั่น ชายคนนั้นถูกฝูงค้างคาวหลายสิบตัวพร้อมใจกันพุ่งกระแทกเข้าใส่พร้อมกันเป็นระลอกใหญ่ จนเสียหลักล้มคะมำฟาดลงกับพื้นไม้อย่างรุนแรง

ท่ามกลางคลื่นปีกสีดำสนิทที่บินรุมทึ้งอยู่เหนือร่าง มองเห็นเพียงขาทั้งสองข้างของเขากำลังถีบสะบัดดิ้นรนไปมาอย่างสิ้นหวัง

ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายผ่านพ้นไปราวสองนาทีอันยาวนานดั่งชั่วกัปชั่วกัลป์

เสียงระดมทุบประตูห้องอย่างหนักแน่นและเสียงสว่านไฟฟ้ากำลังสูงเจาะทำลายกลอนประตูก็ดังกระหึ่มขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก

“เจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้ว ทุกคนที่อยู่ข้างในวางอาวุธและห้ามขยับตัวเด็ดขาด!”

เจียงซิงโย่วที่ยืนรออยู่หลังบานประตูรีบตะโกนขานรับทั้งน้ำตา “คุณตำรวจคะ ฉันเป็นเจ้าของห้องและอยู่ตรงนี้ค่ะ!”

“คนร้ายถูกควบคุมตัวและตรึงกำลังไว้ข้างในแล้วค่ะ!”

สิ้นเสียงแจ้งเตือน พร้อมกับเสียง “โครม” ดังสนั่นหวั่นไหว ประตูบานใหญ่ที่ระบบกลอนถูกงัดแงะจนพังก็ถูกค้อนปอนด์และเครื่องมือไฮดรอลิกกระแทกจนเปิดผางออกอย่างรุนแรง

หน่วยปฏิบัติการพิเศษในชุดเกราะพร้อมรบและอาวุธครบมือต่างกรูกันเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าระแวดระวัง ทว่าภาพแปลกประหลาดพิศวงที่ปรากฏสู่สายตากลับทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนถึงกับยืนตะลึงงันอ้าปากค้างจนลืมขยับเขยื้อน—

บนพื้นห้องโถง มีชายรูปร่างผอมกะหร่องนอนหมดสภาพหมดแรงอยู่เพียงลำพัง ทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าถูกฝูงค้างคาวเกาะกลุ่มเบียดเสียดยัดเยียดจนแทบมองไม่เห็นเนื้อตัว แม้แต่จะอ้าปากกรีดร้องขอชีวิตก็ยังทำไม่ได้เพราะถูกปีกค้างคาวโบกพัดปิดปากไว้

“ชะ— ช่วยฉันด้วย—”

มีดสปริงเล่มยาวซึ่งเป็นอาวุธสังหาร หลุดกระเด็นออกจากมือตกกระทบพื้นส่งเสียงดังกริ๊กไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทันสังเกตเห็น

หัวหน้าชุดปฏิบัติการตำรวจยกมือขึ้นขยี้ตาของตัวเองแรง ๆ หลายครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครเป็นคนโทรแจ้งตำรวจครับเนี่ย แล้วตกลงตอนนี้พวกเรายังจำเป็นต้องขอกำลังสนับสนุนอยู่อีกไหม”

“ฉันฝากคุณหมอช่วยประสานงานแจ้งตำรวจให้เองค่ะ!”

เจียงซิงโย่วที่กอดกระต่ายไว้แน่นฝืนพยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยเรียวขาที่ยังสั่นเทา “ผู้ชายโรคจิตคนนี้แอบเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องแต่งตัวของฉันค่ะ”

“แถมเขายังทำลายและดัดแปลงระบบกลอนประตูห้อง เพื่อหวังจะขังฉันไว้ทำร้ายข้างในด้วยค่ะ”

เมื่อเซี่ยจือหนิงได้ยินเสียงรายงานสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านลำโพงโทรศัพท์ว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างปลอดภัยแล้ว เธอจึงรีบหันไปส่งสัญญาณสั่งการให้คณะประสานเสียงค้างคาวทั้งห้าตัวยุติการโจมตี

“พี่ใหญ่ค้างคาว แจ้งให้พวกพ้องถอนกำลังออกจากตัวคนร้ายได้แล้วจ้ะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงและควบคุมตัวไว้เรียบร้อยแล้ว”

พี่ใหญ่ค้างคาวก้มตัวลงส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ รัวเร็วใส่ช่องไมโครโฟนของโทรศัพท์

[พี่น้องร่วมรบทุกตัว ถอนกำลังได้!]

[ศึกในค่ำคืนนี้พวกเราคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดงดงาม ถ้าวันไหนว่าง ๆ ก็บินมาแวะเวียนทักทายฉันได้เสมอนะ!]

“ขอบพระคุณเหล่าจอมยุทธ์ค้างคาวทุกท่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ!”

เซี่ยจือหนิงรีบตะโกนขอบคุณใส่ไมโครโฟนด้วยความซาบซึ้งใจ “วันข้างหน้าหากพวกท่านมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถบินมาหาฉันที่สวนสัตว์เซินอวี่ทางตอนใต้ของเมืองได้ทุกเมื่อเลยค่ะ!”

เมื่อได้รับคำสั่งถอนทัพอย่างเป็นทางการจากพี่ใหญ่ค้างคาว สิ้นเสียงพึ่บพั่บ ฝูงค้างคาวทั่วทั้งห้องชุดก็พร้อมใจกันหุบปีกร่อนถอยฉาก ราวกับกองทัพอัศวินที่พร้อมใจกันเก็บดาบเข้าฝักอย่างมีระเบียบวินัย

[ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกแม่หนูน้อย เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมาก]

ค้างคาวจ่าฝูงตัวใหญ่ที่สุดใช้ขาหลังถีบตัวทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา ปีกหนังสีดำขลับทั้งสองข้างกางสยายออกอย่างสง่างามราวกับการสะบัดผ้าคลุมสีนิลกาฬ

มันบินโฉบวาดลวดลายเป็นเส้นโค้งสีเงินยวงสะท้อนแสงจันทร์อยู่กลางอากาศสองสามรอบ ก่อนจะมุดตัวหายลับเข้าไปในความมืดมิดของฟากฟ้ายามราตรี ทิ้งไว้เพียงขนอ่อนสองสามเส้นที่ค่อย ๆ ร่อนปลิวลงสู่พื้นห้อง

บรรดานายตำรวจทุกนายที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างพากันแหงนหน้ามองฝูงค้างคาวที่บินจากไปอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางเสียงเอ่ยคำอำลาของเซี่ยจือหนิง แต่ละคนยืนนิ่งค้างด้วยสีหน้าเหลอหลา

“เชี่ย สงสัยวันนี้กูคงตื่นมาผิดท่าไปหน่อย ถึงได้ตาฝาดมาเห็นแบทแมนตัวจริงเสียงจริงยกทัพมาปราบผู้ร้ายเนี่ย!”

“นี่มันเรื่องเหลือเชื่ออะไรกันวะเนี่ย พวกมันรวมฝูงมาทำแบบนี้ได้ยังไงกัน”

เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายรีบก้าวเข้าไปกดตัวคนร้ายและใส่กุญแจมือเหล็กเข้ากับข้อมือของซาแซงแฟนที่นอนระบมอยู่บนพื้น ทว่าสีหน้าของพวกเขาก็ยังคงฉายแววงุนงงไม่หาย

เจียงซิงโย่วกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อปลอบประโลมกระต่ายแองโกรา ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะพลันแล่นวาบเข้ามาในสมองว่ายังมีปริศนาสำคัญอีกเรื่องที่ต้องคลี่คลาย

เธอรีบพูดกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน “คุณหมอเซี่ยคะ คุณช่วยสื่อสารและถามกระต่ายของฉันให้ทีได้ไหมคะ”

“ผู้ชายคนนี้แอบย่องเข้ามาในห้องของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาใช้ทางไหนแอบเล็ดลอดเข้ามาข้างในได้ยังไงกันแน่คะ”