LNCrawler

บทที่ 54 ฟ้องร้องคดีอุกฉกรรจ์ (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 54 ฟ้องร้องคดีอุกฉกรรจ์ (2)

บทที่ 54 ฟ้องร้องคดีอุกฉกรรจ์ (2)

“ขุนนางตงฉินอย่างสำนักตรวจการย่อมไม่ทำเรื่องสุกเอาเผากินเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใด” ใต้เท้าหลี่ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ประสานมือทูลฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นฉะฉาน

“ทูลฝ่าบาท นอกจากเอกสารบันทึกแล้ว กระหม่อมยังมีพยานบุคคลที่รอดชีวิตพร้อมจะมายืนยันความผิดนี้ต่อหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นคำกล่าวของใต้เท้าหลี่ ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเกิดเสียงฮือฮาดังระงมอีกครั้ง เหล่าขุนนางต่างเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก

“มีพยานบุคคลด้วยหรือ...”

“หากมีพยานตัวเป็น ๆ มายืนยัน คดีนี้ย่อมยากจะพลิกฟื้นแล้ว!”

หลานชางไห่ชะงักค้าง สีหน้าเครียดขรึมลงทันควัน ฝ่ามือซ่อนใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เหงื่อเย็นซึมชื้นเต็มแผ่นหลังด้วยความหวาดระแวง

พยานบุคคลอย่างนั้นหรือ...

หรือจะเป็นเด็กสาวที่หายไปจากตรอกชิงผิงเมื่อคืนนี้?

คนของสำนักตรวจการสืบพบจวนลับตั้งแต่เมื่อใดกัน?

หากเป็นนางจริง สถานการณ์ของเขาย่อมเข้าตาจนจนไม่อาจแก้ไข!

ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น สายพระเนตรของฮ่องเต้ที่ทอดมองลงมาจากบัลลังก์มังกรกลับไร้ซึ่งความสงสารหรือเมตตาแต่อย่างใด มีเพียงความดุดันและเย็นเยียบ ฮ่องเต้ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ทุกเสียงในท้องพระโรงเงียบลงทันตา

“ใต้เท้าหลี่ ในเมื่อเจ้ามีพยาน เช่นนั้นก็เบิกตัวเข้ามาให้การต่อหน้าข้าและเหล่าขุนนางเสีย”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

ใต้เท้าหลี่ประสานมือรับพระบัญชา ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้ทหารองครักษ์หน้าประตูท้องพระโรง

เมื่อบานประตูท้องพระโรงเปิดออก เหล่าขุนนางต่างชะเง้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ท่ามกลางเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ก้าวเข้ามาใกล้

ทว่ายามที่ร่างของพยานก้าวผ่านธรณีประตู หลานชางไห่กลับเบิกตากว้าง ลมหายใจชะงัก ร่างกายเย็นวาบไปทั้งตัว

เด็กสาวในชุดผ้าป่านเรียบง่ายที่เดินก้มหน้าเข้ามา หาใช่เด็กสาวจากตรอกชิงผิงไม่ หากแต่เป็นซู่ซู่ สาวใช้คนสนิทของหลานหลินที่คนของเขารายงานว่าหายสาบสูญ คาดว่าคงถูกศัตรูในเงามืดฆ่าปิดปากและทำลายศพไปแล้ว

แล้วเหตุใดนางจึงกลายมาเป็นพยานของสำนักตรวจการได้กัน!

ขณะเดียวกัน ทางด้านใต้เท้าหลี่ก็ได้ทอดสายตามองซู่ซู่พร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน

“บัดนี้เจ้าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้ว จงกราบทูลทุกสิ่งตามจริง ไม่ต้องหวาดกลัวผู้ใด ฝ่าบาทและกฎหมายบ้านเมืองจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าอย่างแน่นอน”

ซู่ซู่เม้มริมฝีปากแน่น พยักหน้ารับช้า ๆ ทว่ายามเหลือบสบสายตาดุร้ายของหลานชางไห่ ร่างบางพลันสะดุ้งตัวสั่นเทา สีหน้าฉายแววหวาดผวา ก่อนจะทรุดตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ เอ่ยบอกเล่าเรื่องราวทั้งน้ำตาอย่างน่าสงสาร

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันคือหนึ่งในเหยื่อที่รอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของรองแม่ทัพหลานเพคะ เดิมทีหม่อมฉันอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่เมืองหมิง ทว่าเมื่อสองปีก่อน ยามที่รองแม่ทัพหลานไปตรวจการที่นั่น ได้พบเห็นหม่อมฉันเข้า จึงส่งคนมาข่มขู่บังคับให้ไปเป็นนางบำเรอ แต่หม่อมฉันไม่ยินยอม”

“รองแม่ทัพหลานจึงสั่งคนสนิทสังหารครอบครัวหม่อมฉันจนหมดสิ้น แล้วลักพาตัวหม่อมฉันมากักขังไว้ หม่อมฉันและเด็กสาวคนอื่น ๆ ถูกล่ามโซ่ตรวนเยี่ยงสัตว์ ถูกเฆี่ยนตีทารุณเพื่อรองรับตัณหาวิปริตของเขามาโดยตลอดเพคะ!”

กล่าวจบ ซู่ซู่เลิกแขนเสื้อผ้าป่านทั้งสองข้างขึ้นด้วยมืออันสั่นเทา เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากแส้และรอยฟกช้ำพาดทับกันบนท่อนแขนผอมบางอย่างน่าเวทนา

“นอกจากบาดแผลเหล่านี้ ที่แผ่นหลังและไหล่ของหม่อมฉันยังมีรอยลวกจากเหล็กร้อน เป็นตราประทับที่รองแม่ทัพหลานใช้ประทับบนร่างของเหยื่อทุกคนที่จับมาขังไว้ด้วยเพคะ!”

คำบอกเล่าเรื่องราวและร่องรอยบาดแผลอันน่าสยดสยองเหล่านั้น ทำเอาขุนนางหลายคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที แม้แต่นายทหารฝ่ายบู๊ที่เคยยืนข้างกายหลานชางไห่ยังต้องขยับเท้าถอยห่าง มองเขาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์

“ไม่จริง! เจ้าโกหก!”

หลานชางไห่ชี้หน้าซู่ซู่ ส่งเสียงตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล

“ฝ่าบาท! นางกล่าวความเท็จพ่ะย่ะค่ะ! แท้จริงนางคือสาวใช้คนสนิทที่ปรนนิบัติบุตรสาวของกระหม่อมในจวนสกุลหลานมาโดยตลอด ไม่ใช่เหยื่อตามที่กล่าวอ้างเลยแม้แต่น้อย!”

หลานชางไห่แทบคลั่งด้วยความแค้น ไม่คาดคิดว่าสาวใช้ที่เลี้ยงดูไว้จะกล้าลอบแทงข้างหลัง สมคบคิดกับศัตรูนำเรื่องลับมาบิดเบือนใส่ความเขาเช่นนี้

ทว่ายิ่งหลานชางไห่แก้ตัวและชี้หน้าด่าทอเด็กสาวอย่างเกรี้ยวกราดเท่าใด สายพระเนตรของฮ่องเต้ที่ทอดมองลงมากลับยิ่งเย็นยะเยือกและแฝงไปด้วยจิตสังหารมากขึ้นเท่านั้น

ซู่ซู่จ้องมองหลานชางไห่ที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ แววตาสีดำสนิทฉายประกายความเคียดแค้นฝังลึก ก่อนจะกลับมานิ่งเรียบสงบดั่งผิวน้ำ ไร้ระลอกคลื่น นางหันมากราบทูลต่อหน้าพระพักตร์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ทูลฝ่าบาท หลังจากหม่อมฉันถูกรองแม่ทัพหลานทรมานจนปางตาย วันนั้นเขาสั่งให้คนนำร่างหม่อมฉันไปโยนทิ้งในป่ารกร้าง แม้ลมหายใจรวยริน ทว่าความเจ็บแค้นทำให้หม่อมฉันฝืนเอาชนะความตาย คลานกลับขึ้นมาจากหลุมศพได้เพคะ”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วท้องพระโรง ทุกคนต่างตั้งใจฟังคำให้การอันแสนสะเทือนใจนี้ต่อไป

“หม่อมฉันกระเสือกกระสนหนีตายไปขอความช่วยเหลือจนรอดชีวิต ยามร่างกายหายดีจึงเดินทางไปฟ้องร้องต่อศาลท้องถิ่น ทว่าน่าสมเพชนัก ขุนนางท้องถิ่นพวกนั้นหวาดกลัวอำนาจของรองแม่ทัพหลาน ถึงกับนำไปรายงานให้อีกฝ่ายรู้!”

ซู่ซู่ปรายสายตาคมปลาบไปยังหลานชางไห่ที่หน้าถอดสี

“ยามที่รองแม่ทัพหลานรู้ว่าหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ได้ส่งมือสังหารมาไล่ล่าปิดปาก หม่อมฉันต้องหนีตายในเมืองหมิงอยู่หลายวัน จนกระทั่งรองแม่ทัพหลานเดินทางกลับเข้าเมืองหลวง หม่อมฉันจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ในเมื่อหม่อมฉันไม่อาจหาความยุติธรรมจากขุนนางชั่ว หม่อมฉันจึงเลือกใช้วิธีของตนเองเพคะ!”

“หม่อมฉันเดินทางเข้าเมืองหลวง หาทางแทรกซึมเข้ามาเป็นสาวใช้ในจวนสกุลหลานได้สำเร็จ คอยรับใช้ข้างกายบุตรสาวของเขาก็เพื่อรวบรวมหลักฐาน และรอเวลาเปิดโปงความชั่วช้าของรองแม่ทัพหลานให้คนทั้งแผ่นดินได้รับรู้เพคะ!”

“เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าสร้างเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายข้า!”

หลานชางไห่สติหลุด ส่งเสียงตะโกนลั่นท้องพระโรง

“ฝ่าบาท! กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ! เรื่องนี้ต้องมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังคอยชักใยแน่ ๆ เมื่อคืน...”

“ทูลฝ่าบาท!”

ใต้เท้าหลี่รีบก้าวออกมาขวางหน้า ไม่เปิดโอกาสให้หลานชางไห่พลิกลิ้นต่อ “คำให้การของพยาน กระหม่อมได้ตรวจสอบทวนสอบพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ทุกถ้อยคำมีเอกสาร ร่องรอย และพยานแวดล้อมสนับสนุนอย่างแน่นหนา ปรากฏชัดแจ้งว่ารองแม่ทัพหลานกระทำผิดจริง ขอพระองค์โปรดมีพระบรมราชโองการลงโทษอาญาต่อสกุลหลานให้สาสมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

เสียงกราบทูลของใต้เท้าหลี่ได้จุดชนวนให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่อีกครั้ง บรรดาขุนนางส่งเสียงโต้เถียงกันระงมด้วยความตื่นตระหนก

ในขณะเดียวกัน องค์รัชทายาทผู้ยืนเงียบสงบมาโดยตลอด พระพักตร์พลันฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

หลานชางไห่คือขุมกำลังทหารและแขนขาสำคัญของวังบูรพา หากปล่อยให้ถูกปลดและประหารชีวิต อำนาจทางการทหารที่สะสมไว้ย่อมสั่นคลอนอย่างรุนแรง!

เมื่อตระหนักได้ดังนั้น องค์รัชทายาทจึงไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าออกเบื้องหน้า ประสานมือทูลต่อฮ่องเต้ด้วยสุรเสียงทรงอำนาจเพื่อสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโถงพระโรง

“ทูลเสด็จพ่อ คดีนี้มีเค้าลางไม่ชอบมาพากลหลายประการ หากด่วนตัดสินตามคำกล่าวอ้างของสาวใช้เพียงคนเดียว ย่อมไม่ยุติธรรมต่อแม่ทัพผู้มีชอบต่อแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ!”

“ตามที่นางกล่าวอ้าง นางสามารถแทรกซึมเข้ามาเป็นสาวใช้ในจวนสกุลหลานได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังเก็บซ่อนตัวอยู่ได้นานนับปีโดยไม่มีผู้ใดสงสัย ทว่าลำพังเพียงหญิงชาวบ้านตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะมีสติปัญญาและกำลังความสามารถถึงเพียงนั้นได้อย่างไร หากไม่มีขั้วอำนาจใหญ่คอยหนุนหลังและจัดฉากให้อยู่เบื้องหลัง!” องค์รัชทายาทหันมาลอบมองใต้เท้าหลี่ด้วยแววตาสงสัย

 

===========

หากนักอ่านท่านใดต้องอ่านต่อล่วงหน้าจนจบ

สามารถกดซื้อได้ทาง Dek-d และ MEB ได้แล้ววันนี้ค่า

โดยไรท์กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียง 179 บาท จากราคาเต็ม 249 บาทค่ะ

ตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ย.69 นี้เท่านั้นนะคะ

Dek-d >>> e-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)

MEB >>> E-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)