บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (1)
บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (1)
บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (1)
หลานหลินถึงกับยืนนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่บิดาเอ่ยปากตำหนินางอย่างรุนแรงเช่นนี้ ที่ผ่านมาไม่ว่านางจะทำสิ่งใดก็ไม่เคยถูกต่อว่าเลยสักครา นั่นทำให้หลานหลินทั้งตกใจและหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
ทว่าเมื่อตั้งสติและคิดทบทวนตามคำพูดของบิดา นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าตนเองเดินหมากผิดพลาดไปมหันต์
ก่อนหน้านี้เพราะความหึงหวงและเพลิงริษยาที่มีต่อมู่ชิงเหยาจนมืดบอด จึงทำให้นางไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ทางการเมืองที่ซับซ้อน ดังนั้นสิ่งที่บิดากล่าวมาจึงถูกต้องทุกประการ ครานี้เป็นเพราะความโง่เขลาของนางเองโดยแท้
“ท่านพ่อ...ข้าขออภัยเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่รอบคอบ” หลานหลินได้แต่ก้มหน้ารับผิดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลานชางไห่ทอดสายตามองบุตรสาวด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย หากว่ากันตามตรง ที่ผ่านมาหลานหลินไม่เคยทำให้เขาต้องลำบากใจ ตรงกันข้ามนางยังสร้างชื่อเสียงให้แก่สกุลหลาน จนกลายเป็นกุลสตรีอันดับหนึ่งที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมยกย่อง
ทว่าครานี้เพราะนางไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีจนสร้างเรื่องใหญ่โต การที่เขาต้องเอ่ยปากตำหนินางก็ทำให้ตัวเขาลำบากใจยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้น นี่ก็เพื่อเป็นการสั่งสอนให้นางตระหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำอันวู่วาม
จากนั้น หลานชางไห่ก็หันขวับไปมองหลานเฉินด้วยสายตาคาดโทษและต่อว่าด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ส่วนเจ้า! ข้าสั่งให้เจ้าเก็บตัวสำนึกตนอยู่ในจวนไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนจะบุ่มบ่ามออกไป สุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า คิดแต่จะช่วยมู่ชิงเหยาจนตนเองต้องกลายเป็นเป้าสายตาเสียเอง เพราะความมุทะลุไร้สมองของเจ้าแท้ ๆ จึงทำให้พวกเราตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้!”
“ข้ารู้ผิดแล้วขอรับท่านพ่อ”
หลานเฉินเองก็ไม่มีข้อแก้ตัวอันใดจะเอ่ย เขาจำต้องยอมรับผิดต่อบิดาแต่โดยดี เพราะตระหนักชัดแล้วว่าเป็นเพราะความใจร้อนของตน
เมื่อเช้าตอนที่ได้รับจดหมายลับแจ้งแผนการของหลานหลิน ด้วยความร้อนใจและเป็นห่วงมู่ชิงเหยาจนเกินไป ทำให้เขาไม่ทันยั้งคิดให้รอบคอบ จนตกเป็นเหยื่อในสถานการณ์อันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้
หลานชางไห่สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่คุกรุ่นเอาไว้ แล้วเอ่ยกำชับกับบุตรทั้งสองอีกครั้งด้วยความเด็ดขาด
“เอาเถิด ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็จงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนไปก่อน อย่าได้คิดสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก แม้ว่าครั้งนี้องค์รัชทายาทจะไม่เอาความ แต่หากมีคราวหน้า สกุลหลานคงได้ถูกพวกเจ้าสองพี่น้องลากไปลงหลุมด้วยแน่!”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ/ขอรับ”
ทั้งสองต่างก้มหน้ารับคำบิดาอย่างว่าง่าย หลานชางไห่พรูลมหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ จากนั้นจึงสะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากห้องโถงไปอย่างเร่งรีบ เพื่อไปจัดการเรื่องหนอนบ่อนไส้และอาวุธหลวงที่ยังคั่งค้าง
ครั้นบิดาลับสายตาไป หลานหลินก็ชักสีหน้าบึ้งตึงใส่หลานเฉินทันที ถึงแม้นางจะยอมรับความผิดต่อหน้าบิดา ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมอ่อนข้อให้พี่ชายผู้นี้
เรื่องที่เขาเคยวางแผนลอบทำร้ายกู้จิ่นหยาง ชายในดวงใจของนางในลานล่าสัตว์ นางยังคงจดจำฝังลึกและไม่คิดจะให้อภัยง่าย ๆ เพียงแต่เวลานี้สถานการณ์ของสกุลหลานกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางจึงจำต้องยอมสงบศึกชั่วคราวเท่านั้น
“ท่านพี่ ข้าจะอยู่นิ่ง ๆ ตามที่ท่านพ่อสั่ง หวังว่าท่านจะไม่ขัดคำสั่งท่านพ่อแล้วออกไปทำเรื่องโง่ ๆ อะไรอีกล่ะ” หลานหลินแค่นเสียงเหยียดหยาม
“คนที่โง่น่าจะเป็นเจ้ามากกว่า อีกอย่าง...จงเก็บคำพูดพวกนี้เอาไว้เตือนใจตนเองเถิด!”
หลานเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะเดินกระแทกไหล่หลานหลินผ่านประตูห้องโถงตรงกลับเรือนของตนไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้หลานหลินได้แต่กระทืบเท้าลงบนพื้นกระเบื้องด้วยความแค้นเคืองใจจนตัวสั่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเรือนพักของตนไปด้วยเพลิงโทสะที่ยังไม่มอดดับ
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนห่างไกลจากเมืองหลวงออกไปราวสามร้อยลี้
ลึกเข้าไปในหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ค่ายทหารลับขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด กองกำลังติดอาวุธนอกเครื่องแบบหลายร้อยนายล้วนเป็นทหารเดนตายที่เป็นขุมกำลังลับขององค์หญิงเจาหนิง
เวรยามตามหอคอยและค่ายคูประตูหอรบถูกจัดวางอย่างแน่นหนาเข้มงวด ปฏิบัติตนราวกับว่าภายในค่ายแห่งนี้กำลังซุกซ่อนความลับคอขาดบาดตายที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้
ทว่าในเงามืดภายนอกค่าย กลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำกว่าร้อยนายเคลื่อนไหวประดุจภูตพราย ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดเล็ดลอด พวกเขาหมอบซุ่มซ่อนกายอยู่ตามพุ่มไม้รกชัฏและแนวโขดหินสูงชัน โดยมีบุรุษร่างกำยำสวมผ้าโพกหน้าปิดบังใบหน้ามิดชิดเป็นผู้นำทัพ สายตาคมปลาบดุจเหยี่ยวราตรีกวาดมองความเคลื่อนไหวภายในค่ายอย่างใจเย็น รอคอยเวลาลงมืออย่างไม่รีบร้อน
กระทั่งแสงตะวันลับเหลี่ยมเขา ความมืดมิดของราตรีเข้ากลืนกินผืนป่า เสียงแมลงกลางคืนและสัญชาตญาณสัตว์ป่ารอบด้านเงียบงันลงชั่วขณะ ราวกับรับรู้ถึงไอสังหารที่กำลังแผ่คลุม
นกพิราบสีเทาเข้มตัวหนึ่งบินโผออกจากเรือนพักด้านในค่าย พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ชายหัวหน้ากลุ่มชุดดำกระตุกยิ้มใต้ผ้าคลุมหน้าทันที เขารู้ได้ทันทีว่าหนอนบ่อนไส้ที่แฝงตัวอยู่ด้านในได้ลงมือวางยาสลบไร้สีไร้กลิ่นลงในหม้ออาหารและไหสุราของเหล่าทหารยามเรียบร้อยแล้ว
เสียงผิวปากเลียนเสียงนกกลางคืนดังแผ่วเบา สิ้นสัญญาณลับ เหล่าชายชุดดำจากทุกทิศทางก็พุ่งทะยานออกจากที่ซุ่ม พวกเขาเคลื่อนตัวเข้าประชิดประตูค่ายทุกทิศทางอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เพียงชั่วพริบตา คมมีดสั้นก็ปาดเข้าที่ลำคอของทหารยามที่ยังเหลือรอดภายนอกอย่างเงียบกริบ ไร้แม้โอกาสจะได้ส่งเสียงเตือนภัย ประตูค่ายถูกปลดสลักเปิดกว้าง ชายชุดดำกรูเข้าสู่ลานค่ายกว้าง นำโดยหัวหน้ากลุ่มที่สาวเท้ายาวก้าวเข้าไปด้านในอย่างอาจหาญ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเหล่าทหารองครักษ์นับร้อยที่นอนสลบไสลเกลื่อนกลาดไม่ได้สติเพราะฤทธิ์ยาสลบ
“พวกเจ้าจงมุ่งหน้าไปยังคลังอาวุธ ขนย้ายอาวุธออกไปให้หมด อย่าให้หลงเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!”
หัวหน้ากลุ่มออกคำสั่งเสียงเข้ม ชายชุดดำรีบแยกย้ายกันไปพังคลังลับ ลำเลียงหีบอาวุธหนักที่ตีตราประทับของคลังหลวงขึ้นสู่เกวียนม้าที่เตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบและรวดเร็ว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ภายในกระโจมบัญชาการหลัก รองแม่ทัพโม่ นายทหารคนสนิทที่องค์หญิงเจาหนิงไว้วางใจให้คุมคลังอาวุธเถื่อนแห่งนี้ เขากำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ ทันใดนั้นเอง สัญชาตญาณนักรบก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศภายนอกเงียบสงัดเกินไป ไร้แม้เสียงผลัดเปลี่ยนเวรยาม ทว่ากลับมีเสียงลากเลื่อนสิ่งของหนักดังแว่วมาตามสายลม
เขาชักกระบี่ออกจากฝักแล้วตวัดเปิดม่านกระโจมออกดูทันที
ภาพกองกำลังลึกลับกำลังลำเลียงอาวุธหลวงออกจากคลัง ทำเอารองแม่ทัพโม่เบิกตากว้างด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด
อาวุธเหล่านี้คืออาวุธที่องค์หญิงเจาหนิงทรงลอบยักยอกมาจากกองทัพเพื่อใช้เป็นไพ่ตายในการต่อรองทางการเมือง หากปล่อยให้อาวุธเหล่านี้ถูกปล้นชิงไป ศีรษะของเขาและคนทั้งค่ายย่อมไม่อาจรักษาไว้ได้
“พวกโจรชั่ว! บังอาจนัก!”
รองแม่ทัพโม่แผดเสียงคำราม พุ่งตัวทะยานเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำด้วยจิตสังหารอันรุนแรง คมกระบี่กรีดอากาศหมายจะฟาดฟันผู้บุกรุกให้แหลกเป็นจุณ
เคร้ง!
ประกายไฟแลบวาบในความมืด เมื่อมีดสั้นคู่เล่มหนาของหัวหน้าชายชุดดำพุ่งเข้ามาสกัดกั้นคมกระบี่ไว้ได้อย่างแม่นยำและมั่นคงดั่งหินผา
รองแม่ทัพโม่กัดฟันกรอด ตวัดกระบี่โจมตีระลอกใหม่อย่างดุดันและรวดเร็ว เพลงกระบี่ศึกที่ผ่านการกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มกำลัง เขาประเมินได้ทันทีว่าผู้บุกรุกกลุ่มนี้ได้รับการฝึกปรือมาในระดับยอดฝีมือ ทว่าในฐานะรองแม่ทัพ มีหรือที่เขาจะยอมจำนนง่าย ๆ
ทว่าฝีมือของหัวหน้าชายชุดดำกลับเหนือชั้นกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายพลิ้วไหวและเด็ดขาดดั่งสายลม ทุกครั้งที่รองแม่ทัพโม่แทงกระบี่ออกไป อีกฝ่ายเพียงเอี้ยวตัวหลบอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดปลายมีดสั้นเฉือนเข้าที่ท่อนแขนและสีข้างของเขาจนเลือดสาดกระเซ็น บั่นทอนกำลังกายของเขาลงไปทีละน้อย
จนกระทั่งรองแม่ทัพโม่ก้าวพลาด เผยช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่แผ่นหลัง หัวหน้าชายชุดดำก้าวเท้าหมุนกายหลบวิถีกระบี่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดด้ามมีดเหล็กกล้าฟาดเข้าที่ท้ายทอยของรองแม่ทัพโม่เต็มแรง
ผัวะ!
ดวงตาของรองแม่ทัพโม่เหลือกค้าง ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหญ้า หมดสติไปทันทีโดยไม่อาจฝืนต้าน
“หัวหน้าขอรับ เหตุใดท่านจึงไม่สังหารทิ้งเสียเลยเล่าขอรับ ปล่อยมันไว้เช่นนี้จะไม่เป็นภัยในภายหลังหรือ?” ชายชุดดำคนสนิทก้าวเข้ามากระซิบถามด้วยความฉงน
หัวหน้ากลุ่มก้มลงมองร่างที่ไร้สติของรองแม่ทัพโม่เพียงแวบเดียว แววตาใต้ผ้าคลุมหน้าฉายประกายล้ำลึกและเยียบเย็น การไว้ชีวิตคนผู้นี้หาใช่ความเมตตา ทว่าคือการเหลือพยานปากเอกเอาไว้ให้คลานกลับไปรายงานองค์หญิงเจาหนิง เพื่อจุดไฟโทสะและบีบให้กระดานหมากแห่งการล้างแค้นเดินหน้าต่อไปตามที่คุณหนูกำหนดไว้ต่างหาก