บทที่ 6 อุบัติเหตุ (2)
บทที่ 6 อุบัติเหตุ (2)
บทที่ 6 อุบัติเหตุ (2)
ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของเรือนพักท้ายจวน ในระหว่างที่อันรุ่ยกำลังบรรจงใส่ยาลงบนบาดแผลพุพองและรอยคมมีดที่ท่อนแขนของมารดาอย่างเบามือที่สุด ยามที่อันฉิงน้อยกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงนอน เสียงเคาะประตูด้านนอกก็พลันดังขึ้นอีกเช่นเคย
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงที่คุ้นเคยพลันทำให้อันรุ่ยชะงักมือที่กำลังพันผ้าทันควัน พร้อมกับร่างกายของหยางเหมยที่สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นัยน์ตาฉายแววหวาดผวาขวัญเสีย ทว่านางก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดรีบดึงแขนเสื้อลงปกปิดรอยแผล รวบกายที่อ่อนแรงเตรียมจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
ทว่าเพียงแค่ยันกายลุกขึ้นยืน ร่างกายที่บอบช้ำเกินรับไหวก็พลันทรุดฮวบล้มลงกับพื้นเรือนทันที
อันรุ่ยตกใจมาก รีบถลาเข้าไปประคองร่างอันซูบผอมของมารดาไว้ในอ้อมแขน
“ท่านแม่! วันนี้...วันนี้หยุดพักก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ? สภาพร่างกายของท่านแม่ยามนี้จะไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ” อันรุ่ยสะอื้นไห้ พยายามรั้งตัวมารดาไว้สุดกำลัง
หยางเหมยเม้มริมฝีปากแน่น นางมองดูใบหน้านองน้ำตาของบุตรีคนโตด้วยความเศร้าใจ ก่อนจะยื่นสองมืออันสั่นเทาออกไปโอบกอดอันรุ่ยไว้อย่างแนบแน่น พลางกระซิบสั่งเสียด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อันรุ่ย ฟังแม่นะลูก หากคืนนี้แม่เป็นอะไรไป ฝากเจ้าช่วยดูแลน้องให้ดี ๆ นะลูก...”
ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำราวกับลางบอกเหตุจากปากมารดา อันรุ่ยพลันรู้สึกตัวชาวาบไปทั้งตัว หัวใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นางรีบส่ายหน้ารัวทั้งน้ำตาพลางสวมกอดเอวมารดาไว้แน่น
“ไม่เอา! ท่านแม่อย่าพูดเช่นนี้! ท่านแม่อย่าไปเลยนะเจ้าคะ! ข้าไม่ให้ท่านแม่ไป! หากท่านแม่เป็นอะไรขึ้นมา ข้ากับน้องจะอยู่ได้อย่างไรกันเจ้าคะ!”
หยางเหมยได้แต่ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา หัวใจของคนเป็นมารดาพลันปวดร้าวอย่างแสนสาหัสยามที่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำสั่งเสียเช่นนี้ ทว่านางรู้ดีแก่ใจว่าตนเองใกล้จะฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
คืนนี้นางคงไม่อาจฝืนทนผ่านพ้นไปได้เหมือนที่ผ่านมา...
หยางเหมยยกฝ่ามือที่สั่นระริกขึ้นมาเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มของอันรุ่ย ก่อนจะเอ่ยย้ำเตือนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เด็กดีของแม่ ฟังแม่นะ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เจ้าจะต้องเข้มแข็งและต้องปกป้องน้องสาวแทนแม่ เข้าใจหรือไม่ลูก?”
หยางเหมยกอดกระชับบุตรีคนโตไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะค่อย ๆ คลายอ้อมแขนแล้วยันกายที่สั่นเทาลุกขึ้น พยุงร่างอ่อนแรงเดินตรงไปยังเตียงนอน ก่อนจะก้มตัวลงจุมพิตอย่างแผ่วเบาลงบนหน้าผากเนียนของอันฉิงน้อยที่กำลังหลับสนิท
หยดน้ำตาของมารดาไหลหยดลงบนแก้มของบุตรีคนเล็ก จากนั้นหยางเหมยจึงตัดใจหมุนกายเดินออกจากห้องพัก ตามสาวใช้นางนั้นหายลับไปในเงามืดของราตรีกาล
อันรุ่ยทำได้เพียงทรุดกายอยู่บนพื้น ทอดสายตามองตามแผ่นหลังอันซูบผอมบอบบางของมารดาไปจนลับสายตา ยามเมื่อประตูไม้ปิดลง ความเงียบสงัดและกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังก็คืบคลานเข้าปกคลุม
เด็กสาวเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไห้ของตนเอาไว้ ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังบนเตียงแล้วล้มตัวลงนอนสวมกอดร่างเล็กของอันฉิงไว้แน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาตลอดทั้งค่ำคืนนั้น...
รุ่งสางของวันต่อมา เมื่อแสงแดดอันอบอุ่นทอส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบเปลือกตาของร่างเล็กบนเตียงก็พลันปลุกให้อันฉิงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนของบ่าวรับใช้ประจำเรือนเล็ก อีกทั้งพี่สาวก็ไม่ได้ปลุกให้นางตื่นขึ้นมารับหน้าที่ทำความสะอาด เด็กน้อยจึงนอนหลับยาวนานอย่างลืมตัว
ยามเมื่อลืมตาขึ้นรับแสงแดดอุ่นที่ลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง อันฉิงก็รีบกวาดสายตามองหามารดาและพี่สาวไปทั่วห้องพัก ทว่าภายในห้องอันเงียบสงัดกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยและเสียงเคลื่อนไหวใด ๆ
เด็กน้อยขยับกายลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกไปดูที่หน้าเรือนพักท้ายจวน ก่อนที่นางจะพบร่างของอันรุ่ยกำลังนั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่บนม้านั่งหินหน้าประตู นัยน์ตาของพี่สาวทอดมองออกไปไร้จุดหมายราวกับคนที่ดวงวิญญาณหลุดลอยก็ไม่ปาน
อันฉิงเดินเข้าไปทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งข้าง ๆ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใสตามปกติ
“พี่หญิง ท่านแม่เล่าเจ้าคะ?”
คำถามใสซื่อแสนธรรมดาพลันทำให้อันรุ่ยค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองน้องสาวอย่างเชื่องช้า และในตอนนั้นเอง ภาพที่ปรากฏสู่สายตาก็ทำให้อันฉิงน้อยชะงักกึก นัยน์ตาของอันรุ่ยแดงก่ำปูดบวม ขอบตาหมองคล้ำ และยังมีคราบน้ำตาแห้งกรังเปรอะเปื้อนเต็มสองแก้มอย่างชัดเจน
“พี่หญิงเป็นอะไรไปเจ้าคะ! เหตุใดท่านถึงร้องไห้หนักเช่นนี้!”
อันฉิงน้อยถามขึ้นด้วยความตกใจ นางรีบยื่นสองมือเล็ก ๆ ออกไปหมายจะช่วยเช็ดน้ำตาให้พี่สาว ทว่าอันรุ่ยกลับดึงร่างเล็กของน้องสาวเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมแขนแน่น ซบใบหน้าลงบนไหล่บอบบางของอันฉิงพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้ามได้
เด็กสาวกล้ำกลืนความขมขื่นลงคอ ก่อนจะกระซิบข้างหูน้องสาวอย่างแผ่วเบา
“อันฉิง เจ้าตั้งใจฟังพี่ให้ดี ๆ นะ...”
อันฉิงน้อยนิ่งเกร็งอยู่ในอ้อมกอดพี่สาว หัวใจดวงน้อยพลันเต้นตึกตักด้วยลางสังหรณ์ร้ายที่แล่นปราดไปทั่วร่าง
“เมื่อเช้านี้มีคนจากเรือนหลักมาบอกข่าวกับพี่ว่า เมื่อคืนนี้ท่านแม่ผลัดตกลงไปในบ่อน้ำลึกท้ายจวนกลางดึก ยามนี้...ท่านแม่ได้จากพวกเราไปแล้ว...”
สิ้นเสียงของอันรุ่ย บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน เสียงสายลมยามเช้าที่เคยพัดเอื่อยกลับคล้ายจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง อันฉิงน้อยนิ่งงันไปในทันที ร่างเล็กสั่นระริกด้วยความตกใจ นัยน์ตากลมโตฉายแววไม่เชื่อ นางส่ายหน้ารัวเป็นพัลวันอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยถามพี่สาวอีกคราเพื่อความแน่ใจ
“พี่หญิง...ท่านพูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ? เป็นไปไม่ได้หรอก! พี่หญิงเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ เมื่อคืนนี้ท่านแม่ยังดี ๆ อยู่เลย ข้าไม่เชื่อ! พี่หญิงอย่ามาพูดหลอกข้านะเจ้าคะ!”
อันรุ่ยเข้าใจความรู้สึกของน้องสาวเป็นอย่างดี ด้วยหัวใจของนางเองก็แตกสลายรวดร้าวไม่แพ้กัน ทว่าในฐานะพี่สาวคนโตที่ได้รับคำสั่งเสียจากมารดา นางจำเป็นต้องกดข่มความขมขื่นและพยายามเข้มแข็งเอาไว้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องน้องสาว
“อันฉิง เจ้าฟังพี่ให้ดี ๆ นะ”
อันรุ่ยโอบกอดร่างของน้องสาวเข้ามาแนบอกเพื่อปลอบประโลม ก่อนจะเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยหัวใจที่แตกสลาย
“ยามนี้พวกเราเหลือกันเพียงสองคนพี่น้องแล้ว ท่านแม่...จากพวกเราไปแล้วจริง ๆ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำย้ำเตือนหนักแน่นจากปากพี่สาว อันฉิงน้อยก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โลกทั้งใบของเด็กน้อยพลันพังทลายครืนลงมาในชั่วพริบตา นางแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ หัวใจดวงน้อยแตกสลายไม่เป็นชิ้นดี
“ท่านแม่ ฮือ...”
“ไม่เป็นไรนะอันฉิง เจ้ายังมีพี่อยู่ ต่อจากนี้ไป พี่จะดูแลเจ้าแทนท่านแม่เอง...”
อันรุ่ยเอ่ยปลอบพลางสวมกอดน้องสาวเอาไว้แน่น และแม้ว่าอันรุ่ยจะเพียรพยายามเข้มแข็งเพียงใด ทว่ายามเมื่อทอดสายตามองดูน้องสาวตัวน้อยร้องไห้ปานจะขาดใจ หยาดน้ำตาที่กั้นไว้ก็พรั่งพรูไหลนองสองแก้มอีกครั้ง
จวบจนกระทั่งแม่นมหลิ่วเดินทางมาหาพวกนางที่หน้าเรือนพัก ยามเมื่อเห็นสองพี่น้องกำลังโศกเศร้าต่อการจากไปของมารดา นางก็เร่งก้าวเข้ามาแล้วนั่งลงลูบศีรษะเอ่ยปลอบประโลมเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“อย่าร้องไห้ไปเลยนะเด็กดี มารดาของพวกเจ้าไปสู่สุคติแล้ว หากวิญญาณของนางยังอยู่ แล้วมาเห็นพวกเจ้าเศร้าโศกเช่นนี้ นางจะยิ่งเป็นห่วงเอาได้นะ อย่าร้องไห้เลย มาเถิด ข้าจะพาพวกเจ้าไปกล่าวลามารดาเป็นครั้งสุดท้าย”
ทั้งอันฉิงและอันรุ่ยต่างก็รีบยกแขนเสื้อขึ้นปาดหยาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าหากพวกนางยังคงร้องไห้จะทำให้ดวงวิญญาณของมารดาต้องเป็นห่วง จากนั้นสองพี่น้องจึงก้าวเท้าตามแม่นมหลิ่วมุ่งตรงไปยังเรือนหลังเล็กเก่าผุพัง ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลออกไปจากเรือนพักอื่น ๆ ภายในจวน