บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (2)
บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (2)
บทที่ 49 สถานการณ์บานปลาย (2)
เขาไม่เอ่ยปากอธิบายสิ่งใด หากแต่หันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ไปตรวจดูคลังเสบียง ไม่ว่าจะมีข้าวสาร แห้ง หรือเสบียงศึกอยู่เท่าใด จงขนย้ายออกไปให้หมดสิ้น อย่าให้เหลือแม้แต่เมล็ดเดียว”
“ขอรับ!”
เหล่าชายชุดดำเร่งมือขนย้ายหีบอาวุธหลวงและคลังเสบียงทั้งหมดขึ้นสู่ขบวนเกวียนอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน และเพียงชั่วเค่อเดียว กองกำลังลึกลับนับร้อยนายพร้อมด้วยขบวนอาวุธและเสบียง ก็กลืนหายไปกับความมืดมิดของผืนป่าอย่างไร้ร่องรอย...
จวนสกุลกู้
ภายในจวนสกุลกู้ บรรยากาศเงียบสงบผ่อนคลาย เจาหนิงกำลังนั่งปักลวดลายลงบนผืนผ้าไหมอยู่ในเรือนพักด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ทว่าในระหว่างที่นางกำลังจรดปลายเข็มลงบนเนื้อผ้านั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็ร่อนลงมาคุกเข่าประสานมืออย่างเงียบกริบ องครักษ์เงาคนสนิทปรากฏกายขึ้นเพื่อรายงานข่าวลับที่เพิ่งได้รับมาอย่างเร่งด่วน
“ทูลองค์หญิง เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่ค่ายลับพ่ะย่ะค่ะ! รองแม่ทัพโม่ส่งรายงานด่วนมาว่า มีกลุ่มคนลึกลับบุกรุกเข้าไปในค่ายลับ ทั้งอาวุธหลวงและคลังเสบียงทั้งหมดถูกคนพวกนั้นปล้นชิงขนย้ายไปจนเกลี้ยงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปลายนิ้วเรียวงามของเจาหนิงชะงักงันไปชั่วขณะ ส่งผลให้ปลายเข็มคมกริบทิ่มแทงทะลุเนื้อจนหยาดโลหิตสีชาดไหลซึมออกมา ทว่านางกลับไม่ได้ใส่ใจบาดแผลของตนเลยแม้แต่น้อย ดวงหน้างดงามยังคงรักษาสีหน้าและท่าทางสงบนิ่งประหนึ่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ก่อนจะเอ่ยถามองครักษ์เงาด้วยสุรเสียงเข้มจัด
“เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!”
องครักษ์เงารู้สึกขนลุกชันไปทั้งแผ่นหลัง สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างขององค์หญิง เขารีบก้มหน้าแนบพื้นแล้วรายงานต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“จากที่ท่านรองแม่ทัพโม่รายงานมา พบว่ามีสายลับลอบแฝงตัวเข้าไปในค่ายพ่ะย่ะค่ะ ในช่วงเวลาเกิดเหตุ สายลับผู้นั้นได้ลอบวางยาสลบไร้สีไร้กลิ่นลงในหม้ออาหารและไหสุรา ทำให้เหล่าทหารเวรยามหมดสติไปเกือบทั้งหมด จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้กองกำลังจากภายนอกเข้าตีค่ายและขนย้ายอาวุธกับเสบียงไปพ่ะย่ะค่ะ แม้รองแม่ทัพโม่จะได้สติและชักกระบี่เข้าขัดขวางหัวหน้ากองกำลังนั้น ทว่ากลับพ่ายแพ้จนหมดสติไป”
“คาดว่าคนกลุ่มนี้เป็นกองกำลังเดนตายที่ได้รับการฝึกปรือมาเป็นพิเศษ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ดุดัน และไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้เลย ย่อมต้องเป็นขุมกำลังลับของผู้มีอำนาจล้นฟ้าบางคนอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เจาหนิงนิ่งงัน ครุ่นคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว ในระหว่างนั้น แม่นมหลิ่วที่ยกถาดน้ำชาและของว่างก้าวเข้ามาในห้อง ครั้นเห็นหยาดเลือดเปรอะเปื้อนบนปลายนิ้วของผู้เป็นนาย นางก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบวางถาดลงบนโต๊ะแล้วหยิบผ้าสะอาดเข้ามาทำแผลให้เจาหนิงทันที ซึ่งเจาหนิงก็ยินยอมให้แม่นมหลิ่วพันแผลไปอย่างไม่แยแส สมาธิทั้งหมดของนางยังคงจดจ่ออยู่กับความสูญเสียครั้งใหญ่
นางปรายตามององครักษ์เงาแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
“เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือขององค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ?”
“กระหม่อมเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงยิ่งพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เงารีบกราบทูล
“ด้วยกองกำลังระดับนี้ย่อมมีเพียงไม่กี่ขั้วอำนาจในเมืองหลวงที่สามารถเลี้ยงดูไว้ได้ อีกทั้งก่อนหน้านี้ คนของเราที่แฝงตัวอยู่ในค่ายทหารหลวงเพิ่งจะถูกรองแม่ทัพหลานชางไห่จับกุมตัวไปเค้นคอสอบสวน ไม่แน่ว่าหนอนบ่อนไส้ผู้นั้นอาจจะทนการทรมานไม่ไหว คายเบาะแสบางอย่างออกไป จนทำให้หลานชางไห่สาวมาถึงค่ายลับและไปทูลขอความช่วยเหลือจากองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
เจาหนิงพรูลมหายใจยาวออกมาเบา ๆ นัยน์ตาคู่งามหรี่ลงด้วยความตึงเครียด ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยุ่งยากและพลิกผันเกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก หากเรื่องนี้มีองค์รัชทายาทอยู่เบื้องหลังจริง อาวุธหลวงที่นางสั่งให้ลอบยักยอกมาก็คงถูกส่งกลับคืนสู่คลังหลวงเรียบร้อยแล้ว
และหากเป็นเช่นนั้น หลานชางไห่ก็จะมีหลักฐานมาแก้ต่างให้ตนเองพ้นจากความผิดเรื่องอาวุธหายได้อย่างง่ายดาย แผนการที่นางอุตส่าห์วางหมากไว้เพื่อโค่นล้มตระกูลหลานก็ย่อมสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง!
ความสูญเสียทั้งอาวุธและไพ่ตายทางการเมืองบีบให้นางต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม เจาหนิงจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
“ในเมื่อที่ตั้งของค่ายลับถูกเปิดโปงแล้ว เช่นนั้นก็จงทำลายและกลบร่องรอยทั้งหมดของค่ายลับเสียให้สิ้นซาก อย่าให้หลงเหลือหลักฐานใด ๆ ที่จะสาวมาถึงตัวข้าได้ สั่งการให้ทหารทุกนายที่เหลือรอดแฝงตัวแยกย้ายกลับไปประจำการยังหน่วยเดิมอย่างเงียบเชียบที่สุด”
“ส่วนทางด้านตำหนักบูรพา ให้ส่งคนสนิทคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาทไว้อย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิด จงรีบมารายงานข้าทันที!”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์เงารับคำสั่งแล้วเร้นกายหายวับไปกับความมืดทันที
ภายในห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง เจาหนิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคู่งามฉายแววเย็นชาและดุดัน เดิมทีนางหมายมั่นจะเด็ดหัวสกุลหลานโดยเริ่มจากหลานชางไห่เพื่อสังเวยความแค้น ทว่าคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิดเช่นนี้
ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพราะเขามีองค์รัชทายาทคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ ไม่เช่นนั้นองค์รัชทายาทคงไม่กล้าส่งยอดฝีมือมาชิงอาวุธคืนไปเป็นแน่!
ยิ่งคิดเจาหนิงก็ยิ่งขุ่นเคืองและหงุดหงิดในอกอย่างถึงที่สุด เพลิงโทสะที่ถูกขัดขวางเริ่มสั่งสม พร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นแผนการเอาคืนที่เหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม
ขณะที่แม่นมหลิ่วบรรจงพันผ้าแถบขาวรอบปลายนิ้วให้นายเหนือหัวอย่างเบามือจนเสร็จเรียบร้อย กลิ่นยาสมานแผลจาง ๆ ยังคงลอยอบอวลในอากาศ เมื่อสังเกตเห็นว่าเงาร่างขององครักษ์เงาที่มารายงานข่าวความเคลื่อนไหวจากค่ายลับได้เร้นกายหายลับไปในความมืดแล้ว แม่นมหลิ่วจึงค่อย ๆ ค้อมกายลงเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและแผ่วเบา
“ทูลองค์หญิง ดูเหมือนว่ายามนี้องค์รัชทายาทจะทรงยื่นมือเข้ามาพัวพันและออกหน้าปกป้องตระกูลหลานอย่างชัดเจนแล้ว เห็นทีพระองค์คงไม่ยอมตัดใจสละขุมกำลังของรองแม่ทัพหลานไปโดยง่ายแน่ หากสถานการณ์บานปลายเช่นนี้ ทรงลองปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากท่านราชครูดูจะดีหรือไม่เพคะ”
เจาหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อทบทวนเรื่องราวในห้วงความคิด ดวงตาฉายประกายเย็นเยียบและลึกล้ำ
นางเห็นพ้องกับแม่นมหลิ่วอย่างไร้ข้อกังขา เดิมทีนางตั้งใจจะใช้เรื่องอาวุธหายและคดีลานล่าสัตว์ไล่ต้อนสกุลหลานอย่างเงียบ ๆ หวังจะบีบให้องค์รัชทายาทต้องยอมตัดหางปล่อยวัดหลานชางไห่เพื่อรักษาเก้าอี้ของตนเอง
แต่จากรายงานล่าสุด องค์รัชทายาทกลับยังคงดึงดันจะโอบอุ้มสุนัขรับใช้ตัวนี้ไว้สุดกำลัง ถึงขั้นส่งยอดฝีมือไปกวาดล้างค่ายลับและชิงอาวุธตัดหน้าไป
ทว่ามีหรือที่นางจะยอมรามือเพียงเท่านี้!
สิ่งใดก็ตามที่นางปรารถนาจะทำลายล้าง นางย่อมต้องบดขยี้มันให้แหลกคามือ ไม่ว่าจะต้องงัดเอาวิธีการต่ำช้าหรือเหี้ยมเกรียมเพียงใดมาใช้ก็ตาม!
และถึงแม้ลำพังอำนาจฝ่ายในของนางจะไม่อาจหักหาญกับองค์รัชทายาทได้โดยตรง แต่นางก็ยังมีคนพร้อมจะกวัดแกว่งดาบสังหารศัตรูแทนนางอยู่เสมอ ขอเพียงสามีของนางขยับตัว ย่อมสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักอย่างแน่นอน
“แม่นมหลิ่ว ยามนี้ท่านราชครูกลับมาจากราชสำนักแล้วหรือยัง?” เจาหนิงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“กลับมาถึงได้สักพักแล้วเพคะ เวลานี้ท่านราชครูกำลังทำงานอยู่ที่ห้องหนังสือเพคะ” แม่นมหลิ่วรีบรายงานทันควัน
เจาหนิงพยักหน้าช้า ๆ นางลุกขึ้นจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่ ปรับเปลี่ยนแววตาดุดันให้กลายเป็นความสงบเสงี่ยม แสร้งแต่งแต้มสีหน้าให้อมทุกข์และแฝงความอ่อนล้าอันน่าเวทนาได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังห้องหนังสือของกู้เยี่ยนเฉิงทันที
ทันทีที่กู้เยี่ยนเฉิงได้ยินเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยและรู้ว่าภรรยาเดินทางมาหา เขาก็รีบวางม้วนตำราในมือลงทันควัน ผุดลุกจากโต๊ะทำงานแล้วก้าวเท้าออกไปเปิดประตูต้อนรับนางเข้ามาในห้องด้วยตนเองดั่งเช่นทุกครั้ง
ซึ่งในวันนี้สายตาอันเฉียบคมของราชครูหนุ่มใหญ่กลับสังเกตเห็นร่องรอยความหม่นหมอง และความหนักอึ้งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มหวานละมุนของนางได้อย่างรวดเร็ว
“น้องหญิง...”
กู้เยี่ยนเฉิงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยนและเป็นห่วง มือหนาอันอบอุ่นเอื้อมไปกุมมือนุ่มของนางเอาไว้ พลางประคองบีบเบา ๆ อย่างรักใคร่และทะนุถนอม
“เจ้ามีเรื่องทุกข์ร้อนหรือมีสิ่งใดไม่สบายใจอย่างนั้นหรือ?”