LNCrawler

บทที่ 6 อุบัติเหตุ (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 6 อุบัติเหตุ (1)

บทที่ 6 อุบัติเหตุ (1)

นับตั้งแต่ที่หยางเหมยล้มป่วยจนสลบไม่ได้สติไปในครั้งนั้น นางก็ได้รับอนุญาตให้หยุดพักผ่อนอยู่แต่ภายในเรือนพักท้ายจวน โดยไม่ต้องออกไปทำความสะอาดเป็นเวลาหลายวัน เมื่อได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและได้ดื่มยาสมุนไพรต่อเนื่อง สีหน้าที่เคยซีดเซียวของนางก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทันทีที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัวกลับมาเดินเหินได้ตามปกติ หยางเหมยก็กลับไปรับหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดจวนดังเดิม

ทว่าหลังจากตกกลางดึก นางก็ยังคงถูกสาวใช้หน้าเดิมมาตามตัวไปรับใช้ลับ ๆ ในเงามืดอีกเช่นเคยอย่างต่อเนื่องถึงสิบวันเต็ม โดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่คืนเดียว

ยามเมื่อกลับมาถึงเรือนพักในยามอรุณรุ่งของวันที่สิบ ทันทีที่มืออันสั่นเทาผลักบานประตูไม้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา หยางเหมยก็พลันกระอักเลือดสีแดงสดคำโตออกมาจากลำคอ

โลหิตสีเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นเรือน ใบหน้าของนางซีดเผือดยิ่งกว่าที่เคยก่อนจะหมดเรี่ยวแรงทรุดลงไปกองกับพื้น

ตุบ!

ในขณะเดียวกันนั้น อันรุ่ยที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ยามได้ยินเสียงกระอักเลือดและร่างที่ล้มกระแทกพื้นก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เด็กสาวรีบกระโจนลงจากเตียงแล้วถลาเข้าไปหามารดาด้วยความตื่นตระหนก

“ท่านแม่! เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ! เหตุใดท่านถึงเป็นเช่นนี้!”

น้ำเสียงของอันรุ่ยสั่นเครืออย่างขวัญเสีย นางรีบยื่นสองมือหมายจะประคองร่างของมารดาให้ลุกขึ้น ทว่าทันทีที่มือสัมผัสถูกท่อนแขนของมารดา อีกฝ่ายกลับร้องออกมาเสียงหลงและสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

อันรุ่ยชะงักมือทันที นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น นางรีบถกแขนเสื้อตัวหนาของมารดาขึ้นทันที และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้แทบหยุดหายใจ

บนต้นแขนซ้ายของหยางเหมย ปรากฏรอยแผลพุพองแผ่นใหญ่จากการถูกแท่งเหล็กร้อนจัดนาบเข้าเนื้อจนหนังหลุดลอกเป็นแผ่นอย่างน่าสยดสยอง

ทันใดนั้นเอง นางก็รีบถกแขนเสื้ออีกข้างขึ้นดูด้วยมืออันสั่นระริก ก่อนจะพบว่าบนท่อนแขนขวามีรอยคมมีดสั้นกรีดลึกเป็นทางยาวนับสิบรอย เลือดสด ๆ ยังคงไหลซึมทะลักออกมาตามบาดแผลไม่หยุดหย่อน

“กะ เกิดอันใดขึ้นกันแน่! เหตุใดท่านแม่ถึงมีบาดแผลน่ากลัวเช่นนี้กลับมาอีกแล้วเล่า!”

อันรุ่ยที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกพลันร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้

หยางเหมยถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยความอ่อนแรง ยามนี้นางรู้ดีแก่ใจว่าบาดแผลฉกรรจ์เหล่านี้คงไม่อาจใช้คำโกหกเลื่อนลอยปิดบังอันรุ่ยได้อีกต่อไปแล้ว ฉับพลันนัยน์ตาที่เคยหม่นแสงพลันแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางฝืนใช้มืออันอ่อนแรงจับข้อมือบุตรีไว้แน่น แล้วเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ในวันนี้ เจ้าอย่าได้แพร่งพรายพูดออกไปให้ผู้ใดฟังเป็นอันขาด! อย่าให้ผู้ใดในจวนแห่งนี้รู้เข้า แม้กระทั่งอันฉิงก็ไม่ได้! เจ้าเข้าใจหรือไม่? อันรุ่ย เจ้าสัญญากับแม่ได้หรือไม่ว่าเจ้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปจนตาย!”

อันรุ่ยส่ายหน้ารัวทั้งน้ำตา นัยน์ตาฉายแววไม่เข้าใจ “ท่านแม่! เพราะเหตุใดกันเจ้าคะ! ท่านแม่บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงต้องเก็บเป็นความลับด้วย! พวกเราไปบอกเรื่องนี้กับองค์หญิงเถิดนะเจ้าคะ องค์หญิงทรงมีเมตตาถึงเพียงนั้น พระองค์ต้องช่วยท่านแม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”

“ไม่ได้นะลูก!”

หยางเหมยเค้นเสียงตวาดปรามบุตรี นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“อันรุ่ย ฟังแม่ให้ดี! ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ก็ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด! คนที่ทำร้ายแม่คือผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าในจวนแห่งนี้ หากเจ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกองค์หญิง ไม่เพียงแต่คนชั่วจะไม่ถูกลงโทษ ทว่าทั้งชีวิตของเจ้าและชีวิตของน้องสาวเจ้าก็จะไม่มีวันรักษาเอาไว้ได้!”

คำขู่คาดโทษและสีหน้าซีดเผือดที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของมารดา ทำให้อันรุ่ยที่ไม่เคยเห็นหยางเหมยหวาดกลัวถึงเพียงนี้มาก่อนถึงกับตัวแข็งทื่อ ท้ายที่สุด นางจึงยอมกล้ำกลืนก้อนความแค้นลงคอและพยักหน้ารับคำทั้งน้ำตา

“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าสัญญา ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาด แม้แต่กับอันฉิง ข้าก็จะไม่เอ่ยปาก...”

“ดีมาก เด็กดีของแม่” หยางเหมยยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นลูบศีรษะบุตรีคนโตอย่างแผ่วเบา

หลังจากนั้น อันรุ่ยจึงค่อย ๆ พยุงร่างอันบอบช้ำของมารดาลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง นำผ้าสะอาดและน้ำอุ่นมาเช็ดล้างคราบเลือดและทำความสะอาดบาดแผลอย่างเบามือ จนกระทั่งจัดแจงเสื้อผ้าให้ปกปิดรอยแผลไว้เรียบร้อย จึงพามารดาไปนอนพักผ่อนบนเตียง

 

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา เนื่องด้วยหยางเหมยล้มป่วยหนักจนแทบไม่อาจลุกขึ้นเดินเหินได้ตามปกติ สองพี่น้องอันรุ่ยและอันฉิงจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่แทน ต่างอาสาออกมาทำความสะอาดปัดกวาดตามระเบียงและทางเดินภายในจวนสกุลกู้แทนมารดาอย่างขยันขันแข็ง

ในระหว่างที่เด็กสาวทั้งสองกำลังช่วยกันเช็ดถูระเบียงไม้ข้างอุทยานอยู่นั้น ร่างของกู้จิ่นหยางในอาภรณ์หรูหราสง่างามก็ก้าวเดินผ่านทางมาพอดี ทันใดนั้นเอง คุณชายน้อยก็ชะงักเท้าลงก่อนจะหยุดเอ่ยทักทายคนทั้งสองด้วยท่าทีเป็นกันเอง

“วันนี้พวกเจ้ามาช่วยทำความสะอาดกันอีกแล้วหรือ?”

“คารวะคุณชายเจ้าค่ะ...”

สองพี่น้องย่อกายทำความเคารพพร้อมกัน ก่อนที่อันฉิงน้อยในวัยเจ็ดขวบจะเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส ไร้ซึ่งความหวาดเกรง

“ท่านแม่ของพวกเราไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะ ข้ากับพี่หญิงก็เลยมาช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูแทนท่านแม่เจ้าค่ะ”

กู้จิ่นหยางพยักหน้ารับคำอย่างเข้าอกเข้าใจ ในใจรู้สึกประทับใจในความกตัญญูของเด็กน้อยตรงหน้ายิ่งนัก เขาหันไปส่งสายตาเป็นสัญญาณหาบ่าวรับใช้ที่ก้าวตามหลังมา ก่อนที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นจะเร่งนำกล่องไม้บรรจุขนมหวานชั้นเลิศออกมาส่งมอบให้แก่คุณชายน้อย

“ข้าเอาขนมอร่อย ๆ มาฝาก พวกเจ้าก็นำไปแบ่งกันกินเถิด” กู้จิ่นหยางเอ่ยบอกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้คิดสิ่งใดลึกซึ้งตามประสาเด็กน้อยที่ต้องการแบ่งปันของกินเท่านั้น

อันฉิงที่เห็นกล่องขนมเบื้องหน้า นัยน์ตากลมโตก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันใด เนื่องจากนางยังคงจดจำรสชาติอันหวานหอมกลมกล่อมของขนมโก๋กุหลาบในวันนั้นได้เป็นอย่างดี เด็กน้อยจึงเตรียมจะยื่นสองมือออกไปรับของอร่อย ทว่ากลับถูกอันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวรั้งแขนเสื้อเอาไว้และเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

“ขอบคุณในความเมตตาของคุณชายเจ้าค่ะ เพียงแต่พวกเราสองคนเป็นเพียงบ่าวรับใช้ต้อยต่ำ เกรงว่าการรับของล้ำค่าเช่นนี้จะไม่เป็นการเหมาะสมเจ้าค่ะ”

คำปฏิเสธและกิริยารักษาระยะห่างอย่างกะทันหันของพี่สาว ทำให้อันฉิงน้อยอดที่จะรู้สึกเสียดายจนหน้ามุ่ยลงไม่ได้ ส่วนกู้จิ่นหยางกลับไม่ได้ถือสาหาความแต่อย่างใด เขายิ้มบางพลางคว้ากล่องขนมจากมือบ่าวรับใช้ แล้วยัดเข้าใส่มือเล็ก ๆ ของอันฉิงอย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธอีก

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าตั้งใจให้เอง พวกเจ้าก็รับไว้กินเถิด”

กล่าวจบ กู้จิ่นหยางก็หมุนกายก้าวเดินล่วงหน้าจากไปพร้อมข้ารับใช้ทันที

อันฉิงน้อยก้มมองกล่องขนมในมือด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ นางหันไปมองพี่สาวแล้วฉีกยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างถึงที่สุด เพราะกำลังจะได้ลิ้มรสของอร่อยชั้นเลิศอีกครา

ทว่าสำหรับอันรุ่ยนั้น ภายในอกของเด็กสาวคนพี่กลับไม่ได้มีความรู้สึกยินดีหรือเบิกบานเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่นางได้เห็นร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์บนเรือนร่างของมารดา ความรู้สึกปลอดภัยที่มีต่อจวนสกุลกู้แห่งนี้ก็พลันพังทลายสิ้น

เดิมทีอันรุ่ยตั้งใจจะเอ่ยปากเตือนน้องสาวให้ตระหนักและรักษาเว้นระยะห่างจากผู้คนในสกุลกู้เสีย ทว่ายามเมื่อนางหันไปเห็นอันฉิงที่กำลังแกะห่อขนมแล้วนำเข้าปากเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย ใบหน้าฉายแววเบิกบานมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ก็พลันทำให้ถ้อยคำเตือนสติอันขมขื่นจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ

ท้ายที่สุด อันรุ่ยจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนคำพูดเตือนภัยทั้งหมดลงท้อง พลางทอดสายตามองรอยยิ้มสดใสของน้องสาวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง