บทที่ 8 ความจริง (2)
บทที่ 8 ความจริง (2)
บทที่ 8 ความจริง (2)
“พี่เสี่ยวเยว่ ถ้าเช่นนั้นพวกเรานำเรื่องนี้ไปกราบทูลแจ้งองค์หญิงกันเถิดนะเจ้าคะ องค์หญิงทรงมีพระเมตตา พระองค์จะต้องยื่นมือเข้าช่วยพวกเราแน่ ๆ” อันรุ่ยลองเชิงเอ่ยเสนอ
“ไม่! ไม่ได้เด็ดขาด!”
เสี่ยวเยว่ส่ายหน้ารัวอย่างขวัญเสีย ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นางยื่นสองมือออกไปบีบท่อนแขนของอันรุ่ยไว้แน่น จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดระแวงระคนตื่นตระหนก
“อันรุ่ย! เรื่องนี้บอกผู้ใดไม่ได้เด็ดขาด! บอกไม่ได้ เข้าใจหรือไม่!”
เสี่ยวเยว่บีบแขนอันรุ่ยแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ก่อนที่นางจะค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าแล้วคลายแรงบีบลงยามเมื่อสติเริ่มกลับคืนมา
“ข้าขอโทษ เจ้าเจ็บหรือไม่?”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
อันรุ่ยเพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ พลางเอ่ยตอบด้วยความเข้าใจ เสี่ยวเยว่จึงถอนหายใจยาวก่อนจะเค้นเสียงสั่นสะท้านเอ่ยเล่าต่อ
“เจ้าก็รู้ว่าองค์หญิงทรงรักราชครูมาก เจ้าคิดหรือว่าพระองค์จะยอมเชื่อถ้อยคำของบ่าวชั้นต่ำอย่างพวกเรามากกว่าพระสวามี? ต่อให้พวกเราเอ่ยปากกราบทูลไป ก็มีแต่จะถูกฆ่าปิดปากอย่างไร้ค่าเท่านั้น!”
อันรุ่ยขบฟันแน่นจนขึ้นสันกรามเพื่อข่มความอัดอั้นตันใจเอาไว้ นางเข้าใจถ้อยคำของเสี่ยวเยว่เป็นอย่างดี ทว่าลึก ๆ ภายในใจก็ยังคงไม่ยินยอม เพียงแต่นางไม่ได้เอ่ยปากเอ่ยแย้งออกไปก็เท่านั้น
“อันรุ่ย เจ้าอย่าลืมที่รับปากข้านะ อย่าบอกเรื่องนี้แก่ผู้ใดเด็ดขาด!”
เสี่ยวเยว่ย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความกังวล ด้วยเกรงว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูองค์หญิง ราชครูกู้ย่อมต้องล่วงรู้ด้วยเช่นกัน และยามนั้น ทั้งนางและสองพี่น้องคงไม่มีวันรักษาชีวิตรอดออกไปจากจวนแห่งนี้ได้แน่
“พี่เสี่ยวเยว่วางใจเถิด ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้แก่ใครเป็นอันขาด”
อันรุ่ยเอ่ยรับคำสัตย์เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ ยามนี้นางสามารถยืนยันเบาะแสและความแค้นในอกได้อย่างเด็ดขาดแล้ว เด็กสาวจึงก้มลงช่วยเช็ดล้างและทายาสมุนไพรลงบนบาดแผลให้เสี่ยวเยว่อย่างเบามือ ก่อนจะเอ่ยขอตัว เดินแยกกลับเข้าสู่ห้องพักของตนเองในเงามืด
ยามเมื่ออันรุ่ยกลับเข้ามาภายในห้องพักของตนเอง นางก็พบว่าอันฉิงน้อยยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงนอน ร่างเล็กขยับกายเข้าหามุมเตียงอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว อันรุ่ยจึงค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียง จ้องมองใบหน้าอันไร้เดียงสาของน้องสาวพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
หลังจากที่ได้ฟังความจริงจากปากเสี่ยวเยว่ ก็ได้ตอกย้ำให้นางตระหนักชัดเจนว่า จวนสกุลกู้อันยิ่งใหญ่หรูหราแห่งนี้ หาใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับพวกนางสองพี่น้องอีกต่อไปแล้ว!
ยามนี้มัจจุราชในเงามืดพร้อมที่จะยื่นมือมาพรากชีวิตของพวกนางไปได้ทุกเมื่อ หากนางไม่คิดทำสิ่งใดเลย มีหวังพวกนางสองคนคงต้องมีชะตากรรมไม่ดีไปกว่ามารดาแน่
และทางรอดเดียวที่สมองอันน้อยนิดของเด็กสาววัยสิบขวบปีจะนึกออก ก็เห็นจะมีเพียงองค์หญิงเจาหนิงผู้ทรงมีพระเมตตาเท่านั้น!
นับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในจวนแห่งนี้ อันรุ่ยไม่เคยเห็นองค์หญิงเอื้อนเอ่ยดุว่าผู้ใดเลยสักครา แม้บ่าวรับใช้จะทำผิดพลาด พระองค์ก็เพียงรับสั่งตักเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเปี่ยมเมตตา
อีกทั้งความช่วยเหลือและความห่วงใยที่องค์หญิงมอบให้สามแม่ลูกเสมอมา ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าพระองค์ทรงมีพระทัยโอบอ้อมอารีและงดงามเพียงใด
อันรุ่ยเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า หากนางนำเรื่องนี้ไปกราบทูลแจ้งกับองค์หญิง ต่อให้ผู้บงการจะเป็นถึงพระสวามี องค์หญิงผู้ทรงผดุงธรรมย่อมต้องยื่นมือเข้าปกป้องและคืนความเป็นธรรมให้แก่มารดาของนางอย่างแน่นอน
เมื่อปักใจเชื่อมั่นดังนั้น อันรุ่ยจึงตัดสินใจเด็ดขาด นางจะต้องหาโอกาสนำเรื่องนี้ไปกราบทูลองค์หญิงให้จงได้...
วันต่อมา อันรุ่ยทำงานปัดกวาดเช็ดถูด้วยสภาวะจิตใจที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว สมองของนางเอาแต่ครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่จะกราบทูลองค์หญิงตลอดเวลา ทว่ายังโชคดีที่มีอันฉิงน้อยคอยเอื้อนเอ่ยเรียกสติอยู่เป็นระยะ ทั้งสองคนจึงสามารถเร่งรัดทำงานในส่วนของตนจนเสร็จสิ้นก่อนเวลาปกติ
เมื่อภารกิจประจำวันเสร็จสิ้น อันรุ่ยก็รีบพาอันฉิงน้อยกลับมาส่งที่เรือนพักท้ายจวนเป็นอันดับแรก ด้วยนางตั้งใจจะแอบแยกตัวออกไปดำเนินการบางอย่างเพียงลำพัง
“อันฉิง เจ้าเข้าไปรอพี่อยู่ในห้องก่อนนะ พี่มีธุระสำคัญต้องไปจัดการเสียหน่อย แล้วจะรีบกลับมา” อันรุ่ยเอ่ยบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่หญิงจะไปไหนหรือเจ้าคะ? ข้าไปด้วยได้หรือไม่?” อันฉิงน้อยเอ่ยถามตามประสาเด็กอย่างไร้เดียงสา
“เด็กดี ครั้งนี้เจ้าไปด้วยไม่ได้หรอกนะ เจ้าไปนั่งรอพี่ในห้องให้เรียบร้อย พอกลับมา พี่จะแวะไปขอขนมหวานอร่อย ๆ ในครัวมาฝากเจ้า ดีหรือไม่” อันรุ่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของน้องสาว
“ดีเจ้าค่ะ!”
อันฉิงดวงตากลมโตเป็นประกายขึ้นมาทันใดยามได้ยินเรื่องขนมหวาน รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้ากลม ก่อนที่เด็กน้อยจะยอมพยักหน้ารับคำ แล้วเดินก้าวเข้าสู่ห้องพักเพื่อรอคอยพี่สาวแต่โดยดี
เมื่อเห็นน้องสาวปิดประตูห้องลงสลักเรียบร้อย สีหน้าที่เคยอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นแทนที่ ร่างเล็กเร่งก้าวเท้าออกจากเรือนพักท้ายจวน มุ่งตรงไปยังเรือนหลักอันหรูหราขององค์หญิงเจาหนิงในทันที
เรือนองค์หญิง
ยามเมื่ออันรุ่ยเดินทางมาถึงเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิง นางก็รีบเข้าไปแจ้งแก่แม่นมหลิ่วว่ามีเรื่องสำคัญยิ่งชีวิตจะขอเข้าเฝ้ากราบทูลองค์หญิง ครั้นแม่นมหลิ่วเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเด็กสาว นางจึงยอมพาตัวอีกฝ่ายก้าวเข้าสู่ห้องโถงด้านใน ซึ่งในเวลานั้น องค์หญิงเจาหนิงกำลังนั่งจิบชาพักผ่อนอยู่อย่างเงียบสงบ
“เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ?” เจาหนิงถามเด็กสาวตามปกติ น้ำเสียงยังคงเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและเมตตาอยู่เสมอ
อันรุ่ยทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นเบื้องหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยความในใจออกไป
“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญยิ่งที่ต้องกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบเพคะ!”
เจาหนิงแปลกใจเล็กน้อยยามมองเห็นท่าทีจริงจังระคนตื่นตระหนกของเด็กสาวเบื้องหน้า นางจึงพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงอนุญาตให้อันรุ่ยเอ่ยได้อย่างเต็มที่
“หม่อมฉันอยากมาขอความเป็นธรรมจากองค์หญิงเพคะ!”
อันรุ่ยเอ่ยขึ้นโดยไร้ซึ่งความลังเล นัยน์ตาคู่โตฉายแววเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า สตรีผู้เปี่ยมเมตตาตรงหน้าย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกนางเป็นแน่
“มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ? เจ้าอยากขอความเป็นธรรมเรื่องใด เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดที”
เจาหนิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นในทันใด ท่าทีรับฟังขององค์หญิงพลันทำให้อันรุ่ยรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยที่สุด สตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดในจวนแห่งนี้ก็ยินดีจะรับฟังความทุกข์ยากของนาง
“หม่อมฉันคิดว่า เรื่องการตายของท่านแม่ไม่ใช่อุบัติเหตุผลัดตกน้ำธรรมดาเพคะ” อันรุ่ยพรั่งพรูถ้อยคำที่ทนกักเก็บไว้ในอกออกมาจนสิ้น
“ก่อนหน้าที่ท่านแม่จะจากไป ในทุก ๆ คืน พ่อบ้านหม่าจะให้สาวใช้มาตามตัวท่านแม่ไปทำงานกลางดึก ทว่ายามเมื่อท่านแม่กลับมา นางมักจะมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างเสมอ หม่อมฉันได้เห็นบาดแผลเหล่านั้นด้วยตาตนเอง นานวันเข้า ร่างกายของท่านแม่ก็ทรุดโทรมลงจนแทบเดินไม่ไหวเพคะ”
อันรุ่ยสะอื้นไห้ หยาดน้ำตาพรั่งพรูไหลนองสองแก้ม
“หม่อมฉันยังจำคืนสุดท้ายที่ท่านแม่สั่งเสียไว้ได้ดี ยามนั้นท่านแม่คงรับรู้ถึงชะตากรรมของตนเองแล้ว จึงได้สั่งเสียให้หม่อมฉันคอยดูแลน้องสาว และในยามนี้ เสี่ยวเยว่ สาวใช้ที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ หม่อมฉันก็กำลังเผชิญชะตากรรมทรมานเช่นเดียวกันเพคะ”
“พี่เสี่ยวเยว่เล่าให้หม่อมฉันฟังว่า ยามถูกทรมาน นางได้ยินเสียงของท่านราชครูเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง หม่อมฉันจึงคาดว่า ท่านราชครูต้องรู้เห็นเป็นใจและบงการเรื่องนี้แน่ ๆ เพคะ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงอยากขอร้ององค์หญิงโปรดเมตตาทวงความยุติธรรมให้แก่ท่านแม่ของหม่อมฉันด้วยเพคะ!”
อันรุ่ยโขกศีรษะลงกับพื้นกระดานไม้ ปล่อยให้น้ำตาและความขมขื่นพรั่งพรูออกมาจนหมดสิ้น