LNCrawler

บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (2)

บทที่ 7 ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด (2)

ขณะเดียวกัน ยามเมื่อแม่นมหลิ่วคล้อยหลังเดินแยกตัวจากไป สองพี่น้องอันรุ่ยและอันฉิงก็เร่งก้าวเข้าสู่ห้องพักท้ายจวน บานประตูไม้ถูกปิดลงพร้อมเสียงสลักลอนขันแน่นหนา ท่ามกลางบรรยากาศความเงียบสงบที่ปกคลุมเข้ามาอีกครั้ง อันรุ่ยค่อย ๆ ประคองร่างอันอ่อนแรงของอันฉิงน้อยไปนั่งลงบนขอบเตียงไม้ช้า ๆ

ในเวลานี้ เด็กสาวทั้งสองต่างมีสภาพเหนื่อยล้า คราบน้ำตาแห้งกรังเปรอะเปื้อนใบหน้า ดวงตาปูดบวมแดงก่ำจากการร่ำไห้ตลอดวัน อันรุ่ยได้แต่ทรุดกายลงนั่งสวมกอดน้องสาวเอาไว้และเอ่ยคำปลอบประโลมอยู่เช่นนั้น

สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของอันรุ่ยไว้ในยามนี้ คือคำสั่งเสียของมารดาที่ว่า นางต้องปกป้องน้องสาวผู้นี้ไว้ให้ได้ด้วยชีวิต

“อันฉิง นับแต่นี้ไป ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใด หรือทำสิ่งใด เจ้าห้ามอยู่ห่างจากสายตาของพี่เป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่...”

อันรุ่ยหันมาจับไหล่ทั้งสองข้างของน้องสาว นัยน์ตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอันฉิง น้ำเสียงเตือนสติจริงจังหนักแน่นและสั่นเครือยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

“เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะพี่หญิง?”

อันฉิงน้อยตกใจและแปลกใจไม่น้อยที่เห็นพี่สาวมีท่าทีหวาดระแวงและตึงเครียดผิดปกติ นัยน์ตาใสซื่อจ้องมองกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ

อันรุ่ยทอดสายตามองใบหน้าอันไร้เดียงสาของน้องสาวแล้วพลันชะงักนิ่งไปชั่วขณะ เนื่องจากนางไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปอย่างไรดี

ยามนี้นางทำได้เพียงคาดเดาและตั้งข้อสงสัย หลักฐานหรือเบาะแสที่จะชี้ชัดถึงตัวคนร้ายเบื้องหลังการตายของมารดาก็ยังไร้ซึ่งร่องรอย อีกทั้งนางยังไม่อาจล่วงรู้ได้แน่แท้ว่าปีศาจร้ายในเงามืดผู้สั่งการสังหารมารดาคือผู้ใดกันแน่

หากนางหลุดปากบอกเรื่องบาดแผลฉกรรจ์และการทารุณกรรมของมารดาแก่อันฉิง แล้ววันใดวันหนึ่งเด็กน้อยเกิดหลุดปากเอื้อนเอ่ยออกไปแก่คนในจวน ไม่เพียงแต่ชีวิตของพวกรอบตัวจะหาไม่ ทว่าศัตรูที่มองไม่เห็นในเงามืดคงได้ฉวยโอกาสนี้กำจัดพวกนางสองพี่น้องไปพร้อมกันแน่!

เมื่อตระหนักถึงภัยใหญ่หลวง อันรุ่ยจึงจำใจเก็บงำความจริงเอาไว้ก่อน แล้วฝืนระบายรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าพลางเอ่ยตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจากเดิม

“อันฉิง ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสองคนพี่น้องแล้ว พี่มีเจ้าเป็นน้องสาวเพียงคนเดียว หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นกับเจ้าอีกคน พี่ก็คงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นขอให้พี่ได้เห็นเจ้าอยู่ในสายตาตลอดเวลานะเด็กดี”

อันฉิงน้อยพยักหน้ารับคำอย่างเข้าอกเข้าใจ เด็กน้อยไม่คิดจะเอ่ยถามสิ่งใดให้พี่สาวต้องลำบากใจอีกแล้ว ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งการสิ่งใด นางก็พร้อมจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามโดยไร้เงื่อนไข

“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังพี่หญิง จะอยู่เคียงข้างพี่หญิงไปตลอดชีวิตเลยเจ้าค่ะ”

เด็กสาวตัวน้อยยื่นสองมือออกไปสวมกอดเอวของพี่สาวไว้แน่น ซบหน้าลงกับแผ่นอกบอบบาง ราวกับกำลังใช้เรือนร่างเล็ก ๆ เป็นฝ่ายมอบความอบอุ่นปลอบประโลมพี่สาวเช่นกัน

อันรุ่ยสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยอันบริสุทธิ์จากน้องสาว ในใจที่เคยอ้างว้างพลันอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน ก่อนจะพากันผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของกันและกันในที่สุด

 

หลังจากที่หยางเหมยจากไปได้เพียงไม่กี่วัน ความเงียบเหงาและกลิ่นอายแห่งความโศกเศร้ายังคงอบอวลอยู่รอบตัวสองพี่น้อง ทว่าในจวนสกุลกู้ก็พลันมีสาวใช้หน้าใหม่ก้าวเข้ามา โดยแม่นมหลิ่วได้จัดสรรให้สาวใช้นางนั้นเข้าพักในเรือนเล็กท้ายจวนเรือนเดียวกับอันรุ่ยและอันฉิง เพียงแต่แยกห้องพักออกไปถัดกันเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องจึงมีโอกาสได้พบปะและพูดคุยกับเด็กสาวผู้มาใหม่แทบจะในทุก ๆ วัน

จนกระทั่งในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ยามเมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง เสี่ยวเยว่ สาวใช้รุ่นพี่ในวัยสิบห้าปีที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน ยามเมื่อเห็นสองพี่น้องกำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนม้านั่งหินหน้าเรือน นางก็คลี่ยิ้มสดใส ก้าวเข้ามาทักทายและร่วมวงสนทนาด้วยอย่างเป็นกันเอง

“พวกเจ้าทำความสะอาดกันเสร็จเร็วจังเลยนะ ข้าสิ ต้องเช็ดถูระเบียงไม้เรือนหลักเพิ่งจะเสร็จเนี่ย ปวดเอวไปหมดแล้ว” เสี่ยวเยว่บ่นพึมพำพลางทุบไหล่เบา ๆ

นางเป็นเด็กสาวกำพร้าที่อ้างว่าได้รับพระเมตตาจากองค์หญิงเจาหนิงรับตัวเข้ามาชุบเลี้ยงในจวน ด้วยนางไร้ซึ่งญาติมิตรและต้องร่อนเร่อยู่ข้างถนนไม่ต่างจากสองพี่น้อง กาลเวลาและวาสนาอันประจวบเหมาะจึงทำให้นางได้ก้าวเข้ามามีที่พึ่งพิงในจวนขุนนางแห่งนี้

“พี่เสี่ยวเยว่ ขนมเจ้าค่ะ ข้าแบ่งให้กินนะเจ้าคะ” อันฉิงน้อยยิ้มตาหยี นำขนมหวานที่ได้รับมาจากคุณชายน้อยยื่นแบ่งให้อีกฝ่ายอย่างเอื้อเฟื้อ

“ขอบใจนะอันฉิง...”

เสี่ยวเยว่รับขนมมาส่งเข้าปากเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย ก่อนจะชวนเด็กทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระอย่างเพลิดเพลินอยู่นานสองนาน แล้วจึงขอตัวแยกย้ายกลับเข้าห้องพักของตนไป

ภาพมิตรภาพอันงดงามดำเนินไปเช่นนี้ในทุก ๆ วัน ทว่าในสายตาของอันรุ่ยนั้นกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด...

นับตั้งแต่มารดาจากไปอย่างมีเงื่อนงำ และภาพสายตาอันเย็นชาของท่านราชครูปะทะเข้ากับนาง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของอันรุ่ยก็สั่งการให้ระวังตัวถึงขีดสุด การปรากฏตัวของเสี่ยวเยว่ที่เข้ามาพักในเรือนเดียวกัน อีกทั้งยังมีประวัติชะตากรรมคล้ายคลึงกับพวกนางอย่างประจวบเหมาะ เป็นสิ่งที่อันรุ่ยไม่อาจไว้วางใจได้แม้แต่น้อย

ทุกครั้งที่เสี่ยวเยว่ก้าวเข้ามาเอื้อนเอ่ยหรือหยิบยื่นมิตรภาพ อันรุ่ยแม้ภายนอกจะฝืนแย้มยิ้มพูดคุยอย่างนอบน้อม ทว่านัยน์ตากลมโตกลับลอบสังเกตทุกกิริยาท่าทางและคำพูดคำจาของสาวใช้รุ่นพี่อยู่อย่างเงียบเชียบ ด้วยเกรงว่าสตรีผู้นี้อาจเป็นหูตาที่มีใครบางคนส่งมาจับตาดูพวกนางในเงามืดก็เป็นได้

จวบจนกระทั่งกาลเวลาที่หมุนเวียนผ่านไปเนิ่นนานครึ่งเดือน ความสนิทสนมกลมเกลียวเบื้องหน้าก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่อันฉิงน้อยยังคงมองเสี่ยวเยว่เป็นพี่สาวผู้หวังดี

ในขณะที่อันรุ่ยยังคงซ่อนดวงตาแห่งความหวาดระแวงไว้ใต้รอยยิ้มอย่างไม่ยอมคลายความระมัดระวังลงแม้แต่น้อย

 

ตกดึกในคืนหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี หลังจากที่อันรุ่ยส่งอันฉิงน้อยเข้าสู่นิทราราตรีเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่เด็กสาวกำลังจะล้มตัวลงนอนพลันปรากฏเสียงเคาะประตูห้องพักถัดออกไปดังแว่วขึ้นมา

ก๊อก! ก๊อก!

อันรุ่ยชะงักกึก ร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมาในทันใด นางค่อย ๆ ขยับกายแผ่วเบาย่องไปที่บานประตู แล้วแนบใบหูชิดเพื่อฟังเสียงจากด้านนอก แม้สำเนียงพึมพำจะไม่ชัดเจนนัก ทว่านางก็จับใจความได้ทันทีว่ามีสาวใช้มาตามตัวบ่าวรับใช้เรือนถัดไปให้ไปทำงานลับยามวิกาลอีกครา

หลังจากเงียบหายไปเนิ่นนานเกือบครึ่งเดียวนับตั้งแต่มารดาของนางจากไป เหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง อันรุ่ยรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป ก่อนจะแง้มบานประตูออกดู ทว่าด้านนอกกลับหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าอันมืดมิดเท่านั้น

แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา อันรุ่ยจะยังคงทำความสะอาดจวนอย่างเงียบเชียบตามปกติ ทว่านางกลับคอยลอบสังเกตการณ์และสอดส่องเบาะแส เพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของมารดาเสมอมา แต่ก็ไม่อาจล่วงรู้สิ่งใดได้เลย

จนกระทั่งคืนนี้ ในที่สุดก็มีผู้ต้องรับชะตากรรมทรมานเดียวกับมารดาของนางอีกครา และนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้นางได้สืบเจอเบาะแสเรื่องนี้...

 

นับจากคืนนั้น อันรุ่ยก็แอบจับตามองห้องพักข้าง ๆ อยู่ตลอด จนกระทั่งได้รู้ว่าคนที่ถูกเรียกตัวไปทำงานแท้จริงแล้วคือเสี่ยวเยว่นั่นเอง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่อันรุ่ยแสร้งลองเชิงเอ่ยถาม เสี่ยวเยว่กลับทำท่าทีบ่ายเบี่ยง ลนลาน และเริ่มตีตัวออกห่างจากนางกับน้องสาว ไม่เข้ามาพูดคุยสนิทสนมดังเช่นแต่ก่อน

เช้าวันหนึ่ง อันรุ่ยตื่นแต่รุ่งสางมานั่งดักรออยู่ที่หน้าประตู ด้วยรู้ดีว่าเมื่อคืนเสี่ยวเยว่ถูกเรียกตัวไปกลางดึกและเพิ่งกลับเข้าห้องพัก และเวลานี้อีกฝ่ายจะต้องออกมาตักน้ำในกะละมังเพื่อไปเช็ดล้างร่างกายดังเช่นทุกคราว อันรุ่ยจึงฉวยโอกาสทำทีเดินไปเข้าห้องน้ำด้านนอก

ยามเมื่อสวนทางกัน นางก็แสร้งเดินเซล้มลงชนเสี่ยวเยว่อย่างจัง

ตุบ!

“พี่เสี่ยวเยว่! ข้าขอโทษเจ้าค่ะ! ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่?” อันรุ่ยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พลางถลาเข้าไปประคองข้อมือและแขนของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน

ในตอนนั้น เสี่ยวเยว่พลันสะดุ้งสุดตัว นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสพลางกัดฟันแน่นจนปากสั่น เพื่อข่มความทรมานไม่ให้อันรุ่ยจับสังเกตเห็น

“ข้า...ข้าทำให้พี่เจ็บหรือเจ้าคะ?”

อันรุ่ยไม่เพียงไม่ปล่อยมือ ทว่ากลับเพิ่มแรงบีบเน้นลงบนท่อนแขนซ้ายของเสี่ยวเยว่มากขึ้น เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยในใจ

“โอ๊ย!”

เสี่ยวเยว่ร้องโอดครวญออกมาอย่างลืมตัวด้วยความเจ็บปวด อันรุ่ยจึงไม่รอช้า รีบถกแขนเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นทันที และสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คือบาดแผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วน

ทั้งรอยกรีดที่ยังมีเลือดไหลซึม รอยเขียวช้ำจากการถูกทุบตี และรอยแผลไหม้พุพองน่าสยดสยองที่ไม่ได้ดีไปกว่าบาดแผลบนเรือนร่างมารดาของนางก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย