บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (1)
บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (1)
บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (1)
ยามเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเรือนหลังเล็กเข้ามา ภาพที่ปรากฏสู่สายตาของเด็กทั้งสองมีเพียงโลงไม้ที่วางนิ่งอยู่กลางเรือน อันฉิงร้องไห้ออกมาอีกครั้งยามเห็นโลงศพมารดา สองพี่น้องโผเข้าไปกอดโลงไม้สี่เหลี่ยมนั้นไว้แน่น ร้องไห้สะอื้นไห้ด้วยความเวทนาจับใจ
“ตามกฎระเบียบของจวนใหญ่ ศพของบ่าวรับใช้ที่เสียชีวิตย่อมต้องถูกนำไปฝังไว้นอกเมือง ไม่อาจจัดพิธีสวดศพภายในจวนได้”
แม่นมหลิ่วยืนมองเด็กทั้งสองด้วยความสงสารพลางเอ่ยต่อ “อีกอย่าง พวกเจ้าเองก็ไม่มีญาติที่ไหน องค์หญิงและท่านราชครูจึงมีพระเมตตาจัดหาโลงศพนี้มาให้ และมอบหมายให้พวกบ่าวชายช่วยกันนำร่างไปฝังยังสุสานนอกเมือง”
ทางด้านอันฉิงหาได้สนใจฟังคำบอกกล่าวของแม่นมหลิ่วไม่ นางเอาแต่ร่ำไห้ปานใจจะขาด ร่างเล็กสะอื้นตัวโยนจนอันรุ่ยต้องคว้าตัวน้องสาวเข้ามาสวมกอดไว้แนบอก
แม้บนใบหน้าของอันรุ่ยจะมีคราบน้ำตาไหลซึมเป็นทางยาว ทว่าภายในอกของนางกลับลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและความไม่ยินยอม หากนางไม่เคยรับรู้เรื่องรอยแผลพุพองและรอยคมมีดฉกรรจ์บนเรือนร่างของมารดามาก่อน นางก็คงจะมีสภาพแตกสลายไม่ต่างจากอันฉิง
ทว่าเพียงแค่จ้องมองโลงไม้เบื้องหน้า ความเคลือบแคลงสงสัยและคำสั่งเสียลับของมารดาก็ตอกย้ำลงในใจของนางไม่หยุด
อันรุ่ยยังคงจำคำเตือนสติของมารดาก่อนตายได้แม่นยำ นางมั่นใจเต็มอกว่ามารดาของนางไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุเลื่อนลอย ทว่าถูกทารุณกรรมและสังหารปิดปากเป็นแน่
จวนสกุลกู้อันยิ่งใหญ่หรูหราแห่งนี้ แท้จริงแล้วน่ากลัวและโสมมยิ่งกว่าค่ายอพยพที่นางเคยผ่านมาเสียอีก!
“อันรุ่ย อันฉิง พวกเจ้าวางใจเถิดนะ ถึงแม้จะไร้มารดาคอยดูแลแล้ว ทว่าจวนสกุลกู้ก็ยังคงเลี้ยงดูพวกเจ้าให้เติบโตต่อไปอย่างดีแน่นอน พวกเจ้าวางใจเถิด...”
น้ำเสียงที่พยายามเอ่ยปลอบของแม่นมหลิ่วพลันดึงสติของอันรุ่ยให้กลับคืนสู่ความจริง
อันรุ่ยเพียงแค่พยักหน้ารับคำเบา ๆ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ ทว่าภายใต้ชายเสื้อกว้าง มือน้อยทั้งสองข้างกลับกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อจนโลหิตแทบซึม
นางมั่นใจว่าเบื้องหลังการตายอย่างมีเงื่อนงำของมารดาจะต้องมีคนชั่วบงการอยู่เบื้องหลังแน่ และไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นขุนนางสูงศักดิ์หรือผู้ยิ่งใหญ่เพียงใด นางย่อมต้องสืบหาความจริงให้จงได้!
ผ่านไปหลายชั่วยาม ท้องฟ้าเหนือจวนสกุลกู้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงอันอ้างว้าง อันฉิงน้อยยังคงสะอื้นไห้จนน้ำตาแทบกลายเป็นสายเลือด โดยมีอันรุ่ยคอยสวมกอดและโอบประคองอยู่ข้างกาย สองพี่น้องนั่งเฝ้าอยู่เบื้องหน้าโลงไม้เก่า ๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดอันเยือกเย็น ไร้ซึ่งควันธูปหรือดอกไม้ไว้อาลัยแม้เพียงดอกเดียว ทำได้เพียงคอยเวลาที่ร่างของมารดาจะถูกขนย้ายออกไป
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง องค์หญิงเจาหนิงและกู้เยี่ยนเฉินก็มายังเรือนหลังเล็กด้วยตนเอง โดยมีพ่อบ้านหม่าเฟิงและบ่าวชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่งก้าวตามหลังมา สองพี่น้องเมื่อเห็นเจ้านายสูงศักดิ์ปรากฏกายก็รีบปาดน้ำตา คุกเข่าลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม
องค์หญิงเจาหนิงย่อกายลงประจันหน้ากับเด็กสาวทั้งสอง พลางยื่นมือออกไปสัมผัสแก้มของพวกนางอย่างเบามือ ดวงหน้างดงามเจือไปด้วยความเศร้าโศกและสงสารจากใจจริง
“อันรุ่ย อันฉิง ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงเสียใจมาก เพียงแต่นี่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้น ยามนี้มารดาของพวกเจ้าก็จากไปสู่สุคติแล้ว อย่าได้ร้องไห้ให้นางต้องเป็นห่วงเลยนะเด็กดี”
“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง...”
อันฉิงน้อยเอ่ยตอบทั้งน้ำตา ในจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กวัยเจ็ดขวบ นอกจากท่านแม่และพี่สาวแล้ว ก็มีเพียงสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าผู้นี้เท่านั้นที่ใจดีและเมตตาต่อพวกนางอย่างแท้จริง
“ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรพวกเจ้าก็ยังมีข้าอยู่ จวนสกุลกู้แห่งนี้ย่อมเป็นที่พึ่งพิงและบ้านของพวกเจ้าเสมอ” เจาหนิงเอ่ยพลางลูบศีรษะอันฉิงน้อยอย่างอ่อนโยน
ทว่าทางด้านกู้เยี่ยนเฉินที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังองค์หญิงเจาหนิง ใบหน้าคมคายของเขากลับเรียบเฉยไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคมปลาบเหลือบมองเด็กสาวทั้งสองสลับกับโลงศพของหยางเหมยชั่วครู่ เป็นสายตาที่นิ่งสงบไร้ระลอกคลื่นความรู้สึกใด ๆ ปรากฏออกมาจนยากจะคาดเดาความคิดได้
“พ่อบ้านหม่า จัดการให้เรียบร้อย หากมืดค่ำลงจะยิ่งลำบาก” ราชครูหนุ่มเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอรับนายท่าน”
พ่อบ้านหม่าเฟิงก้มหัวรับคำสั่ง ก่อนจะสั่งให้พวกบ่าวชายยกโลงศพขึ้น เพื่อเตรียมแบกออกไปฝั่งยังสุสานนอกเมืองผ่านทางประตูหลังสุดของจวน
ยามเมื่อโลงศพของหยางเหมยถูกยกเคลื่อนตัวออกไป ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงต่างทำได้เพียงนั่งคุกเข่า ทอดสายตามองตามด้วยหัวใจที่แตกสลาย สองพี่น้องก้มศีรษะลงแนบพื้นเพื่อทำความเคารพมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของหยางเหมยจะถูกขนย้ายลับสายตาไปตลอดกาล
“พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องกันก่อนเถิด พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องออกมารับหน้าที่ปัดกวาด พักผ่อนทำใจให้สบายนะ” เจาหนิงบอกเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อันฉิงน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ในขณะที่อันรุ่ยกลับลอบชำเลืองสายตามองไปยังพ่อบ้านหม่าเฟิงและกู้เยี่ยนเฉินอยู่หลายครา ยามที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ พ่อบ้านหม่าผู้นี้คือคนที่สั่งให้สาวใช้มาตามตัวท่านแม่ไปทำงานกลางดึกแทบทุกคืน ก่อนที่มารดาของนางกลับมาพร้อมบาดแผลทั่วร่าง
และที่สำคัญคือ พ่อบ้านหม่าเป็นคนสนิทข้างกายท่านราชครูนั่นเอง!
หากพ่อบ้านหม่ามีส่วนรู้เห็นและทารุณกรรมมารดาของนาง มีหรือที่กู้เยี่ยนเฉินผู้เป็นนายเหนือหัวจะไม่ล่วงรู้...
หรือว่าแท้จริงแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือราชครู?
เพียงแค่มองเห็นความเป็นไปได้ที่เชื่อมโยงกัน ไฟแค้นอาฆาตก็พลันลุกโชนปะทุขึ้นในอกของอันรุ่ยอย่างบ้าคลั่ง ทว่านางรู้ดีว่าไม่อาจเปิดเผยความเคียดแค้นนี้ออกไปได้แม้แต่น้อย จึงจำเป็นต้องกดข่มความแค้นเหล่านี้ไว้
ทว่าในตอนนั้นเอง ราวกับกู้เยี่ยนเฉินจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงหันสายตาไปสบเข้ากับนัยน์ตาที่ฉายแววขุ่นเคืองของอันรุ่ยเข้าโดยที่นางไม่ทันระมัดระวังตัว
อันรุ่ยตกใจสุดขีด รีบก้มหน้าลงชิดอกในทันที ทว่าเพียงชั่วลมหายใจที่สายตาปะทะกันนั้น กู้เยี่ยนเฉินกลับสังเกตเห็นประกายความแค้นอันล้ำลึกที่ซุกซ่อนอยู่ในดวงตาของเด็กสาวผู้นั้นอย่างชัดเจน ก่อนจะดึงสายตากลับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แม่นมหลิ่ว เจ้าไปส่งพวกนางที่ห้องพักเถิด อาเฉิน เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิด” เจาหนิงหันไปเอ่ยชวนสามี ยามเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว
กู้เยี่ยนเฉินพยักหน้ารับคำภรรยา ก่อนจะหมุนกายเดินเคียงคู่องค์หญิงกลับไปยังเรือนหลักอย่างเงียบงัน
หลังจากที่พวกเขาเดินทางกลับมาถึงเรือนหลัก กู้เยี่ยนเฉินก้าวเดินเคียงคู่ประคององค์หญิงเจาหนิงส่งเข้าสู่เรือนพักอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน ทว่าทันทีที่ส่งภรรยาเรียบร้อย รอยยิ้มบางบนใบหน้าคมคายก็พลันหายลับไป ก่อนจะแทนที่ด้วยความราบเรียบและเยือกเย็น
ราชครูหนุ่มหมุนกายแยกตัวเดินตรงไปยังห้องหนังสือทันที โดยมีหม่าเฟิงพ่อบ้านคนสนิทก้าวตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางระเบียงไม้คดเคี้ยวอันเงียบสงัดและมืดมิด เสียงฝีก้าวของกู้เยี่ยนเฉินพลันชะงักลงกลางคัน แล้วเขาจะหันกลับมาประจันหน้ากับหม่าเฟิง นัยน์ตาคมปลาบฉายแววเย็นชาและสังหารเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จับตาดูเด็กสาวคนพี่เอาไว้ให้ดี ดูเหมือนว่านางจะรู้อะไรบางอย่างที่ไม่ควรรู้เข้าเสียแล้ว”
หม่าเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววเหี้ยมเกรียมขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาเข้าใจความหมายในคำเตือนของผู้เป็นนายในทันที จึงรีบก้มศีรษะลงรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
“ขอรับนายท่าน ข้าจะจัดการส่งคนไปเฝ้าระวังทุกฝีก้าว หากนางมีท่าทีผิดปกติหรือคิดทำสิ่งใดที่ไม่ควร ข้าจะรีบจัดการปิดปากนางในทันทีขอรับ”
กู้เยี่ยนเฉินพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหมุนกายก้าวเข้าสู่ห้องหนังสือไปเงียบ ๆ ปล่อยให้หม่าเฟิงแยกตัวออกไปในเงามืด