LNCrawler

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (1)

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (1)

เจาหนิงช้อนสายตาขึ้นสบมองใบหน้าของพระสวามี ก่อนจะถอนลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบาเพื่อปลดเปลื้องความอึดอัดใจ นางตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดอย่างไม่คิดปิดบัง

“ท่านพี่...ที่ผ่านมา ข้าพยายามใช้กำลังคนในมือสะสางหนี้แค้นกับตระกูลหลานอย่างเงียบ ๆ เพื่อบีบให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมที่บังอาจมาแตะต้องหยางเออร์ของเรา ทว่าในยามนี้ ดูเหมือนว่าแม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังคิดจะยื่นมือเข้ามาขัดขวางและปกป้องสกุลหลานเอาไว้สุดกำลัง ข้าจึงจำต้องมาปรึกษาท่าน เพื่อไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายลุกลามไปมากกว่านี้”

กู้เยี่ยนเฉิงรับฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ไร้ซึ่งแววตื่นตระหนกหรือแปลกใจแม้แต่น้อย

ด้วยตำแหน่งราชครูผู้กุมหูตาไว้ทั่วทั้งเมืองหลวง มีหรือที่เขาจะไม่ล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของนาง เพียงแต่ในเมื่อเป็นความต้องการของภรรยา เขาจึงเลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้นางได้ระบายโทสะและสะสางความแค้นตามใจปรารถนา โดยคอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เสมอมา

ทว่าครานี้ เมื่อองค์หญิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอความช่วยเหลือด้วยตนเอง มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ

ขอเพียงเป็นสิ่งที่ทำให้นางพึงใจ ต่อให้ต้องนำพาจวนสกุลกู้ไปเสี่ยง เขาก็ยินดีที่จะกวัดแกว่งคมดาบแทนนางอย่างไร้ข้อแม้

“น้องหญิง เรื่องนี้เจ้าไตร่ตรองรอบคอบแล้วแน่นะ หากเจ้าปรารถนาจะกวาดล้างตระกูลหลานให้สิ้นซากจริง ๆ ย่อมหมายความว่าพวกเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการแตกหักกับองค์รัชทายาทได้อีกต่อไป” กู้เยี่ยนเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง

“ท่านพี่...เป็นคนสกุลหลานที่ก่อกรรมชั่วและคิดทำลายสายเลือดของเราก่อน!”

เจาหนิงแค่นยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาวาวโรจน์ไปด้วยประกายแห่งความเด็ดขาด

“หากองค์รัชทายาทไร้ซึ่งสายพระเนตรอันยาวไกล ไม่อาจแยกแยะผิดชอบชั่วดี และยังดึงดันจะปกป้องข้ารับใช้สารเลวเช่นนั้น ก็ย่อมไร้ซึ่งความจำเป็นอันใดที่พวกเราจะต้องไว้ไมตรีอีกต่อไป! และตัวองค์รัชทายาทเองก็ควรจะตระหนักในข้อนี้ให้ดี!”

ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มอันลึกล้ำ ในเมื่อองค์รัชทายาทกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูและขัดขวางนาง นางก็ไม่รังเกียจที่จะผลัดเปลี่ยนเจ้าของตำแหน่งรัชทายาทเสียใหม่

วังหลวงแห่งนี้หาได้มีองค์ชายเพียงพระองค์เดียวไม่ และในสายตาของนาง องค์ชายรองผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักวางตัวอย่างเจียมตน และไม่เคยคิดริอ่านล้ำเส้นอำนาจของนาง ก็นับว่าเป็นหมากชั้นเลิศที่คู่ควรแก่การหนุนหลังขึ้นสู่บัลลังก์แทนที่ยิ่งนัก

กู้เยี่ยนเฉิงมองทะลุถึงความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของภรรยา เขาหลุบสายตาลงครู่หนึ่ง แววตาคมกริบไหววูบด้วยคลื่นอารมณ์อันซับซ้อน เขารู้ดีว่าการคิดเขย่าบัลลังก์รัชทายาทคือเดิมพันคอขาดบาดตาย ทว่าเพียงชั่วพริบตา ความลังเลทั้งหมดก็ถูกลบล้างด้วยความรักที่เขามีต่อนางจนหมดสิ้น

บรรยากาศในห้องหนังสือเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระดาษฎีกาพลิกไหวตามแรงลม กู้เยี่ยนเฉิงรู้ดีว่าหากก้าวเท้าลงสู่กระดานศึกครานี้ ย่อมไม่มีหนทางให้ถอยกลับ แต่เพื่อรอยยิ้มของสตรีตรงหน้า แม้ต้องเป็นปฏิปักษ์กับแผ่นดิน เขาก็พร้อมจะเหยียบย่ำศัตรูทุกคนให้จมดิน

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเจาหนิงด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้ง

“น้องหญิง เจ้าจงวางใจเถิด เรื่องราวทั้งหมดจงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการสะสางต่อเอง เจ้าเพียงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในจวนเถิด”

น้ำเสียงอันนุ่มนวลและแววตาที่พร้อมจะปกป้องทุกสิ่ง ทำเอาหัวใจของเจาหนิงอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางคลี่รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ก่อนจะทิ้งตัวเอนศีรษะซบลงบนแผงอกกว้างของพระสวามีอย่างวางใจ

“ท่านพี่ช่างดีกับข้าเหลือเกิน ทั่วทั้งใต้หล้านี้ คงมีเพียงท่านผู้เดียวที่รักและมอบความสุขให้แก่ข้าได้อย่างแท้จริง”

กู้เยี่ยนเฉิงยกแขนขึ้นโอบกระชับร่างบางเข้ามาแนบอก มือหนาลูบไล้แผ่นหลังของนางอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม สายตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องหนังสือพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและเย็นยะเยือก

ขอเพียงแค่ให้นางได้ยิ้มอย่างมีความสุขและพ้นจากความทุกข์ใจ ต่อให้ต้องแบกรับฟ้าที่ถล่มลงมา หรือต้องลงมือสังหารล้างแผ่นดิน เขาก็จะไม่เอ่ยปากตัดพ้อแม้แต่คำเดียว...

 

วังองค์ชายรอง

ภายในตำหนักอันเงียบสงบขององค์ชายรอง ท่ามกลางกลิ่นหอมสะอาดของไม้สนและความเรียบง่ายปราศจากสิ่งฟุ่มเฟือย องค์ชายรองและรองเสนาบดีตู้ ผู้เป็นขุนนางคนสนิทและอาจารย์คู่คิด กำลังนั่งตรวจตราเอกสารฎีการาชการและแผนงานบูรณะเขื่อนชลประทานอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว

แม้ในสายตาของคนนอกและเหล่าขุนนางในราชสำนัก พระองค์จะไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเทียบเคียงกับองค์รัชทายาท ทว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์ขององค์ชายผู้ถ่อมตนและทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อราษฎร พระองค์กลับสะสมเขี้ยวเล็บและวางเครือข่ายอำนาจไว้อย่างเงียบเชียบเสมอมา

ทว่าความเงียบสงบยามค่ำคืนก็พลันถูกทำลายลง เมื่อหัวหน้าองครักษ์ประจำพระองค์ก้าวเท้ากระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า

“ทูลองค์ชาย มีรายงานลับด่วนที่สุดส่งมาจากคนของเราพ่ะย่ะค่ะ!

องค์ชายรองยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยดั่งบ่อน้ำลึก ปลายนิ้วค่อย ๆ วางพู่กันลงบนแท่นหิน ก่อนจะพยักพระพักตร์เบา ๆ อนุญาตให้อีกฝ่ายกราบทูล

“ทูลองค์ชาย คนของเราที่คอยจับตาดูค่ายลับขององค์หญิงเจาหนิงนอกเมืองรายงานเข้ามาว่า เมื่อช่วงพลบค่ำที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มชายชุดดำลึกลับนับร้อยนายบุกเข้าปล้นชิงค่ายลับอย่างสายฟ้าแลบ ทหารยามถูกวางยาสลบและจัดการจนราบคาบ อีกทั้งอาวุธหลวงและคลังเสบียงทั้งหมดที่องค์หญิงทรงลอบขนย้ายไปเก็บซ่อนไว้ ได้ถูกกวาดต้อนขนย้ายออกไปจนหมดเกลี้ยงอย่างไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ!”

หัวหน้าองครักษ์สูดหายใจลึกก่อนจะกราบทูลต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“และจากร่องรอยการเคลื่อนไหวที่สายสืบของพวกเราตามแกะรอยไปได้ พบเบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายที่ลงมือนั้น มีความเชื่อมโยงกับคนของตำหนักบูรพาพ่ะย่ะค่ะ! ยามนี้อาวุธหลวงทั้งหมดตกไปอยู่ในเงื้อมมือขององค์รัชทายาทเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อฟังรายงานจบ แววเนตรที่เคยราบเรียบขององค์ชายรองก็พลันหรี่แคบลง ประกายเย็นเยียบแล่นวาบผ่านม่านตา พระองค์ตวัดสายเนตรสบเข้ากับรองเสนาบดีตู้แวบหนึ่งอย่างรู้กันในทันที ก่อนจะโบกพระหัตถ์ส่งสัญญาณให้หัวหน้าองครักษ์ถอยออกไปนอกห้อง

ครั้นบานประตูปิดสนิทลง รองเสนาบดีตู้จึงค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ เอ่ยวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทว่าหนักอึ้ง

“ทูลองค์ชาย การที่องค์รัชทายาททรงเคลื่อนไหวอย่างอุกอาจและเฉียบขาดถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงว่าพระองค์ต้องทรงระแคะระคายหรือล่วงรู้ความเคลื่อนไหวบางอย่างแล้วเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ พระองค์อาจทรงทราบแล้วว่าตำหนักของพวกเรามีส่วนรู้เห็นและร่วมมือกับองค์หญิงเจาหนิงในการใช้คดีอาวุธเพื่อบีบคั้นสกุลหลาน การที่พระองค์ชิงลงมือปล้นอาวุธตัดหน้าไปเช่นนี้ ย่อมมีเป้าหมายเพื่อยึดหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ในพระหัตถ์ และอาจกำลังเตรียมนำมันมาใช้เป็นดาบเล่นงานพวกเราในข้อหาสมคบคิดก่อกบฏ”

“กระหม่อมมีความเห็นว่า พวกเราไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป จำต้องรีบวางแผนรับมือและชิงลงมือก่อนที่พายุจะพัดมาถึงตัวพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายรองพยักพระพักตร์รับอย่างเห็นพ้อง แววตาคมกริบทอประกายเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยว

เปลวเทียนบนเชิงทองเหลืองสั่นไหววูบวาบตามสายลมที่ลอดผ่านรอยแยกหน้าต่าง เงาดำทอดยาวทาบทับผนังห้องประหนึ่งสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากจำศีล สายสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างพี่น้องในวังหลวงกำลังจะขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์

การที่องค์รัชทายาทกล้าบุกจู่โจมค่ายลับขององค์หญิงเจาหนิง ย่อมไม่ใช่เพียงการปกป้องข้ารับใช้อย่างสกุลหลาน ทว่าคือการเปิดศึกแย่งชิงบัลลังก์กับพระองค์โดยตรง

“ในเมื่อเสด็จพี่รัชทายาทเป็นฝ่ายเลือกที่จะเปิดฉากก่อน เช่นนั้นข้าก็คงไม่อาจยอมอยู่นิ่งเป็นเป้านิ่งให้พระองค์ฟาดฟันได้อีกต่อไป”

องค์ชายรองตรัสด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ พระหัตถ์เลื่อนแผ่นแผนที่ค่ายทหารและเส้นทางในเมืองหลวงเข้ามากางออกตรงหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มสุมหัววางกลยุทธ์ซ้อนกลอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมรับมือและเปิดฉากโต้กลับองค์รัชทายาทในศึกชิงบัลลังก์ที่กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า

 

จวนสกุลอัน

ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างนวลตาอยู่ภายในห้องหนังสืออันมิดชิดของจวนสกุลอัน อันฉิงยังคงนั่งตรวจตราเอกสารการค้าอยู่หลังโต๊ะทำงานอย่างสุขุมเยือกเย็นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี

เพียงครู่เดียว มู่ลี่ก็ประคองสมุดบัญชีปึกหนาเดินก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง

“คุณหนูเจ้าคะ นี่คือรายงานบัญชีสรุปยอดการค้าประจำเดือนจากร้านค้าทุกสาขาของเราเจ้าค่ะ”

มู่ลี่บรรจงวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าผู้เป็นนายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“มีข่าวสารความเคลื่อนไหวอันใดรายงานเข้ามาบ้าง?”

อันฉิงเอ่ยถามเสียงเรียบ ปลายนิ้วเรียวงามค่อย ๆ พลิกเปิดหน้าสมุดบัญชีออกตรวจดูตัวเลขอย่างละเอียด ขณะเดียวกันก็เงี่ยหูรอฟังความคืบหน้าของแผนการลับในเงามืด

“เรียนคุณหนู คนของเราส่งสารด่วนมารายงานว่า ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการที่ท่านวางไว้ทุกอย่างเจ้าค่ะ บัดนี้อาวุธหลวงและคลังเสบียงทั้งหมดที่ปล้นชิงมาจากค่ายลับขององค์หญิงเจาหนิง โม่หยวนเฟิงได้นำแจกจ่ายให้คนของตนตามแผนเรียบร้อยเจ้าค่ะ”

“ยิ่งไปกว่านั้น คนของเรายังได้ทิ้งหลักฐานและเบาะแสเท็จที่จงใจทำเลียนแบบคนของตำหนักบูรพาเอาไว้ในที่เกิดเหตุอย่างแนบเนียน หากมีการส่งคนออกไปสืบสาว ย่อมต้องปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือขององค์รัชทายาทอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

เมื่อได้ฟังรายงานจบ สีหน้าของอันฉิงกลับไม่ได้ฉายแววประหลาดใจแม้แต่น้อย มุมปากบางเพียงกระตุกรอยยิ้มเยียบเย็นและลึกล้ำขึ้นมาชั่ววูบ ด้วยทุกย่างก้าวบนกระดานนี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางคำนวณและจัดวางไว้อย่างแยบยลตั้งแต่ต้น

นางพยักหน้ารับรู้เบา ๆ ก่อนจะเอ่ยสั่งการขั้นต่อไปด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“มู่ลี่ เจ้าจงสั่งการให้คนของเราปล่อยข่าวลือเรื่องที่เกิดขึ้นกับมู่ชิงเหยาและหลานเฉินในอารามออกไป ยิ่งราชสำนักปั่นป่วนวุ่นวายและแตกแยกมากเท่าใด ย่อมยิ่งเป็นผลดีต่อแผนการของเรามากเท่านั้น”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

มู่ลี่ค้อมกายรับคำสั่งอย่างรู้ใจ ก่อนจะเร้นกายถอยร่นออกจากห้องไปอย่างเงียบกริบดั่งภูตพราย

เมื่อความเงียบสงัดหวนกลับมาครอบงำอีกครั้ง อันฉิงจึงปิดสมุดบัญชีลงช้า ๆ นางลุกขึ้นยืนแล้วสาวเท้าเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง ซึ่งมีกระดานหมากรุกล้อมวางตระหง่านอยู่ หญิงสาวทอดสายตามองเม็ดหมากขาวดำที่เรียงรายอยู่บนกระดานอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาคมปลาบเริ่มคำนวณและประเมินทิศทางของพายุการเมืองลูกถัดไปอย่างใจเย็น

หากนางคาดเดาไม่ผิด หลังจากการแตกหักอย่างรุนแรงระหว่างองค์หญิงเจาหนิงกับองค์รัชทายาท บุคคลที่ย่อมไม่อาจยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้ และต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงบนกระดานนี้อย่างแน่นอน ย่อมไม่พ้นราชครูกู้เยี่ยนเฉิงอย่างแน่นอน

และนั่นจะทำให้หมากกระดานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอีกต่อไป