บทที่ 55 คุมตัวสอบสวน (1)
บทที่ 55 คุมตัวสอบสวน (1)
บทที่ 55 คุมตัวสอบสวน (1)
ใต้เท้าหลี่ที่เห็นเช่นนั้นก็ประสานมือค้อมกายตอบโดยไม่สะทกสะท้าน
“ทูลองค์รัชทายาท แรงพยาบาทและความแค้นของเหยื่อผู้ถูกทารุณ ย่อมผลักดันให้คนเราทำสิ่งที่คาดไม่ถึงได้เสมอ อีกทั้งหลักฐานที่สำนักตรวจการรวบรวมมาได้ ไม่ใช่มีเพียงคำให้การของนางเท่านั้น แต่ยังมีบันทึกการรับเรื่องจากท้องถิ่น ร่องรอยบาดแผลที่ตรงกับศพเหยื่อรายก่อน ๆ ทุกอย่างล้วนสอดคล้องกันไร้ข้อหักล้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าหลี่คงลืมไปกระมัง ว่าคำให้การของพยานที่เต็มไปด้วยความแค้น ย่อมปนเปไปด้วยอารมณ์ส่วนตัวและอาจถูกแต่งเติมได้ง่าย หากมีผู้ประสงค์ร้ายใช้ความแค้นของนางเป็นเครื่องมือสร้างพยานเท็จขึ้นมา เพื่อหวังบั่นทอนกำลังทหารของราชสำนักเล่า?” องค์รัชทายาทโต้แย้งอย่างฉะฉาน พระองค์ไม่เปิดโอกาสให้ใต้เท้าหลี่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก แล้วจึงหันไปกราบทูลกับฮ่องเต้ต่อ
“เสด็จพ่อโปรดทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกเห็นว่าคดีนี้ยังมีพิรุธ และหลักฐานยังไม่แน่ชัดนัก หากยามนี้เราประหารรองแม่ทัพใหญ่เพียงเพราะคำฟ้องของสาวใช้ที่แฝงตัวเข้ามา โดยไร้ซึ่งการตรวจสอบอย่างแน่ชัด ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของราษฎร์พ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงของรัชทายาท ขุนนางฝ่ายสนับสนุนวังบูรพาก็รีบก้าวออกมาสนับสนุนคำพูดของรัชทายาทกันอย่างต่อเนื่อง
“ขอฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอฝ่าบาทโปรดทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ท่ามกลางความวุ่นวายเบื้องล่างนั้น ฮ่องเต้ที่กำลังประทับนิ่งบนบัลลังก์มังกร ทรงทอดพระเนตรม้วนฎีกาและหลักฐานในพระหัตถ์อย่างถี่ถ้วน พระพักตร์ทรงอำนาจยังคงสุขุมสงบนิ่ง
หลักฐานและพยานที่ใต้เท้าหลี่นำมากราบทูลมีความหนักแน่นเกินกว่าจะปัดตก ความชั่วช้าของหลานชางไห่ประจักษ์ชัดแจ้งยากจะหาข้อแก้ตัว ทว่าองค์รัชทายาทกลับออกหน้าปกป้องสุดกำลัง ในฐานะประมุขแห่งแผ่นดิน ย่อมต้องทรงรักษาพระพักตร์ของรัชทายาท และระมัดระวังไม่ให้ขุมกำลังทหารเกิดความสั่นคลอน
สายพระเนตรอันดุดันปัดผ่านใบหน้าของขุนนางแต่ละฝ่ายทีละคน ความเงียบอันน่าอึดอัดเริ่มกดทับลงมาทีละน้อยจนเสียงถกเถียงค่อย ๆ แผ่วเบาลง
ครั้นทอดพระเนตรความวุ่นวายเบื้องล่างจนพอพระทัย ฮ่องเต้จึงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย
เพียงชั่วพริบตา ความเงียบสงบพลันหวนกลับมาปกคลุมทั่วท้องพระโรงอีกครั้ง เหล่าขุนนางต่างรีบหุบปากก้มหน้าลงนอบน้อม ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
“ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของกองทัพและชื่อเสียงราชสำนัก ย่อมต้องสืบสวนหาความจริงให้กระจ่าง”
สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก้องกังวาน ฮ่องเต้กวาดสายพระเนตรมองเหล่าขุนนาง ก่อนมีรับสั่งเด็ดขาด
“ก่อนที่การไต่สวนจะเสร็จสิ้น ให้ปลดหลานชางไห่ออกจากตำแหน่งรองแม่ทัพทันที นำตัวไปคุมขังไว้ในคุกหลวงเป็นการชั่วคราว! ส่วนคนสกุลหลานทั้งหมดให้กักบริเวณอยู่แต่ภายในจวน ห้ามผู้ใดก้าวเท้าออกนอกเรือนจนกว่าผลการสอบสวนจะได้ข้อสรุป”
“ใต้เท้าหลี่...ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ยื่นฎีกา ให้รับหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานทั้งหมด ส่วนรัชทายาท...ในเมื่อเจ้ากังขาในคดีนี้ ก็จงร่วมมือตรวจสอบกับใต้เท้าหลี่ เพื่อค้นหาความจริงโดยเร็วที่สุด!”
เหล่าขุนนางต่างพากันค้อมกายรับพระราชโองการโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ก่อนที่ทหารองครักษ์หลวงร่างกำยำสองนายก้าวเข้ามาประกบตัวหลานชางไห่ ลากแขนทั้งสองข้างเตรียมคุมตัวออกไป
“ฝ่าบาท! ไม่นะพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมถูกใส่ร้าย!”
หลานชางไห่ส่งเสียงตะโกนลั่น ดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก
“ใต้เท้าหลี่กุเรื่องขึ้นทำลายกระหม่อม! ฝ่าบาทโปรดทรงเมตตาด้วย! รัชทายาทโปรดช่วยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงโวยวายค่อย ๆ แว่วหายไปทางระเบียงเดิน มุ่งสู่ความมืดมิดของคุกหลวง
ด้านซู่ซู่ที่ยังคงคุกเข่าสงบเสงี่ยม ช้อนสายตามองตามร่างของหลานชางไห่ที่ถูกลากออกไป แววตาฉายประกายเย็นเยียบและสะใจ ก่อนจะก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม แล้วปล่อยให้ทหารกรมตรวจการคุ้มกันตัวออกไป ในฐานะพยานปากเอกของคดีความนี้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ท่ามกลางความตึงเครียดภายในท้องพระโรง ภายนอกกำแพงวังหลวงและทั่วทั้งเมืองหลวงกลับมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปดั่งไฟลามทุ่ง!
ข่าวฉาวเรื่องพฤติกรรมวิปริตของรองแม่ทัพหลานชางไห่ถูกขุดคุ้ยเล่าลืออย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องกักขังทารุณเด็กสาวในจวนลับ การข่มเหงราษฎร ตลอดจนสั่งฆ่าล้างครัวครอบครัวเหยื่อเพื่อปิดปาก เรื่องราวแพร่งพรายจนผู้คนต่างพากันตื่นตระหนกและสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
เดิมทีราษฎรต่างสรรเสริญสกุลหลานที่ทุ่มเทปกป้องบ้านเมือง ทว่ายามความโสมมถูกเปิดโปง ความชื่นชมพลันมลายสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเคืองรังเกียจ ทุกตรอกซอกซอย โรงน้ำชา และตลาดต่างเต็มไปด้วยเสียงสาปแช่งดุเดือด
“ไม่นึกเลยว่ารองแม่ทัพหลานแท้จริงจะเป็นเดรัจฉานเช่นนี้!”
“ชั่วช้าสามานย์นัก! พรากบุตรสาวผู้อื่นไม่พอ ยังฆ่าล้างครัวปิดปาก คนเช่นนี้สมควรถูกประหารเก้าชั่วโคตร!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่ว ไม่เพียงพุ่งเป้าไปที่หลานชางไห่ ทว่ายังลุกลามไปถึงราชสำนักและเหล่าขุนนาง ความเชื่อมั่นที่ราษฎรเคยมีต่อราชสำนักเริ่มสั่นคลอน แปรเปลี่ยนเป็นการเคลือบแคลงในระบบยุติธรรม บรรดาบัณฑิตและชาวบ้านต่างรวมตัววิพากษ์วิจารณ์ความบกพร่องในการตรวจสอบขุนนาง
ความกดดันมหาศาลจากกระแสสังคมถาโถมเข้ากดทับราชสำนักหนักหน่วง บีบให้ฮ่องเต้และเหล่าเสนาบดีต้องเร่งสะสางคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว เพื่อกอบกู้ศรัทธาและดับไฟโทสะของราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน
ตกเย็นวันเดียวกัน แสงอัสดงสาดส่องเหนือจวนสกุลหลานที่ซึ่งบัดนี้ถูกกองกำลังทหารหลวงและเจ้าหน้าที่กรมยุติธรรมยกพลเข้าปิดล้อมแน่นหนา ประตูใหญ่ถูกปิดตายไร้ทางเข้าออก
ผู้นำการปิดล้อมตรวจค้นครั้งนี้คือ หลิ่วโม่ รองเสนาบดีกรมยุติธรรมนั่นเอง
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูจวน หลิ่วโม่ก็สั่งการเสียงให้ทหารกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ บ่าวไพร่และคนสกุลหลานถูกกวาดต้อนมารวมกันที่ลานกว้าง ก่อนจะถูกแยกตัวไปสอบปากคำทีละคนอย่างละเอียด เพื่อค้นหาพิรุธและเบาะแสหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความผิดทั้งหมดที่สกุลหลานปกปิดไว้
ในฐานะรองเสนาบดีกรมยุติธรรม เขาได้รับมอบหมายให้สืบหาหลักฐานเพิ่มเติมสนับสนุนฎีกาของสำนักตรวจการ ทว่าเบื้องหลังกลับมีความลับลึกซึ้งยิ่งกว่า โดยก่อนเดินทางมาปิดล้อมจวนสกุลหลาน มารดาได้เรียกเขาไปกำชับหนักแน่นว่า องค์หญิงเจาหนิงทรงปรารถนากวาดล้างสกุลหลานให้พินาศ
เมื่อได้รับคำสั่งเด็ดขาด หลิ่วโม่จึงทุ่มกำลังและสติปัญญาค้นหาหลักฐานทุกชิ้นในจวน เพื่อให้ทุกอย่างลุล่วงตามความประสงค์ขององค์หญิงอย่างสมบูรณ์แบบ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในเรือนพักส่วนตัวของหลานเฉิน เขากำลังนั่งดื่มชาด้วยความหงุดหงิด ทว่าความเงียบสงบพลันถูกทำลายลงเมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเอะอะดังกระชั้นชิด บานประตูห้องถูกถีบเปิดออกอย่างแรงโดยกองกำลังทหารหลวงพร้อมอาวุธครบมือ
หลานเฉินตกใจจนทำถ้วยชาหลุดมือแตกกระจาย ผุดลุกขึ้นร้องตวาดด้วยความโกรธ ยกอำนาจและตำแหน่งรองแม่ทัพของบิดาขึ้นมาข่มขู่
“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงถือดีบุกรุกเรือนข้า! รู้หรือไม่ว่าบิดาข้าคือรองแม่ทัพหลานชางไห่! หากเขารู้เรื่องนี้เข้า หัวของพวกเจ้าคงไม่อาจรักษาไว้ได้!”
ทว่าทหารเหล่านั้นกลับหาได้เกรงกลัวไม่ สีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยน
“ตอนนี้หลานชางไห่ได้ถูกปลดจากตำแหน่งรองแม่ทัพและถูกคุมขังในคุกหลวงแล้ว! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ค้นจวนสกุลหลาน หากผู้ใดขัดขวางเท่ากับขัดขืนรับสั่งฝ่าบาท!”
เมื่อหลานเฉินได้ยินเช่นนั้น สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งพลันถอดสีซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านทำอะไรไม่ถูกทันที
เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยถามรายละเอียดต่อด้วยความสับสน ทว่าทหารกลับไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว ตรงเข้าควบคุมตัวแล้วผลักไสกลับไปขังไว้ในเรือน จัดกำลังคุมเข้มแน่นหนา ตัดขาดการติดต่อสื่อสารจนไม่อาจส่งข่าวขอความช่วยเหลือได้
ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นนั้น เหล่าบ่าวไพร่ต่างตื่นตระหนกขวัญหนีดีฝ่อ วิ่งวุ่นพยายามหลบหนีและซุกซ่อนตัวตามมุมมืด บ้างแอบอยู่ในห้องนอน บ้างหลบในครัว ทว่าด้วยเพราะจวนถูกปิดตายทุกด้าน และกำลังทหารของหลิ่วโม่ที่พามาด้วยจำนวนหลายร้อยคน การกวาดล้างจึงใช้เวลาไม่นาน ข้าวของเครื่องใช้ หีบไม้ และฉากกั้นถูกรื้อค้นยับเยิน บ่าวไพร่ทุกคนถูกลากตัวมารวมกันอย่างไร้ความปรานี ไร้ผู้เล็ดลอด พื้นที่หลายส่วนถูกรื้อค้นยับเยินเพื่อขุดคุ้ยหาบัญชีลับและหลักฐาน
===========
หากนักอ่านท่านใดต้องอ่านต่อล่วงหน้าจนจบ
สามารถกดซื้อได้ทาง Dek-d และ MEB ได้แล้ววันนี้ค่า
โดยไรท์กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียง 179 บาท จากราคาเต็ม 249 บาทค่ะ
ตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ย.69 นี้เท่านั้นนะคะ
Dek-d >>> e-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)
MEB >>> E-book มารร้าย เล่ม 3 (จบ)