LNCrawler

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (2)

บทที่ 5 ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ (2)

ขณะเดียวกัน ทางด้านแม่นมหลิ่วและหมอหลวงก็เร่งรีบเดินทางมาถึงเรือนพักของบ่าวรับใช้ท้ายจวน ยามเมื่อเปิดประตูไม้ก้าวเข้าไปภายในห้องโถงเล็ก ภาพที่ปรากฏคือร่างของอันรุ่ยกำลังนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง จับมืออันเย็นชืดของหยางเหมยที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติไว้แน่น แม่นมหลิ่วเห็นดังนั้นจึงรีบให้หมอหลวงก้าวเข้าไปดูอาการของสตรีบนเตียงทันที

“อันรุ่ย เจ้าออกไปรอนอกห้องเสียก่อนเถิด ให้หมอหลวงได้ตรวจดูอาการมารดาของเจ้า”

“เจ้าค่ะ...”

อันรุ่ยย่อกายปาดน้ำตาบนแก้มออกอย่างว่าง่าย ก่อนจะถอยกายเดินออกไปรอนอกห้อง ปล่อยให้ภายในห้องพักเป็นหน้าที่ตรวจรักษาของหมอหลวงตามคำสั่ง

ในระหว่างที่อันรุ่ยกำลังนั่งใจสั่นขวัญเสียรออยู่บนม้านั่งหินหน้าเรือน ร่างเล็กของอันฉิงก็วิ่งกลับมาถึงพอดี ในมือเล็กของนางยังคงประคองห่อผ้าผืนบางที่ห่อขนมหวานชิ้นยาวที่เหลือไว้เมื่อครู่ ยามเมื่อเห็นพี่สาวนั่งหน้าซีดอยู่ลำพัง เด็กน้อยก็รีบก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“พี่หญิง ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

อันรุ่ยทอดสายตามองน้องสาว พลางส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่รู้เลย หมอหลวงกำลังตรวจดูอยู่ข้างใน”

“พี่หญิง ข้าแบ่งขนมให้ท่านเจ้าค่ะ”

อันฉิงบิขนมหวานชิ้นโตในมือแบ่งให้พี่สาวคนละครึ่ง นัยน์ตากลมโตสุกใสฉายแววมีความหวังเต็มเปี่ยมพลางเอ่ยต่ออย่างไร้เดียงสา

“องค์หญิงตรัสกับข้าด้วยพระองค์เองว่ามีหมอหลวงอยู่ ท่านแม่จะต้องไม่เป็นอะไรแน่ ๆ เจ้าค่ะ พี่หญิงกินขนมหวานนี่ก่อนนะเจ้าคะ”

อันรุ่ยพยักหน้ารับคำน้องสาว ยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรับขนมมาถือไว้ ยามเมื่อมองเห็นความใสซื่อของน้องและคำย้ำเตือนถึงองค์หญิงผู้เป็นที่พึ่ง ความหวาดกลัวในอกของเด็กสาวคนพี่ก็คลายลงไปบ้าง นางกัดกินขนมหวานร่วมกับน้องสาวเงียบ ๆ ท่ามกลางการรอคอยอันยาวนาน

ผ่านพ้นไปครู่ใหญ่ บานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมแม่นมหลิ่วและหมอหลวงที่ก้าวเดินออกมาจากห้องพักด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา เด็กสาวทั้งสองเมื่อเห็นผู้ใหญ่ออกมาต่างก็รีบดีดตัวลุกขึ้น ก้าวเข้าไปถามไถ่อาการมารดาทันที

“ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” อันรุ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อันฉิงน้อยเองก็ชะเง้อคอรอฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย

แม่นมหลิ่วไม่ได้เอ่ยตอบในทันที นัยน์ตาฉายแววซับซ้อนบางอย่าง ก่อนจะหันไปพยักหน้าสั่งการให้สาวใช้ข้างกายไปส่งหมอหลวงกลับก่อน จากนั้นนางจึงหันกลับมาเอ่ยปลอบประโลมเด็กสาวทั้งสองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“พวกเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ช่วงนี้มารดาของพวกเจ้าหักโหมทำงานหนักจนเกินกำลังไปเสียหน่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายที่เคยป่วยหนักจึงกำเริบจนล้มป่วยไปเช่นนี้ หมอหลวงได้จัดเทียบยาสมุนไพรชั้นดีไว้ให้แล้ว อีกสักครู่สาวใช้จะนำโอสถต้มมาส่งให้ พวกเจ้าก็คอยดูแลให้นางดื่มยาให้ตรงเวลา พักผ่อนสักไม่กี่วัน มารดาของพวกเจ้าก็จะกลับมาหายดีเป็นปกติแล้ว”

“ขอบคุณแม่นมหลิ่วเจ้าค่ะ”

สองพี่น้องโค้งศีรษะขอบคุณแม่นมหลิ่วด้วยความซาบซึ้งใจทันที

ยามเมื่อแม่นมหลิ่วหมุนตัวเดินลับสายตาไป ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงต่างก็รีบเร่งก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องพักทันที โดยตลอดทั้งวันนั้น ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงต่างสลับกันคอยป้อนยาสมุนไพรต้มรสขมหม้อแล้วหม้อเล่าให้กับมารดาตามคำสั่งของหมอหลวงอย่างระมัดระวัง แม้ร่างของหยางเหมยจะยังคงนอนแน่นิ่งไม่ได้สติ ทว่าเด็กสาวทั้งสองก็มิได้ลดละความพยายาม คอยเช็ดตัวและป้อนน้ำประคบไข้อยู่ข้างเตียงไม่ห่างกาย

ตกดึกของคืนเดียวกัน พิษไข้ที่คุกรุ่นอยู่ภายในกลับยิ่งแผดเผาจนตัวของหยางเหมยร้อนผ่าวราวกับไฟ ร่างกายซูบผอมขยับดิ้นรนไปมาบนเตียง ก่อนจะส่งเสียงเพ้อละเมอออกมาอย่างเสียสติ

“อย่า...อย่าทำข้า! ได้โปรด...อย่าทำข้าเลย ข้ากลัวแล้ว!”

เสียงละเมอที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของมารดาพลันทำให้อันรุ่ยที่เผลอฟุบหลับอยู่ข้างเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที เด็กสาวมองเห็นมารดาเหงื่อท่วมกาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานและฉายแววหวาดกลัวสุดขีดประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายในฝันร้าย

นัยน์ตาของอันรุ่ยเหลือบมองอันฉิงน้อยที่ยังคงหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ด้วยความระวัง ก่อนจะเขย่งกายเข้าไปปลอบประโลมมารดาเสียงเบาหวิว

“ไม่เป็นไรนะเจ้าคะท่านแม่ ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าอยู่นี่แล้วเจ้าค่ะ”

อันรุ่ยคิดเอาเองว่ามารดากำลังเผชิญกับฝันร้ายจากพิษไข้ นางจึงยื่นสองมือหมายจะโอบกอดร่างของมารดาเอาไว้ เพื่อมอบไออุ่นหวังให้มารดาสงบจิตใจลง ทว่าทันทีที่ฝ่ามือเล็กสัมผัสถูกกาย หยางเหมยที่ยังคงจมอยู่ในห้วงฝันร้ายพลันสะดุ้งสุดตัว ยกมือขึ้นมาปัดป่ายปฏิเสธการสัมผัสอย่างตื่นตระหนก

ทันใดนั้นเอง แขนเสื้อกว้างของหยางเหมยก็ร่นขึ้นไปถึงข้อศอกตามแรงปัดป่าย และในตอนนั้นเอง ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้หัวใจของอันรุ่ยแทบหยุดเต้น

ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่ บนท่อนแขนซูบผอมของมารดากลับปรากฏร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วน ทั้งรอยกรีดคมมีดเป็นแนวยาวที่ยังคงมีเลือดซึม แผลเก่าที่เริ่มนูนหนา รอยเฆี่ยนตีเขียวช้ำเป็นทางยาว และรอยแผลพุพองเนื้อไหม้พองลมจากการถูกไฟลนลึกเข้าเนื้อ

อันรุ่ยเอื้อมมืออันสั่นระริกหมายจะเปิดชายเสื้อของมารดาขึ้นเพื่อดูบาดแผลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทว่าในตอนนั้นเองหยางเหมยก็พลันเบิกตาตื่นขึ้นมาเสียก่อน

เมื่อหยางเหมยรู้สึกตัวและเห็นสายตาตื่นตระหนกของบุตรีที่กำลังจับจ้องท่อนแขนของตน นางก็รีบยื่นมือออกไปคว้าจับข้อมือของอันรุ่ยไว้ทันควัน เพื่อรั้งไม่ให้บุตรีแตะต้องตัวนางอีก จากนั้นจึงรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดทับ จัดแจงปกปิดรอยแผลเหล่านั้นอย่างลนลาน ก่อนจะเค้นเสียงถามบุตรีด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

“ท่านแม่สลบไม่ได้สติไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วเจ้าค่ะ องค์หญิงจึงให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการและจัดเทียบยาให้” อันรุ่ยเอ่ยตอบมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา

หยางเหมยที่ยังคงถูกพิษไข้เล่นงานจนปวดศีรษะก็พยักหน้ารับคำ นางฝืนขยับริมฝีปากแห้งผากหมายจะระบายรอยยิ้มปลอบใจบุตรี ทว่าความทรมานทางกายและใจกลับทำให้นางไม่อาจฝืนยิ้มออกมาได้เลยสักนิด

อันรุ่ยเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง รวบรวมความกล้าเอ่ยถามสิ่งที่ติดค้างในใจออกไปตรง ๆ

“ท่านแม่...บาดแผลมากมายบนตัวของท่านได้มาอย่างไรเจ้าคะ?”

คำถามตรงไปตรงมานั้นทำเอาหยางเหมยชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางพลันกระตุกวูบก่อนจะบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่มีอะไรหรอกลูก แผลพวกนี้เกิดขึ้นตอนที่แม่กำลังทำงานกวาดถูในเรือน เพราะความสะเพร่าไม่ระวังของแม่เองก็เลยโดนเศษไม้เศษหินบาดเข้า”

“จริงหรือเจ้าคะ? ท่านแม่เจ็บมากหรือไม่?”

อันรุ่ยฟังแล้วยิ่งสงสารจับใจ หยาดน้ำตาที่อั้นไว้พรั่งพรูไหลนองสองแก้มอย่างไม่อาจกั้น

หยางเหมยฝืนระบายรอยยิ้มบาง ๆ พลางยื่นมือสั่นเทาไปปาดหยาดน้ำตาให้บุตรีเพื่อกลบเกลื่อนความขมขื่น

“แม่ไม่เจ็บเลยสักนิด เจ้าอย่าได้กังวลไปเลยนะเด็กดี มาเถิด เดี๋ยวแม่จะกล่อมเจ้านอนเอง”

อันรุ่ยล้มตัวลงนอนสวมกอดร่างซูบผอมของมารดาไว้แน่น ซบหน้าลงกับแผ่นอกอุ่น ทางด้านหยางเหมยเองก็กอดตอบบุตรีไว้ในอ้อมแขน ลูบแผ่นหลังกล่อมพวกนางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จนกระทั่งอันรุ่ยหลับสนิทไปในที่สุด ปล่อยให้หยางเหมยนอนลืมตาท่ามกลางความมืดมิด กล้ำกลืนหยาดน้ำตาและทุกข์ทรมานไว้เพียงลำพัง