LNCrawler

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (1)

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (1)

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมื่อตกกลางดึกก็มักจะมีสาวใช้มาเคาะประตูเรียกตัวหยางเหมยที่ห้องพักท้ายจวนให้ไปทำงานดึกดื่นอยู่บ่อยครั้ง บางคราวอาจมีเว้นช่วงให้นางได้พักผ่อนบ้างวันสองวัน หรือหากโชคดีหน่อยก็เว้นระยะห่างไปสามถึงสี่วัน

ซึ่งการถูกเรียกตัวไปรับใช้ลับ ๆ เช่นนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนานกว่าครึ่งเดือน โดยที่หยางเหมยไม่เคยมีท่าทีปฏิเสธ หรือเอื้อนเอ่ยขัดขืนแต่อย่างใด

และในคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับสาวใช้คนเดิมที่ยืนรออยู่ข้างนอก ทางด้านอันรุ่ยและอันฉิงแม้จะรู้ว่ามารดาต้องออกไปทำงาน ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาที่ไร้ประกายชีวิตของมารดา เด็กน้อยทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขัดขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ท่านแม่ ท่านไม่ไปไม่ได้หรือเจ้าคะ? ข้าเห็นท่านกลับมาทีไรก็ดูเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงทุกที”

อันฉิงเอ่ยถามตามประสาเด็ก นางรู้เพียงแค่ว่าทุกครั้งที่มารดากลับเข้าห้องมาในรุ่งสาง สีหน้าจะดูอิดโรยและอ่อนแรงต่างจากปกติ จนเด็กน้อยไม่อยากให้มารดาต้องก้าวออกจากห้องนี้ไปอีกเลย

หยางเหมยย่อตัวลงต่ำให้สบตากับบุตรีในระดับเดียวกัน ดวงตาผลท้อที่เคยฉายแววสดใสบัดนี้กลับหม่นแสงลงจนดำมืด ร่องรอยความขมขื่นฉายชัดอยู่ในนัยน์ตาโดยที่อันฉิงไม่ทันสังเกตเห็น นางยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นสัมผัสแก้มนวลของลูกน้อย พลางเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“อันฉิง เจ้าฟังแม่นะลูก พวกเรามาอาศัยบ้านเรือนของเขาอยู่ ย่อมต้องทำงานตอบแทนคุณเขา เจ้าอย่าดื้อรั้นและต้องเชื่อฟังพี่สาวเวลาที่แม่ไม่อยู่ เข้าใจหรือไม่?”

กล่าวจบ นางก็ยันกายลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวไปหาอันรุ่ยบุตรีคนโตที่ยืนมองอยู่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

“อันรุ่ย เจ้าพาน้องเข้านอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ก็กลับมาแล้ว”

อันรุ่ยพยักหน้ารับคำเงียบ ๆ นางได้ยินถ้อยคำปลอบประโลมเช่นนี้จากปากมารดามานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าความจริงคือกว่ามารดาจะกลับมาถึงห้องก็เกือบรุ่งสางแล้วทุกที

“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องให้ดีที่สุด”

หยางเหมยพยักหน้ารับก่อนจะหมุนกายก้าวออกจากห้องพัก หายลับไปพร้อมกับสาวใช้นางนั้นท่ามกลางความมืดมิด

 

ในช่วงเช้าของวันนี้เอง หลังจากที่อันรุ่ยและอันฉิงตื่นนอน พวกนางก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ร่างกายของหยางเหมยที่เคยฟื้นตัวดีกลับซูบผอมลงเรื่อย ๆ จนเห็นโครงกระดูกชัดเจน ผิวพรรณซีดขาวดุจซากศพ ขอบตามองเห็นรอยเขียวคล้ำหนาแน่น

“ท่านแม่ ท่านไม่สบายหรือเจ้าคะ? เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

อันรุ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล แม้ก่อนหน้านี้มารดาจะดูแข็งแรงขึ้นจนเป็นปกติ ทว่าบัดนี้กลับดูทรุดโทรมและโรยราลงยิ่งกว่ายามอยู่ค่ายอพยพเสียอีก

“แม่ไม่เป็นไรหรอกลูก เพียงแค่เหนื่อยล้าไปเสียหน่อย พักผ่อนสักนิดก็คงหายดีแล้ว” หยางเหมยเอ่ยปลอบบุตรีทั้งสองด้วยรอยยิ้มขมขื่น

“ท่านแม่...หากท่านแม่ไม่ไหวจริง ๆ ให้ข้าไปขอร้ององค์หญิงดีหรือไม่เจ้าคะ?”

อันฉิงทรุดตัวลงโอบกอดเอวซูบผอมของมารดาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ส่วนอันรุ่ยรีบเดินไปยกถ้วยน้ำแกงบำรุงที่เหลืออยู่น้อยนิดก้นหม้อมาส่งให้มารดา

“ท่านแม่ นี่เป็นยาบำรุงที่เหลืออยู่ ข้าไปขออนุญาตแม่นมหลิ่วแล้ว นางอนุญาตให้นำมาให้ท่านแม่ดื่มเจ้าค่ะ”

หยางเหมยรับถ้วยยามาดื่มจนหมด ก่อนจะฝืนยิ้มให้บุตรีทั้งสองตามเช่นเคย ทว่าคราวนี้นางกลับไม่อาจปกปิดร่องรอยความเหนื่อยล้าและทุกข์ตรมบนใบหน้าของตนได้อีกต่อไป จนเด็กน้อยทั้งสองคนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน

ทว่าต่อให้พวกนางจะเป็นห่วงมารดามากเพียงใด ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้ เพราะหยางเหมยเอาแต่ปลอบลูก ๆ ว่าตนไม่เป็นอันใด

 

ตกดึกของคืนเดียวกัน สาวใช้นางเดิมก็ยังคงมาเคาะประตูเรียกตัวหยางเหมยในเวลาเดิมอีกเช่นเคย อันฉิงและอันรุ่ยพยายามร้องขอและรั้งตัวมารดาไว้ด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้

หยางเหมยก้าวออกจากห้องไปท่ามกลางสายลมหนาว และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่พวกนางได้เห็นมารดาเดินได้ด้วยตนเอง

จนกระทั่งรุ่งสาง หลังจากที่หยางเหมยกลับมาถึงห้องพัก นางก็ได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้หนานุ่มก่อนจะหมดสติไปทันที ไม่ว่าเด็กน้อยทั้งสองจะเรียกหาหรือเขย่าร่างกายอย่างไร หยางเหมยก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาตอบสนอง มีเพียงลมหายใจอันแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ และร่างกายที่เย็นชืดลงเรื่อย ๆ สร้างความตกใจให้กับสองพี่น้องเป็นอย่างมาก

อันรุ่ยพยายามเขย่าร่างมารดาไม่หยุดพร้อมกับร้องไห้โฮ ในขณะที่อันฉิงน้อยในวัยเจ็ดขวบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างเล็กจึงตัดสินใจพุ่งตัวพรวดออกจากเรือนพักท้ายจวน วิ่งตรงไปยังเรือนหลักขององค์หญิงอย่างรีบร้อน

 

เรือนองค์หญิง

ขณะเดียวกันนั้น ภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนหลัก บรรยากาศยามเช้าอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเงียบสงบ องค์หญิงเจาหนิงพร้อมบุตรชายกำลังนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับบทเรียนความรู้ในตำราที่อาจารย์ได้สั่งสอนมาในวันก่อน

ทว่าในเวลาต่อมา ความสงบยามเช้าก็พลันถูกทำลายลงด้วยเสียงเอะอะที่ดังขึ้นด้านหน้าประตูเรือน ก่อนที่บานประตูไม้ฉลุถูกผลักออกอย่างแรงพร้อมร่างเล็กของอันฉิงที่โผล่พรวดเข้า นางตรงเข้ามาหาองค์หญิงเจาหนิงด้วยสภาพน้ำตานองเต็มใบหน้า ขอบตาแดงช้ำและร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวสุดขีด

“องค์หญิงเพคะ ได้โปรดช่วยท่านแม่ของหม่อมฉันด้วยเพคะ!”

อันฉิงทรุดกายลงคุกเข่า โขกศีรษะลงกับพื้นกระดานไม้ไม่หยุดในขณะที่สะอื้นไห้จนตัวโยนไปด้วย

ขณะเดียวกัน ทางด้านแม่นมหลิ่วที่ยืนอยู่ข้างกายองค์หญิงเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น ด้วยเห็นว่าอีกฝ่ายบุกเข้ามาในเรือนอย่างเสียมารยาท และรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนอันร่มเย็นขององค์หญิงกับคุณชายน้อย นางจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหมายจะลากตัวเด็กน้อยออกไปจากห้องโถง

ทว่าองค์หญิงเจาหนิงกลับยกฝ่ามือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามแม่นมหลิ่วไว้ทันควัน นางหันมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความตกใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล

“เกิดอันใดขึ้น มารดาของเจ้าเป็นอันใดไปหรือ?”

“องค์หญิง ช่วยท่านแม่ด้วยเพคะ ท่านแม่ของหม่อมฉันไม่ว่าจะเรียกเท่าไหร่ก็นอนนิ่งไม่ยอมตื่นเสียที!” อันฉิงเอ่ยทั้งน้ำตาพร้อมสะอื้นไห้

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจาหนิงก็ขมวดคิ้วแน่นทันที ก่อนจะหันไปสั่งการแม่นมหลิ่ว “แม่นมหลิ่ว เจ้าเร่งไปตามตัวหมอหลวง แล้วพาเขาไปตรวจดูอาการหยางเหมยที่เรือนเล็กเดี๋ยวนี้!”

“เพคะองค์หญิง”

แม่นมหลิ่วโค้งกายรับคำสั่งอย่างรีบร้อน แล้วหมุนตัวก้าวออกจากห้องโถงไป

“อันฉิงน้อย เจ้าวางใจเถิดนะ ข้าสั่งให้แม่นมหลิ่วพาหมอหลวงไปตรวจอาการแม่ของเจ้าแล้ว เงยหน้าขึ้น แล้วเช็ดน้ำมูกน้ำตาเสียก่อนเถิด” เจาหนิงเอ่ยปลอบเด็กน้อยเบื้องหน้าด้วยความสงสาร

ทางด้านอันฉิงที่ได้ยินคำยืนยันจากปากของผู้ทรงอำนาจที่สุดในจวน ความหวาดกลัวที่ตึงเครียดอยู่ในอกก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง นางเงยหน้าขึ้นพลางยกสองมือเล็ก ๆ ขึ้นเช็ดน้ำตาและน้ำมูกบนแก้มอย่างว่าง่าย

“ขอบพระทัยเพคะ...ขอบพระทัยองค์หญิง”

ในตอนนั้นเอง กู้จิ่นหยางที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ข้างกายมารดามาตลอด เขาก็ค่อย ๆ ขยับกายก้าวลงมาจากตั่งไม้ เดินตรงเข้าไปหาเด็กสาวตัวน้อย แล้วเอื้อมมือลงไปหยิบขนมโก๋กุหลาบชิ้นงามในจานเงินยื่นส่งให้อันฉิงตรงหน้า พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เด็กน้อย เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย กินขนมอร่อย ๆ นี่เสียหน่อยเถิด เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง”

อันฉิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปชั่วครู่ นางมองดูขนมหวานในมือของคุณชายน้อยสลับกับมององค์หญิงด้วยความลังเลใจและเกรงกลัว ด้วยไม่รู้ว่าตนเองซึ่งเป็นเพียงบ่าวรับใช้จะมีสิทธิ์รับของจากคุณชายน้อยหรือไม่

ทางด้านเจาหนิงเองก็พอจะคาดเดาความประหม่าในใจของเด็กน้อยได้ จึงคลี่ยิ้มหวานออกมาพลางพยักหน้าให้อย่างเอ็นดู

“เจ้ารับไปกินสิ...”

“ขอบพระทัยองค์หญิงเพคะ ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ”

อันฉิงยื่นสองมืออันสั่นเทาออกไปรับขนมชิ้นนั้นมา แล้วนำเข้าปากกัดคำเล็ก ๆ ทันทีที่รสชาติหวานหอมกลมกล่อมของขนมชั้นเลิศละลายในปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยนองไปด้วยน้ำตาก็พลันสว่างวูบวาบเป็นประกาย รอยยิ้มบริสุทธิ์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนดวงหน้ากลม

“เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ยามนี้มารดาของเจ้ามีหมอหลวงไปช่วยดูแลแล้ว พอกินขนมเสร็จแล้ว เจ้าก็รีบกลับไปดูแลมารดาของเจ้าที่เรือนพักเถิดนะ” องค์หญิงเจาหนิงเอ่ยเตือนพร้อมรอยยิ้ม

อันฉิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พลางเอ่ยขอบพระทัยองค์หญิงและคุณชายน้อยอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ

ยามเมื่อเคี้ยวขนมหวานหมดคำ ร่างเล็กก็หมุนตัววิ่งกลับไปยังเรือนพักท้ายจวนด้วยหัวใจที่กลับมาพองโตและเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้ง