LNCrawler

บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (1)

บทที่ 9 เบื้องหลังอันดำมืด (1)

เมื่อเจาหนิงได้ยินเรื่องราวดังกล่าว ใบหน้าพลันฉายแววตกใจและสับสนอย่างถึงที่สุด นางรีบถามซ้ำเพื่อความแน่ใจทันควัน

“อันรุ่ย เจ้าแน่ใจหรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง? เจ้าไม่ได้เข้าใจสิ่งใดผิดไปเองใช่หรือไม่?”

“หม่อมฉันแน่ใจเพคะ!” อันรุ่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

คำตอบของเด็กสาวยิ่งทำให้สีหน้าของเจาหนิงเคร่งเครียดมากกว่าเดิม นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ของตน ก่อนจะเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เจ้าวางใจเถิดอันรุ่ย ข้าจะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน หากเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องได้รับความอยุติธรรมเป็นอันขาด!”

อันรุ่ยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง หยาดน้ำตาแห่งความดีใจไหลซึมออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ นางรู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงผู้แสนดีต้องไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้เป็นแน่ และนางก็คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ที่เลือกมาขอความช่วยเหลือจากพระองค์

หลังจากนั้น องค์หญิงเจาหนิงจึงรับสั่งให้อันรุ่ยเดินทางกลับไปพักผ่อนที่เรือนท้ายจวนก่อน หากนางสืบรู้ความจริงประการใดแล้ว จะรับสั่งเรียกตัวนางมาเข้าพบอีกครา อันรุ่ยจึงโค้งกายขอบพระทัย แล้วหมุนตัวเดินกลับสู่ห้องพักของตนด้วยหัวใจที่กลับมามีความหวังอีกครั้ง

 

ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของเรือนพักท้ายจวน อันรุ่ยกำลังคอยลูบแผ่นหลังกล่อมอันฉิงน้อยให้นอนหลับลงตามปกติ ยามเมื่อเห็นน้องสาวหลับสนิท เด็กสาวก็ถอนหายใจยาว รวบรวมเรี่ยวแรงยันกายลุกขึ้นหมายจะเดินไปดับตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไม้เพื่อเข้านอน

ทว่ายังไม่ทันที่มือจะแตะถูกตะเกียง บานหน้าต่างไม้พลันถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบพร้อมกลุ่มคนชุดดำในชุดอำพรางกายหลายร่างที่พุ่งตัวก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง

อันรุ่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ กำลังจะอ้าปากส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าชายชุดดำด้านหลังก็พลันสับฝ่ามือลงบนท้ายทอยของนางอย่างแม่นยำ

ตุบ!

สติของอันรุ่ยพลันดับวูบลงในทันใด จากนั้นร่างของสองพี่น้องก็ถูกอุ้มและแบกหายไปในเงามืดของราตรีกาลอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีผู้ใดในจวนล่วงรู้เห็นเหตุการณ์เลยแม้แต่คนเดียว

 

เมื่ออันรุ่ยค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกมึนงงปวดร้าวที่ศีรษะพลันแล่นเข้าจู่โจมจนนางต้องหลับตาลงแน่น ก่อนที่เสียงอู้อี้สะอื้นไห้แผ่วเบาจะดังแว่วขึ้นมาจากไม่ไกล ดึงสติของเด็กสาวให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว นางพยายามรวบรวมเรี่ยวแรง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณอันมืดมิดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและคาวเลือด

ทันใดนั้นเอง สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างของอันฉิงน้อยที่อยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายถูกเชือกมัดมือมัดเท้าติดไว้กับเก้าอี้ไม้แน่นหนา อีกทั้งในปากยังถูกยัดผ้าผืนหนาแน่นจนไม่อาจส่งเสียงร้องใด ๆ ได้ นัยน์ตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว

ไม่ต่างจากอันรุ่ยเองที่ถูกพันธนาการมัดติดไว้กับเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เพียงแต่นางไม่ได้ถูกผ้าผูกปิดปากเอาไว้เท่านั้น

“อันฉิง! พี่อยู่นี่แล้ว!”

อันรุ่ยรีบเอ่ยปลอบน้องสาวที่กำลังร้องไห้โฮทันที แม้ภายในอกของนางเองก็หวาดกลัวจนหัวใจเต้นระทึกไม่แพ้กัน นางจำได้เพียงภาพชายชุดดำในห้องนอน แล้วหลังจากนั้นก็สลบไสลไป พอฟื้นคืนสติก็พบว่าตนเองและน้องสาวถูกจับมาขังไว้ในสถานที่แห่งนี้เสียแล้ว

ในตอนนั้นเอง อันฉิงน้อยก็พลันส่งเสียงร้องขึ้นมาในลำคอ เสียงร้องอู้อี้ดังขึ้นมากกว่าปกติ นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาจับจ้องมองข้ามไหล่ของอันรุ่ยไปยังด้านหลัง ทำให้อันรุ่ยพยายามจะเหลียวหน้าหันกลับไปมอง ทว่าพันธนาการเชือกกลับยึดร่างนางไว้แน่น

เสียงฝีก้าวแผ่วเบาสม่ำเสมอค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จวบจนกระทั่งร่างในอาภรณ์สูงศักดิ์ก้าวเดินผ่านเก้าอี้ของอันรุ่ยไป หยุดยืนอยู่เบื้องหลังของอันฉิงน้อย

และเมื่อดวงตาของอันรุ่ยได้มองเห็นใบหน้าของร่างนั้นอย่างเต็มตา นัยน์ตาของเด็กสาวก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“อะ...องค์หญิง! ได้โปรดช่วยหม่อมฉันกับน้องด้วยเพคะ!”

อันรุ่ยทั้งตกใจและดีใจพร้อมกัน แม้นางจะแปลกใจที่เห็นองค์หญิงเจาหนิงปรากฏกายอยู่ในสถานที่ ทว่าความเชื่อมั่นในจิตใจก็ทำให้คิดไปว่า องค์หญิงเสด็จมาเพื่อยื่นมือช่วยเหลือนางและน้องสาวตามสัญญาแน่ ๆ

อันรุ่ยเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ครู่ใหญ่ ทว่าสตรีตรงหน้ากลับยังคงยืนนิ่งเฉย ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทีห่วงใยใด ๆ แม้แต่น้อย

ทันใดนั้นเอง อันรุ่ยก็พลันสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง สีหน้าขององค์หญิงเจาหนิงดูแปลกประหลาดไปอย่างผิดหูผิดตา แม้บนริมฝีปากบางจะยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่เช่นทุกครา ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มเหยียดเย็นชาที่ชวนให้ขนลุกขนพอง ไร้ซึ่งความอบอุ่นอ่อนโยนดังเช่นที่เคยเป็นมาแต่อย่างใด

นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาและความโอบอ้อมอารี บัดนี้กลับฉายแววเยือกเย็น ดำมืด และว่างเปล่าอย่างไร้หัวใจ

“อันรุ่ย เจ้าช่างเป็นเด็กฉลาดเสียจริง เพียงแต่น่าเสียดายนัก...ที่เจ้าฉลาดผิดเรื่องไปเสียหน่อย”

เจาหนิงเอ่ยกับอันรุ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา รอยยิ้มเหยียดประดับอยู่บนดวงหน้างาม ก่อนที่นางจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นวางลงบนไหล่บอบบางของอันฉิงน้อย แล้วออกแรงบีบลงไปอย่างรุนแรงจนอันฉิงหน้าเหยเก ส่งเสียงกรีดร้องอู้อี้ออกมาด้วยความเจ็บปวด

“อื้อ! อื้อ!”

อันฉิงพยายามขยับดิ้นรนสุดแรงหวังให้หลุดพ้นจากพันธนาการตามสัญชาตญาณ ทว่ายิ่งเด็กน้อยดิ้นรนเพียงใด เจาหนิงก็ยิ่งกดเน้นปลายเล็บจิกลึกลงไปในเนื้อผ้าทะลุเข้าเนื้ออย่างไร้ความปรานี

ครั้นเห็นเด็กสาวดิ้นทุรนทุรายอย่างทุกข์ทรมาน รอยยิ้มบนดวงหน้างามก็ยิ่งฉายความวิปริตและความพึงพอใจออกมามากยิ่งขึ้น

“เดิมทีข้าคิดว่าจะเลี้ยงดูพวกเจ้าให้เติบโตขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วค่อยนำมาเป็นของเล่นคลายเบื่อให้ข้า ทว่าดูไปแล้ว ได้เล่นสนุกกับพวกเจ้าตั้งแต่ตอนนี้ก็คงบันเทิงใจไม่น้อย” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเย็น ดวงตาทอประกายสนุกสนาน

ซึ่งถ้อยคำอันโหดเหี้ยมนั้นเองก็ทำให้อันรุ่ยเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมาด้วยความตกตะลึง ยามนี้นางรู้แล้วว่าตนเองคิดผิดมาตั้งแต่ต้น!

เบื้องหลังนรกบนดินและการตายของมารดา หาใช่ท่านราชครูไม่

ทว่ากลับเป็นองค์หญิงผู้แสนดีและเปี่ยมเมตตาผู้นี้ต่างหากที่เป็นบงการและลงมือด้วยพระองค์เอง!

เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงเรื่องนี้ ความเจ็บปวดรวดร้าวและผิดหวังก็พุ่งขึ้นจนจุกอก คนที่นางรัก เคารพ และมอบความไว้วางใจเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับกลายเป็นมัจจุราชที่ปลิดชีวิตมารดาและกำลังลงมือทรมานพวกนางสองพี่น้องเองเสียได้...

“เพราะเหตุใด? เหตุใดท่านถึงทำกับพวกเราเช่นนี้!”

อันรุ่ยตะโกนถามสุดเสียง นัยน์ตาแดงก่ำเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเคียดแค้น ผิดหวัง และเจ็บปวด

“เหตุใดท่านต้องแสร้งทำเป็นเมตตาช่วยพวกเราสามแม่ลูกไว้ แล้วกลับมาทำลายพวกเราเองเช่นนี้!”

เจาหนิงหัวเราะออกมาเสียงเบายามได้ยินคำถามไร้สาระเหล่านั้น

“อยากรู้อย่างนั้นหรือ? หากข้าบอกว่าการได้เห็นพวกเจ้าสามแม่ลูกดิ้นรนทรมานมันทำให้ข้ารู้สึกสนุกยิ่งนัก เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”

นางหยุดพูดเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคมกริบเยือกเย็นยังคงจ้องมองอันรุ่ยเช่นเดิมไม่เปลี่ยน ทว่าฝ่ามือกลับเพิ่มแรงบีบลงบนไหล่ของอันฉิงน้อยจนปลายเล็บจิกลึกถึงเนื้อ ก่อนที่เลือดสีแดงสดจะเริ่มซึมออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์

อันฉิงตัวสั่นเทาพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ร่างเล็กดิ้นกระสับกระส่ายไปมาอย่างน่าสงสาร ทว่าสตรีตรงหน้ากลับไร้ซึ่งความสงสารหรือเวทนาแม้เพียงเล็กน้อย

เจาหนิงก้มหน้าลงกระซิบข้างหูอันฉิงด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“เจ้าว่า...จริงหรือไม่เล่าอันฉิงน้อย?”

อันฉิงที่ทั้งเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดขีด หยาดน้ำตาพลันไหลนองหน้า นัยน์ตาสั่นระริกเพ่งมองไปยังผู้เป็นพี่สาวเพื่อขอความช่วยเหลือ

ทางด้านอันรุ่ยที่เห็นน้องสาวต้องทนรับความทรมานอยู่เบื้องหน้าก็ไม่อาจทนดูต่อไปได้อีก ความรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุพลันพุ่งพรวดขึ้นมาภายในใจ

หากนางไม่สืบหาความจริง

หากนางไม่เดินไปร้องเรียนแก่องค์หญิงวิปริตผู้นี้

อันฉิงน้อยก็คงไม่ต้องมาถูกลากลงสู่นรกด้วย!

“ได้โปรด! ได้โปรดอย่าทำร้ายน้องสาวของหม่อมฉันเลยเพคะ! หากพระองค์ต้องการทำร้ายผู้ใดก็มาทำกับหม่อมฉันแทนเถิดเพคะ! หม่อมฉันขอร้อง...โปรดเมตตาปล่อยอันฉิงไป อย่าทำร้ายนางเลย!” อันรุ่ยขอร้องทั้งน้ำตาอย่างสิ้นหวัง

เจาหนิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็กระตุกรอยยิ้มที่มุมปากในทันใด นางไม่ได้ปล่อยมือจากไหล่ของอันฉิงในทันที ทว่ากลับเอ่ยถามอันรุ่ยด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“ที่เจ้าว่ามาเมื่อครู่เป็นความจริงหรือ? ให้ข้าทำสิ่งใดกับเจ้าก็ได้อย่างนั้นหรือ?”