บทที่ 52 แผนการร้าย (2)
บทที่ 52 แผนการร้าย (2)
บทที่ 52 แผนการร้าย (2)
ในเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หมอกยามเช้ายังคงลอยเรี่ยผิวดิน หลานหลินก้าวขึ้นสู่รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำสกุลพร้อมกับซู่ซู่ โดยมีเพียงสารถีคู่ใจคอยบังคับม้าเพียงลำพัง ปราศจากขบวนผู้ติดตามเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
ทันทีที่ล้อรถม้าเริ่มบดไปตามถนนและเคลื่อนตัวห่างออกจากจวนสกุลหลาน ซู่ซู่ก็จัดแจงเปิดกล่องไม้ ยกถาดของว่างและกาน้ำชาขึ้นจัดวางบนโต๊ะเล็กอย่างรู้หน้าที่ เพื่อให้ผู้เป็นนายได้ผ่อนคลายอารมณ์ในระหว่างการเดินทาง
“คุณหนูดื่มน้ำชาร้อน ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
ซู่ซู่รินน้ำชาควันกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้อง ประคองส่งให้อย่างนอบน้อม พร้อมจัดวางขนมดอกกุ้ยฮวาใส่จานใบเล็กอย่างประณีต
“ซู่ซู่ เจ้าช่างรู้ใจข้าไปเสียทุกเรื่องจริง ๆ”
หลานหลินรับถ้วยชามาจิบอย่างไม่รีบร้อน ในยามที่คนทั้งเมืองหลวงพากันเหยียบย่ำและหมางเมินนาง อย่างน้อยข้างกายก็ยังมีสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ผู้นี้คอยปรนนิบัติเอาใจใส่
“ขอเพียงคุณหนูสบายใจ บ่าวย่อมยินดีทำให้ทุกอย่างเจ้าค่ะ” ซู่ซู่เอ่ยตอบพลางขยับเข้าไปบีบนวดต้นแขนและไหล่ให้อย่างเอาอกเอาใจ
“หากไม่ใช่เพราะนังมู่ชิงเหยา ข้าก็คงไม่ต้องตกเป็นขี้ปากและถูกคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะเช่นนี้!”
หลานหลินยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด พลางระบายโทสะออกมาอย่างหัวเสีย “และหากไม่ใช่เพราะท่านพี่โง่เง่าจนทำแผนการของข้าพัง ตอนนี้นังมู่ชิงเหยาต่างหากที่ต้องนอนร้องไห้ทนรับความอัปยศพวกนั้น!”
“บ่าวเข้าใจเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวงดงามและสูงส่งถึงเพียงนี้ มีหรือที่สตรีเยี่ยงนั้นจะเทียบเคียงได้ ไม่แน่นะเจ้าคะ การที่คุณหนูมู่นัดพบออกไปนอกเมืองอย่างกะทันหันเช่นนี้ นางอาจจะกำลังคิดแผนการชั่วร้ายเพื่อดักเล่นงานคุณหนูอยู่ก็เป็นได้” ซู่ซู่เอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ป้อนคำพูดที่หลานหลินอยากฟังเข้าหูอย่างแนบเนียน
“หึ! ข้าจะไปกลัวอันใดกับคนอย่างนาง!”
หลานหลินแค่นยิ้มหยามเหยียด นางหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวกลืนด้วยความขุ่นแค้น
“ใช่ว่าจะมีเพียงข้าที่ถูกติฉินนินทาเสียเมื่อไหร่ นางเองก็เป็นเพียงสตรีแพศยาที่ดีแต่วางท่าล่อลวงบุรุษเท่านั้น!”
ตลอดเส้นทาง หลานหลินหยิบขนมและดื่มชาดับกระหายอย่างต่อเนื่อง ปากก็ยังคงก่นด่าสาปแช่งมู่ชิงเหยาไม่หยุดหย่อน ทว่าเพียงไม่นานนัก เสียงรอบกายก็เริ่มเลือนราง เปลือกตาคู่สวยหนักอึ้ง ร่างบางโงนเงนไปมา ก่อนจะทิ้งตัวฟุบหมดสติลงบนเบาะนวมโดยไม่ทันรู้ตัว
ซู่ซู่ทอดสายตามองร่างที่ไร้สติของนายหญิง แววตาที่เคยนอบน้อมกลับราบเรียบไร้ระลอกคลื่น นางไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ปลายนิ้วค่อย ๆ จัดท่าทางให้หลานหลินนอนราบลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเลิกม่านประตูรถม้าชะโงกหน้าออกไปสั่งสารถีด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังตรอกชิงผิง”
สิ้นเสียง รถม้าก็เลี้ยวหักมุมมุ่งตรงสู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว จวบจนกระทั่งแล่นมาหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูด้านหลังของจวนลับในตรอกชิงผิงตามจุดนัดหมาย ที่ซึ่งองครักษ์เงาของอันฉิงในชุดรัดกุมยืนดักรอท่าอยู่ก่อนแล้ว
ซู่ซู่ก้าวเท้าลงจากรถม้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“จัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”
“เรียบร้อยดี คนของหลานชางไห่ที่เฝ้าจวนลับแห่งนี้ถูกจัดการจนหมดสิ้นแล้ว” องครักษ์เงาตอบกลับ
ซู่ซู่พยักหน้ารับรู้ นางตวัดสายตาคมปลาบมองไปยังรถม้าพลางสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ลากตัวนางลงมา พาเข้าไปในห้องด้านในสุด”
องครักษ์เงากระโดดขึ้นรถม้า แบกร่างที่หมดสติของหลานหลินลงมา แล้วสาวเท้าเดินตามซู่ซู่เข้าไปในตัวเรือน กระทั่งถึงห้องลับด้านในสุดอันมืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น องครักษ์เงาวางร่างของนางลงบนเตียงไม้เก่า ๆ ก่อนจะถอยร่นออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของซู่ซู่แต่เพียงผู้เดียว
ซู่ซู่ไม่รอช้า นางลงมือปลดเปลื้องอาภรณ์ผ้าไหมหรูหราและถอดเครื่องประดับล้ำค่าทั้งหมดออกจากร่างของหลานหลิน นำไปโยนทิ้งลงในเตาไฟจนมอดไหม้ จากนั้นจึงสวมใส่เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบกร้านของหญิงสาวชาวบ้านยากจนลงไปแทนที่ นางขยี้เส้นผมของหลานหลินให้ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง ทิ้งปอยผมลงมาบดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง
ยังไม่วาย มือบางหยิบเศษผ้าหนาขึ้นมายัดอุดปากของหญิงสาวไว้แน่นหนา มัดข้อมือทั้งสองข้างไพล่หลัง และนำโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนาที่ตกค้างอยู่ในห้องเข้ามาล่ามข้อเท้าของหลานหลินไว้กับเสาเตียงอย่างแน่นหนา หลังจากนั้นนางจึงก้าวถอยหลังออกมายืนมองผลงานตรงหน้าตน
อดีตสตรีอันดับหนึ่งผู้สูงส่ง บัดนี้ตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาไม่ต่างอันใดจากเหยื่อเคราะห์ร้ายในกรงขัง แววตาของซู่ซู่เย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ไร้ซึ่งความสงสารหรือความลังเลแม้แต่น้อย เพลิงแค้นที่สั่งสมมาเนิ่นนานปะทุขึ้นในอกอย่างเงียบงัน
ในเมื่อหลานชางไห่ก่อกรรมทำเข็ญ ทารุณและพรากชีวิตเด็กสาวบริสุทธิ์ในห้องนี้มานับไม่ถ้วน เช่นนั้นในคืนนี้ ยามที่เขาเหยียบย่างเข้ามาเพื่อเสพสมตัณหาวิปริต ก็จงลิ้มรสผลกรรมที่ตนเองได้สร้างไว้ และลงมือย่ำยีเหยื่อในเงามืดด้วยน้ำมือตนเองเสียเถิด
ซู่ซู่แค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไป
เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา องครักษ์เงาที่ยืนรออยู่ก็เอ่ยรายงานต่ออย่างรวดเร็ว “เด็กสาวที่ถูกจับมาขังและทารุณทั้งหมด คนของเราได้ช่วยเหลือนำตัวออกไปรักษาบาดแผลที่เรือนพักนอกเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนเฝ้าเรือนชุดใหม่นี้ ล้วนเป็นคนของเราที่ปลอมตัวมาสวมรอยทั้งสิ้น”
ซู่ซู่พยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้แล้ว โดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก จากนั้นจึงสาวเท้ายาวกลับขึ้นสู่รถม้า ทว่าครานี้นางไม่ได้กลับไปยังจวนสกุลหลานอีกต่อไป หากแต่มุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังจวนสกุลอันแทน
เมื่อรถม้าเทียบจอด สาวใช้คนสนิทก็นำทางซู่ซู่ตรงไปยังห้องหนังสือส่วนตัวของอันฉิงทันที
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ซู่ซู่ได้ยืนประจันหน้ากับอันฉิงโดยไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอีกต่อไป นางคุกเข่าลงคำนับอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เรียนคุณหนู ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ”
อันฉิงละสายตาจากสมุดบัญชีการค้า เงยหน้าขึ้นสบสายตากับสตรีเบื้องหน้า แววตาของซู่ซู่ปราศจากความลังเลหรือความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งเพื่อปิดฉากหนี้แค้น อันฉิงรับรู้ถึงความมุ่งมั่นนั้นได้ทันที นางพยักหน้ารับช้า ๆ ด้วยความเข้าใจ
“หลายปีมานี้คงต้องลำบากเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนเถิด ข้าให้มู่ลี่จัดเตรียมห้องพักไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหนู”
ซู่ซู่ค้อมศีรษะลงคำนับอย่างซาบซึ้งใจ ก่อนจะค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ถอยร่นออกจากห้องไปอย่างเงียบสงบ
อันฉิงทอดสายตามองตามแผ่นหลังของนางไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มหน้าลงตรวจตราเอกสารในมือต่อด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็น หมากตัวสำคัญได้เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว และในคืนนี้งิ้วฉากใหญ่กำลังจะเปิดม่านขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ...
ตกดึกในคืนเดียวกันนั้นเอง เมฆหมอกทะมึนบดบังแสงจันทร์จนมืดดับ หลานชางไห่ที่ถูกความเครียดและความกดดันจากคดีอาวุธหายบีบคั้นจนแทบคลั่ง เขาก็ไม่อาจอดทนรอจนถึงวันมะรืนตามคำเตือนของพ่อบ้านได้อีกต่อไป
สันดานดิบอันบิดเบี้ยวเรียกร้องการปลดปล่อยอย่างบ้าคลั่งเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ เขาจึงจากจวนมุ่งตรงมายังจวนลับในตรอกชิงผิงกลางดึกสงัด
ทันทีที่ล้อรถม้าหยุดนิ่ง หลานชางไห่ก็กระโจนลงจากรถม้า สาวเท้าฝ่าความมืดตรงดิ่งเข้าไปในตัวเรือน ใบหน้าเหี้ยมเกรียมเต็มไปด้วยความอัดอั้นที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมา
เขาไม่รอช้าแม้แต่อึดใจเดียว มือหนาผลักบานประตูห้องนอนด้านในสุดเปิดออกเสียงดังลั่น
ปัง!
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ตรงมุมห้องที่ส่องให้เห็นเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งขดตัวคุดคู้สั่นสะท้านอยู่ข้างเตียง สำหรับหลานชางไห่แล้ว ภาพของเหยื่อที่นั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้นับเป็นภาพชินตาที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งเห็นท่าทีกลัวตายและการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของอีกฝ่าย เพลิงตัณหาอันอำมหิตในกายของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านตื่นเต้นขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ทว่าสิ่งที่หลานชางไห่กลับไม่ล่วงรู้เลยนั้น คือร่างที่กำลังนั่งขดตัวอยู่หาใช่เด็กสาวชาวบ้านไม่ หากแต่คือ หลานหลินต่างหาก!
หลังจากที่หลานหลินฟื้นคืนสติขึ้นมาในห้องขังอันมืดมิดและส่งกลิ่นสาบสาง นางก็พบว่าข้อมือของตนถูกมัดไพล่หลัง ข้อเท้าถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็กหนาหน่วง ซ้ำร้ายริมฝีปากยังถูกเศษผ้าหยาบยัดอุดไว้จนมิดแน่น ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นอู้อี้เล็ดลอดออกมาในลำคอ นางไม่เคยพบเห็นสถานที่อันโสมมและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
ครั้นได้ยินเสียงเปิดประตูดังสนั่นพร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์ที่ย่างสามขุมเข้ามาท่ามกลางความมืด ความหวาดผวาก็พุ่งทะลุขีดสุด นางทำได้เพียงพยายามถดกายหนีเข้ามุมห้องให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลานชางไห่หรี่ตามองเหยื่อในเงามืดด้วยสายตาหื่นกระหาย เขาก้าวพรวดเข้าประชิดตัว เอื้อมมือหยาบกร้านกระชากคอเสื้อป่านของนางขึ้นมาจากพื้น แล้วเหวี่ยงร่างบางลงบนเตียงไม้เก่าอย่างรุนแรง
โครม!
หลานหลินกรีดร้องเสียงอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด ร่างกายดิ้นรนสะบัดขัดขืนสุดชีวิต ทว่าการดิ้นรนนั้นกลับยิ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิง หลานชางไห่ที่กำลังอารมณ์ไม่ดีจากเรื่องในราชสำนัก จึงไม่อาจทนต่อความรำคาญใจนี้ได้ เขาเงื้อมฝ่ามือขึ้นบันดาลโทสะฟาดลงบนใบหน้าของหญิงสาวเต็มแรง
เพี๊ยะ!
“นังตัวดี! วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดีเท่าใดนัก เจ้าอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญเชียว ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน!”
===========
หากนักอ่านท่านใดต้องอ่านต่อล่วงหน้าจนจบ
สามารถกดซื้อได้ทาง Dek-d และ MEB ได้แล้ววันนี้ค่า
โดยไรท์กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียง 179 บาท จากราคาเต็ม 249 บาทค่ะ
ตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ย.69 นี้เท่านั้นนะคะ
Dek-d >>> e-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)
MEB >>> E-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)