LNCrawler

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (2)

บทที่ 50 หมากที่ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ (2)

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา กู้เยี่ยนเฉิงคอยกางปีกปกป้ององค์หญิงเจาหนิงจากภยันตรายทั้งปวงมาโดยตลอด ครั้งนี้เมื่อเจาหนิงถูกต้อนจนมุมและไม่อาจรับมือกับอำนาจขององค์รัชทายาทได้เพียงลำพัง ย่อมเป็นราชครูกู้ผู้นี้ที่จะต้องก้าวออกมารับหน้าที่เก็บกวาดและฟาดฟันศัตรูแทนนางดั่งเช่นเคย

และนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของแผนการทั้งหมด

อันฉิงตระหนักดีว่า ทั้งองค์หญิงเจาหนิงและองค์ชายรองแท้จริงแล้วไร้ซึ่งกำลังวังชาที่จะงัดข้อโค่นล้มองค์รัชทายาทได้สำเร็จ การยืมมือของคนทั้งสองจึงเป็นเพียงฉากโหมโรงเพื่อล่อให้เหยื่อตัวจริงเผยตัวออกมาเท่านั้น

ทางด้านองค์รัชทายาทย่อมไม่ยอมสละขุมกำลังทหารของสกุลหลานไปโดยง่าย ทว่าหากผู้ที่ลงมือบดขยี้สกุลหลานและสั่นคลอนเก้าอี้รัชทายาทกลายเป็นราชครูกู้เยี่ยนเฉิง เรื่องราวย่อมพลิกผันไปคนละทิศละทาง!

เพราะกู้เยี่ยนเฉิงไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่คือพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจำศีลต่างหาก...

บุรุษผู้เริ่มต้นชีวิตจากบัณฑิตยากจน ไร้ชื่อเสียง ไร้ชาติตระกูลหนุนหลัง ทว่ากลับสามารถไต่เต้าผ่านคมดาบและการแก่งแย่งขึ้นสู่ตำแหน่งราชครูผู้กุมเครือข่ายขุนนางและบารมีล้นฟ้าได้อย่างมั่นคง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วยอย่างแน่นอน

แม้ฉากหน้าเขาจะวางตนเป็นกลางและทำทีเป็นไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในราชสำนัก ทว่าความร้ายกาจและสติปัญญาอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มสุภาพนั้น คือสิ่งที่นางจะประมาทไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว

อันฉิงคีบเม็ดหมากสีดำขึ้นมา วางกระแทกลงบนจุดกึ่งกลางกระดานอย่างมั่นคง ก่อนจะตามด้วยการวางหมากตัวอื่น ๆ ล้อมกรอบปิดทางรอดไว้อย่างรัดกุม

เปรี้ยง!

ในชั่วขณะนั้นเอง อสนีบาตสายใหญ่ก็พลันฟาดเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนพิภพ ลมพายุพัดกระโชกจนม่านหน้าต่างโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่ง

อันฉิงเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่าง กลุ่มเมฆดำทมิฬหนาทึบกำลังบดบังแสงจันทร์จนมิดดับ กลิ่นฝนอันเข้มข้นโชยมาตามสายลมที่พัดกระหน่ำ

ใกล้แล้ว...

ในที่สุดก็ใกล้จะถึงเวลาช่วงสำคัญของการตัดสินหมากกระดานนี้

 

หลายวันต่อมา เมืองหลวงที่เคยเงียบสงบกลับถูกซัดกระหน่ำด้วยข่าวลืออื้อฉาวอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยดั่งไฟลามทุ่ง

ตั้งแต่โรงน้ำชาอันโอ่อ่า ตลาดการค้าที่พลุกพล่าน ไปจนถึงเรือนพักของเหล่าขุนนางชั้นสูง ไม่มีผู้ใดไม่เอ่ยถึงเรื่องราวอันโสมมที่เกิดขึ้นในอารามนอกเมือง ผู้คนต่างล่วงรู้จนหมดไส้หมดพุงว่ามู่ชิงเหยาถูกหลานหลินลอบวางยากำหนัดและจัดฉากล่อลวงเข้าไปในเรือนร้าง เพื่อเปิดทางให้หลานเฉินสวมบทบาทข่มเหงย่ำยีเกียรติยศ หวังจะผูกมัดให้นางกลายเป็นสตรีเปื้อนมลทินที่ไร้ทางสู้

เหตุการณ์อันต่ำช้านี้ส่งผลกระทบสะเทือนเลื่อนลั่นต่อภาพลักษณ์ของหลานหลินอย่างรุนแรงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา หลานหลินวางตัวประดุจดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง อ่อนหวาน สง่างาม และเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม จนได้รับการยกย่องให้เป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ทว่าบัดนี้ เปลือกนอกอันสูงส่งที่นางเพียรสร้างขึ้นกลับถูกกระชากหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นเนื้อในที่เน่าเฟะ อำมหิต และเจ้าแผนการยิ่งกว่าอสรพิษร้าย!

ความชิงชังระคนผิดหวังปะทุขึ้นในใจของเหล่ากุลสตรีชนชั้นสูงอย่างรวดเร็ว บรรดาคุณหนูในห้องหอที่เคยยึดถือนางเป็นต้นแบบในการวางตน ต่างพากันรู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจเดียดฉันท์

ยามรวมกลุ่มดื่มชาก็มักจะยกพัดขึ้นมาบดบังรอยยิ้มเยาะเย้ย ถากถางความหน้าซื่อใจคดของอดีตสตรีอันดับหนึ่งกันอย่างสนุกปาก แม้แต่บ่าวไพร่ในโรงเตี๊ยมยังลอบหัวเราะเยาะคราบน้ำตาจอมปลอมของนาง

ชื่อเสียง เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของสองพี่น้องสกุลหลานพังทลายลงสู่จุดต่ำสุดในชั่วพริบตา หลานเฉินถูกตราหน้าว่าเป็นโจรราคะผู้ไร้ยางอาย ส่วนหลานหลินก็กลายสภาพเป็นนางมารร้ายใต้คราบเทพธิดา ปิดฉากความรุ่งโรจน์อันจอมปลอมลงอย่างไม่อาจหวนคืน...

 

จวนสกุลหลาน

ในขณะเดียวกันนั้น หลานหลินที่จำต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมาหลายวัน นางพยายามไม่ออกไปไหนหรือติดต่อกับเหล่าคุณหนูคนอื่น ๆ ตามคำสั่งกำชับของบิดา ทว่าในช่วงหลายวันนี้นางกลับได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสื่อมเสียเกี่ยวกับตัวนาง ทั้งยังถูกผู้คนนำไปพูดถึงลับหลังไปต่าง ๆ นานา แม้แต่สาวใช้ในเรือนก็ยังลอบจับกลุ่มซุบซิบนินทา

แม้หลานหลินจะพยายามข่มกลั้นโทสะเอาไว้ไม่แสดงออก แต่เพราะข่าวลือนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่นางจะควบคุมได้ บัดนี้ภาพลักษณ์สตรีอันดับหนึ่งที่นางต้องทุ่มเทเวลาสร้างมาอย่างยากลำบากกลับถูกข่าวลือบ้า ๆ นั่นทำลายลงจนหมดสิ้น แล้วเช่นนี้นางจะยังเหลือหน้าไปสู้ผู้ใดในเมืองหลวงได้อีก!

“คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ”

ซู่ซู่นำถาดน้ำชาและของว่างเข้ามาปรนนิบัติผู้เป็นนาย ทว่าหลานหลินเพียงตวัดสายตามองนางครู่หนึ่งอย่างหงุดหงิดใจ

“ซู่ซู่ ตอนนี้สืบพบแล้วหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องที่อารามออกไป!” นางเอ่ยเค้นถามเสียงแข็ง

“เรียนคุณหนู ยังไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะว่าต้นตอมาจากที่ใด แต่จากที่บ่าวลอบสืบมา คาดว่าเรื่องนี้อาจจะหลุดลอยมาจากปากของเหล่าคุณหนูที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเจ้าค่ะ”

“แล้วข้างนอกเริ่มพูดถึงข้าไปในทิศทางใดบ้าง?”

แม้ในอกจะเดือดพล่านด้วยความโกรธ ทว่านางก็กระวนกระวายอยากรู้ว่าเวลานี้สายตาของคนภายนอกมองนางเช่นไร

ซู่ซู่นิ่งเงียบไปทันควัน นางก้มหน้าลงต่ำไม่กล้าสบสายตาหรือเอ่ยถึงข่าวลือโสมมเหล่านั้นออกมาอีก ด้วยหวาดกลัวว่าหากคุณหนูของตนรับรู้ ย่อมต้องบันดาลโทสะจนขาดสติเป็นแน่ นางจึงอึกอักไม่กล้าที่จะรายงานต่อ

หลานหลินที่เห็นท่าทางพิรุธของซู่ซู่ก็พอจะคาดเดาได้ แต่นางก็ยังคงส่งสายตากดดันและเค้นถามเพื่อเอาความจริงให้จงได้

“พูดมา! ข้าอยากจะรู้นักว่าพวกปากหอยปากปูมันบังอาจว่าร้ายข้าอย่างไรบ้าง!”

“เอ่อ...คือว่า ตอนนี้ผู้คนในเมืองหลวงกำลังลือกันหนาหูว่า หลายปีที่ผ่านมาคุณหนูเพียงเสแสร้งเล่นละครตบตาพวกเขา แต่เนื้อแท้แล้วคุณหนูเป็นสตรีจิตใจคดโกง ร้ายกาจ ไม่คู่ควรกับตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่งเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ ยามนี้พวกเขากำลังร่วมกันเรียกร้องให้ลบชื่อคุณหนูออกจากทำเนียบยอดสตรีเจ้าค่ะ” ซู่ซู่จำใจต้องเอ่ยรายงานตามความจริงด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

เมื่อหลานหลินได้ยินเช่นนั้น นางก็กรีดร้องระบายความแค้นออกมาทันที บัดนี้นางไม่อาจประคองสติอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป ร่างบางผุดลุกขึ้นแล้วใช้แขนเสื้อกวาดข้าวของเครื่องประดับที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งและโต๊ะน้ำชาด้วยความบ้าคลั่ง ถ้วยกระเบื้องเคลือบและจานขนมตกลงไปแตกกระจายเกลื่อนกลาดบนพื้นห้อง

“บังอาจนัก! พวกมันเป็นตัวบัดซบอันใด ถึงกล้าคิดจะลบชื่อข้าออกจากทำเนียบยอดสตรี!”

นางตวาดลั่นพลางคว้าหยิบแจกันลายครามขว้างปาลงบนพื้นเพื่อระบายไฟแค้นจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ

“คุณหนูใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ! ไม่แน่ว่าเรื่องราวอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่วิตก อีกอย่างข่าวลือไร้แก่นสารพวกนี้ เพียงผ่านไปไม่กี่วันผู้คนก็คงลืมเลือนไปเองเจ้าค่ะ”

ซู่ซู่รีบก้าวเข้าไปพยายามเอ่ยห้ามปรามนายของตน ทว่าดูเหมือนว่าหลานหลินจะไม่ได้รับฟังถ้อยคำเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางยังคงกวาดสายตาเกรี้ยวกราด คว้าแจกันหรูหราราคาแพงทุ่มลงพื้นใบแล้วใบเล่าและอาละวาดคลุ้มคลั่งไม่ยอมหยุด

“เจ้าจะไปรู้อะไร! ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทฝึกฝนเล่าเรียนอย่างหนักหน่วงจนเชี่ยวชาญศาสตร์ทุกด้าน กว่าข้าจะก้าวขึ้นมาเป็นสตรีอันดับหนึ่งได้ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อตั้งกี่ปี แต่กลับต้องมาพังทลายลงเพียงชั่วข้ามคืนเพราะข่าวฉาวพวกนั้น! นี่จะต้องเป็นนังมู่ชิงเหยาแน่ ๆ ที่จงใจปล่อยข่าวเพื่อทำลายข้า!”

หลานหลินแผดเสียงระบายความอัดอั้นตันใจ นางคว้าหนังสือและม้วนภาพวาดเขวี้ยงปาไปทั่วห้อง ในหัวปักใจเชื่อเพียงว่าคนเดียวที่หมายจะบดขยี้นางให้จมดินย่อมมีเพียงมู่ชิงเหยาเท่านั้น อีกฝ่ายต้องวางแผนเอาคืนนางอย่างเลือดเย็นเป็นแน่

ยิ่งคิดหลานหลินก็ยิ่งสติแตก คว้าสิ่งของทุกอย่างที่คว้าได้ฟาดฟันลงพื้นอย่างไม่ไยดี พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องราวกับคนเสียสติ

เหล่าสาวใช้ด้านนอกต่างพากันตัวสั่นงันงก มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความหวาดผวา ต่างพากันล่าถอยหลบมุมเพื่อไม่ให้ตนเองต้องพลอยโดนลูกหลง มีเพียงซู่ซู่คนเดียวเท่านั้นที่ยังคงปรี่เข้าไปดึงรั้งแขนของหลานหลินไว้ด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย

“คุณหนู โปรดทรงระงับโทสะก่อนเถิดนะเจ้าคะ!”

“หุบปาก!”

เพี๊ยะ!

หลานหลินตวาดก้องพร้อมกับสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของซู่ซู่อย่างแรงด้วยความขาดสติ ในเวลานี้นางทั้งโกรธแค้นทั้งอับอายจนอกแทบระเบิด หากไม่ได้ระบายโทสะออกมานางคงต้องอกแตกตายเป็นแน่แท้

ทว่าครั้นเห็นสาวใช้คนสนิทล้มพับลงไปกองกับพื้นกุมแก้มข้างที่ขึ้นรอยแดงก่ำเพราะฝีมือตน นางก็เริ่มชะงักงันและได้สติกลับคืนมาบ้าง

“คุณหนู อย่าได้ทำร้ายตนเองด้วยความขุ่นเคืองเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ”

ซู่ซู่แม้จะเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ยังคงประคองตัวคุกเข่ากล่าวเตือนสติอย่างนอบน้อม เพื่อแสดงให้หลานหลินเห็นว่านางจงรักภักดีและห่วงใยผู้เป็นนายสุดหัวใจ

หลานหลินพยายามสะกดกลั้นโทสะที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ในอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครากระทั่งแววตาเริ่มสงบลง ปลายนิ้วที่สั่นเทาค่อย ๆ ทิ้งลงข้างลำตัว

“พวกเจ้าไสหัวออกไปให้หมด ข้าอยากอยู่คนเดียว!”

นางหันหลังกลับไปสั่งการเหล่าสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแหบพร่า

สิ้นเสียงคำสั่ง ซู่ซู่และสาวใช้คนอื่น ๆ ต่างก็รีบค้อมกายถอยร่นออกจากห้องไปในทันที โดยสาวใช้คนอื่นต่างพากันวิ่งกระเจิงไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่หลังเรือนด้วยความหวาดกลัว มีเพียงซู่ซู่ที่ค่อย ๆ ปิดประตูห้องลงอย่างไม่รีบร้อน

ทันทีที่แผ่นไม้ประกบปิดสนิทและก้าวพ้นสายตาของหลานหลิน สีหน้าที่เคยฉายแววห่วงใยระคนเจ็บปวดเมื่อครู่ ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบไร้ความรู้สึกในชั่วพริบตา แววตาคมปลาบปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมาจาง ๆ ก่อนจะปรับสีหน้ากลับมานิ่งเรียบดุจเดิมประหนึ่งไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

 

===========

หากนักอ่านท่านใดต้องอ่านต่อล่วงหน้าจนจบ

สามารถกดซื้อได้ทาง Dek-d และ MEB ได้แล้ววันนี้ค่า

โดยไรท์กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียง 179 บาท จากราคาเต็ม 249 บาทค่ะ

ตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ย.69 นี้เท่านั้นนะคะ

Dek-d >>> e-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)

MEB >>> E-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)